ข่าว

'บิ๊กซี'หาผู้ผลิตน้ำดื่ม'สิงห์'เปิดศูนย์ช่วย

'บิ๊กซี'หาผู้ผลิตน้ำดื่ม'สิงห์'เปิดศูนย์ช่วย

28 ต.ค. 2554

สมาคมผู้ค้าปลีกยันนำเข้าสินค้าจำเป็นแค่ชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน "บิ๊กซี" หาผู้ผลิตน้ำดื่มทั่วประเทศเพิ่มเติม พร้อมนำเข้าน้ำดื่มลอตแรกจากมาเลเซียถึงไทยวันอาทิตย์นี้ บุญรอดฯ เปิด “สิงห์ เซ็นเตอร์ อโศก” เป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภ

           สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศไทยได้ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเครื่องอุปโภค-บริโภค เนื่องจากโรงงานถูกน้ำท่วมต้องปิดตัวลง การคมนาคมถูกตัดขาด ประชาชนแห่กักตุนสินค้าอาหาร จนรัฐบาลต้องอนุมัติให้เอกชนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะน้ำดื่มท่ามกลางความแคลงใจว่ารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เนื่องจากผู้ผลิตน้ำดื่มในประเทศที่อยู่ต่างจังหวัดจำนวนกว่า 7 พันราย ยังมีศักยภาพและความสามารถผลิตน้ำดื่มได้ตามปกติ


ส.ค้าปลีกยังนำเข้าสินค้าแค่ชั่วคราว


           นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การนำเข้าสินค้าจำเป็นต่อการบริโภค เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนชั่วคราว โดยเฉพาะน้ำดื่ม และไข่ไก่ ที่ไม่มีจำหน่าย หากผู้ผลิตรายใดยังมีสินค้าดังกล่าวอยู่ก็ขอให้นำออกมาจำหน่าย ขณะที่ทางกลุ่มห้างค้าปลีกได้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางกระทรวงจะเป็นผู้ที่ทราบข้อมูลเหล่านี้ดีอยู่แล้วว่าสินค้าพวกนี้ขาดตอน และภาคเอกชนเองก็มีศักยภาพในการนำเข้าสินค้ามาได้รวดเร็ว

           "ยืนยันว่าการนำเข้าเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งจากการหารือกันได้กำหนดจะนำเข้าถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น แต่หากการผลิตภายในประเทศสามารถฟื้นตัวกลับมาได้โดยเร็วและมีความเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค การนำเข้าก็จะยกเลิกไปโดยปริยาย ไม่จำเป็นต้องรอถึงสิ้นปี เพราะการนำเข้าก็มีต้นทุนที่สูงกว่าการผลิตภายในประเทศ ซึ่งผู้ค้าปลีกเองต้องการรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศอยู่แล้ว และยืนยันว่าสินค้าที่นำเข้ามาเหล่านี้มีคุณภาพและผ่านการพิจารณาจาก อย." นายฉัตรชัย กล่าว

           สินค้ากลุ่มแรกที่จะนำเข้าคือ น้ำดื่ม ไข่ไก่ ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่สัปดาห์หน้า ตามมาด้วยปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กระดาษทิชชู ผ้าอนามัย ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ขาดแคลนและมีความต้องการสูง


บิ๊กซีเปิดรับน้ำดื่ม-ไข่ผลิตในปท.


           นายกุฎาธาร นาควิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บิ๊กซีอยู่ระหว่างการติดต่อกับผู้ผลิตน้ำดื่มในประเทศหลายรายเพื่อสั่งซื้อน้ำดื่มส่งเข้ามาจำหน่ายภายในห้าง เช่น บริษัทไทยน้ำทิพย์ และผู้ผลิตน้ำดื่มในจ.สงขลาที่ระบุว่ายังมีความสามารถผลิตน้ำดื่มได้ แต่ต้องจัดหาขวดพลาสติกก่อน และบริษัทยังมีความสนใจสั่งน้ำดื่มจากผู้ผลิตรายอื่นๆ ทั่วประเทศเพิ่มเติมอีก รวมทั้งไข่ไก่สด หากผู้ประกอบการรายใดสามารถส่งสินค้าเข้ามาได้ บิ๊กซีก็พร้อมรับเต็มที่เช่นกัน

           "แม้บริษัทจะนำน้ำดื่มจากประเทศมาเลเซียเข้ามาตามนโยบายของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาสินค้าขาดแคลน แต่เราต้องการที่จะเลือกซื้อจากผู้ผลิตท้องถิ่นในประเทศก่อนอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่ต้องนำเข้ามา เนื่องจากความต้องการซื้อจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากปกติที่จะซื้อคนละ 1 ขวด เพิ่มเป็นคนละ 6-10 ขวด ทำให้สินค้าลดปริมาณลงและมีไม่เพียงพอ ถือเป็นภาวะที่ไม่ปกติ นอกจากนี้การนำเข้ายังมีต้นทุนสูง แต่บริษัทเองก็ยอมที่จะแบกรับภาระต้นทุนเพื่อช่วยผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง" นายกุฎาธาร กล่าว


น้ำดื่มลอตแรกจากมาเลย์1.5หมื่นขวด


           ทั้งนี้ บริษัทเตรียมนำเข้าน้ำดื่มและน้ำแร่จากประเทศมาเลเซีย โดยน้ำดื่มลอตแรกจะส่งมาถึงในวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคมนี้ จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะมีน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตร จำนวน 1.5 หมื่นขวด และจะกระจายส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ คาดว่าจะเริ่มวางขายได้ตั้งแต่วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป จากนั้นจะมีน้ำดื่มส่งมาอีก 2 ตู้คอนเทนเนอร์ในวันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน และวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน อีก 2 ตู้คอนเทนเนอร์

           ส่วนน้ำแร่จะส่งเข้ามาตั้งแต่วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน ถึงพุธที่ 9 พฤศจิกายนนี้ จำนวน 119 คอนเทนเนอร์ โดยแผนการกระจายสินค้าที่นำเข้ามานั้น จะแยกส่งตามสาขา ไปยังสาขาที่เป็นศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค ซึ่งเปลี่ยนจากเดิมที่จะเข้าสู่ศูนย์กระจายสินค้า และจะเน้นกระจายไปในวงกว้างให้ได้มากที่สุด ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ เช่น ไข่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บิสกิต ปลากระป๋อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาการนำเข้า

           อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ความต้องการซื้อน้ำดื่ม ไข่ไก่ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงมีสูงนั้น ทางบิ๊กซีจะวางจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ด้านหน้า และประกาศขอความร่วมมือกับผู้บริโภคในการแบ่งการซื้อสินค้าไว้สำหรับผู้บริโภครายอื่นๆ


"สิงห์"เปิดศูนย์ช่วยผู้ประสบภัย


           นายสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ขึ้น ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนไม่มีข้าวกิน ไม่มีน้ำดื่ม และไม่มีที่อยู่อาศัย และหากมองไปในอนาคตผู้ที่จะประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้มีหลายคนที่อาจจะต้องตกงาน จึงมีแนวคิดที่จะตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหล่านี้ขึ้นเพื่อให้เขากลับมาใช้ชีวิตปกติให้เร็วที่สุด โดยใช้อาคารสำนักงานสถานทูตญี่ปุ่นเก่าเป็นฐานบัญชาการ

           “เรากำหนดความช่วยเหลือไว้ 3 ด้าน คือ 1.เรื่องการดูแลด้านสุขภาพ ร่างกาย และจิตใจ ครอบคลุมถึงเรื่องอาหาร น้ำดื่ม 2.คือการซ่อมแซมบำรุง ทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ อาคารบ้านเรือนซึ่งเราจะระดมอาสาสมัครเข้าไปช่วยเหลือหลังน้ำลด และ 3.การช่วยเหลือในด้านสุดท้ายคือช่วยให้ผู้ที่ตกงานมีงานทำโดยเราจะจ้างอาสาที่มีความรู้เฉพาะด้านมาช่วยงานใน 2 ด้านแรกที่กล่าวไปแล้วโดยอาสาที่รับมาจะมีค่าจ้างด้วย” นายสันติ กล่าว

           รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ประธานศูนย์รวมใจ “สิงห์ เซ็นเตอร์ อโศก” กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้ว โดยบริจาคน้ำดื่ม 7.5 ล้านลิตร ข้าวสาร 300 ตัน และทำอาหารแจกตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมสัปดาห์ละ 1.5 แสนกล่องสำหรับอาสาสมัครที่จะเปิดรับในช่วงแรกจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ จิตแพทย์ และช่างผู้ชำนาญการต่างๆ ทั้งไฟฟ้า ประปา งานไม้ งานปูน ซึ่งจะแจ้งให้ทราบต่อไปอีกครั้งหนึ่ง


ห่วงนิคมอุตฯ ตะวันตก   



           นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้นอกจากนิคมอุตสาหกรรมในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่น่าเป็นห่วงแล้ว นิคมในฝั่งตะวันตกก็น่าเป็นห่วงมากเช่นกัน เพราะขณะนี้น้ำจากด้านบนของกรุงเทพฯ ไหลมาทางตะวันตกมากกว่าที่คาดไว้ โดยนิคมสมุทรสาคร เป็นจุดสุดท้ายของน้ำที่จะออกไปสู่ทะเลอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 5 กิโลเมตร ดังนั้น มวลน้ำก้อนใหญ่จะมารวมกันที่นี่ ซึ่งจะมาทางแม่น้ำท่าจีน

           ประกอบกับยังได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูงเข้ามากระหนาบด้านใต้ ทำให้ต้องวางแผนป้องกันน้ำทุกทิศทาง โดยในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ปริมาณน้ำขึ้นสูงห่างจากสันคันดินกั้นน้ำเพียง 20 ซม. ดังนั้น จึงได้เร่งเสริมคันดินเพิ่มอีก 50 ซม. แต่ก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะคันดินที่เสริมขึ้นมาใหม่ไม่ได้บดอัด ทำให้ความต้านทานต่อกำลังน้ำมีน้อย


ป้อง 2 นิคมอุตฯเมืองมหาชัย


           อย่างไรก็ตาม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้วางแผนรับมือ โดยคำนวณทิศทางที่น้ำที่จะเข้ามาจะอยู่ทางด้านประตูน้ำนครชัยศรี ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม มีปริมาณน้ำผ่านเข้ามาทางนี้ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่คาดว่าในช่วงสิ้นเดือนนี้จะมีปริมาณน้ำสูงถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งน้ำที่มาจากด้านนี้จะใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง โดย กนอ. ได้เสริมความแข็งแรงในการรับน้ำจากด้านนี้มากที่สุด รวมทั้งจะเพิ่มเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำที่ทะลักเข้ามาให้ออกสู่ทะเลเร็วที่สุด โดยในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงจะมีเวลาอยู่ 2 ชั่วโมง จึงเป็นช่วงที่น่าห่วงที่สุด แต่หลังจากนั้นจะเป็นช่วงน้ำลงจะมีเวลา 6-7 ชั่วโมง ซึ่งจะฉวยเวลาในช่วงนี้เร่งสูบน้ำออกจากนิคมให้มากที่สุด จึงคาดว่าน่าจะป้องกันความเสียหายให้กับโรงงานภายในนิคมได้

           สำหรับนิคมที่อยู่ในฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ มีอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ นิคมสมุทรสาคร มีพื้นที่ 1,455 ไร่ มีโรงงาน 110 แห่ง แรงงาน 16,241 มีเงินลงทุนรวม 22,315 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร และพลาสติก ส่วนนิคมสินสาคร มีพื้นที่ 1,417 ไร่ มีโรงงาน 49 แห่ง แรงงาน 3,000 คน รวมเงินลงทุนกว่า 800 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ครบวงจร ซึ่งได้สั่งการให้นิคมแห่งนี้เพิ่มแนวกำแพงคันดินให้มีระดับสูง 2.60 เมตรจากระดับน้ำทะเล


ผู้ประกอบการฟังกทม.แจง      



           วันเดียวกัน ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดสัมมนาเพื่อชี้แจงสถานการณ์และแผนรองรับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯ ให้ผู้ประกอบการฟัง โดยมีผู้แทนจากองค์กรภาคเอกชน และภาครัฐ เข้าร่วมประมาณ 500 คน เช่น หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมโรงแรมไทย สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ผู้ประกอบการการค้าปลีกค้าและค้าส่ง

           ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า น้ำที่จะเข้าท่วมกรุงเทพฯ ขึ้นกับการบริหารจัดการของรัฐบาล เพราะจุดอ่อนของการระบายน้ำ หลายจุดที่ไม่ได้ขึ้นกับกทม. โดยปัจจุบัน กทม.มีระบบระบายน้ำได้วันละ 130 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาสูง 2.5 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่ใน 2-3 วันนี้จะมีปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง และอาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าเขื่อน 

           ส่วนการที่รัฐบาลประกาศให้พื้นที่กรุงเทพมหานครทุกเขตเป็นพื้นที่น้ำท่วมนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครไม่ยอมรับผลการประเมินดังกล่าว และจะทำทุกวิถีทางเพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมลง และถ้าน้ำท่วมกรุงเทพมหาครระดับความรุนแรงจะไม่เท่ากันและบางพื้นที่อาจไม่ท่วม โดยยังมองไม่ออกว่าจะท่วมเป็นเดือนและต้องการให้ประตูน้ำทุกที่ในกรุงเทพมหานครทำงาน ซึ่งน้ำที่ไหลเข้ามากรุงเทพมหานครจะทยอยเข้ามา และคงไม่ได้มาถึง 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร

           นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้เตรียมศูนย์พักพิง 183 ศูนย์ รองรับประชาชนได้ 4 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียน และขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และศูนย์ประชุมไบเทคเพื่อเตรียมการรองรับเป็นศูนย์พักพิงเพิ่มเติม พร้อมกันนี้ได้เตรียมแนวทางบริหารจัดการสาธารณูปโภคในระหว่างน้ำท่วม ซึ่งการประปานครหลวงยืนยันว่าหากน้ำท่วมต่ำกว่า 2 เมตร ก็ยังคงผลิตน้ำประปาได้ ส่วนรถไฟฟ้าบีทีเอสจะหยุดวิ่งเมื่อน้ำท่วมศูนย์ควบคุมรถหมอชิตเกิน 1.5 เมตร และรถเมล์บีอาร์ที จะหยุดวิ่งเมื่อน้ำท่วมผิวจราจร 30 ซม.


หอการค้าคาด 3 เดือนสู่ปกติ


           นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ยินมาว่ากรุงเทพมหานคร และรัฐบาลขัดแย้งกันในการแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงก็ต้องการให้การทำงานของภาครัฐหลังจากนี้ไม่ขัดแย้งกันอีกและไม่ควรนำเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งภาคเอกชนยอมรับว่าคงหลีกเลี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพมหานครไม่ได้ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ปัญหาเพื่อให้น้ำท่วมลดลงเร็วที่สุดก็จะทำให้ภาคเอกชนยอมรับได้ เพราะน้ำสูงประมาณ 30 เซนติเมตรก็ยังพอทำงานได้

           ทั้งนี้ ภาคเอกชนประเมินว่าหลังจากน้ำลดลงต้องใช้เวลาฟื้นฟูธุรกิจให้กลับเข้ามาสู่ภาวะปกตินานถึง 3 เดือน จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งสูบน้ำและฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมให้ได้ 45 วัน

   
แนะซื้อน้ำดื่มต่างจังหวัดแทน



           นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีน้ำดื่มเพียงพอกับความต้องการของคนทั้งประเทศและไม่จำเป็นต้องนำเข้า โดยในต่างจังหวัดทุกจังหวัดมีการผลิตน้ำดื่มขายจึงเห็นว่ารัฐบาลควรไปให้กระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงพาณิชย์ไปประสานว่าน้ำดื่มที่ผลิตในต่างจังหวัดจะส่งเข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพมหานครได้หรือไม่ ซึ่งจะมีความสะดวกรวดเร็วกว่าการนำเข้าน้ำดื่มจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยรัฐบาลควรเตรียมน้ำดื่มในกรุงเทพมหานครให้เพียงพอเพราะถ้าขาดน้ำจะเป็นอันตรายเร็วกว่าขาดอาหาร


บ.ประกันญี่ปุ่นเตรียมชดเชย 7.5 หมื่นล้าน



           นายมาซาดะ มูรากิ นักวิเคราะห์แห่งบริษัทดอยช์แบงก์ ซีเคียวริตีส์ อิงค์ สาขากรุงโตเกียว ระบุในรายงานที่จัดทำให้ลูกค้าของบริษัทเมื่อวันพุธที่ 26 ตุลาคม ว่า บริษัทประกันภัยสินทรัพย์ และสุขภาพของญี่ปุ่นอาจจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย คิดเป็น 70% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเหตุน้ำทะลักเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี รวม 7 แห่งซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตสินค้าของบริษัทญี่ปุ่น และบริษัทข้ามชาติอื่นๆ และอ้างถึงการประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากอุทกภัยในประเทศไทยครั้งนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการประกันภัยแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 4.1 แสนล้านบาท

           คณะกรรมการการประกันภัยฝ่ายไทย ยังประเมินด้วยว่า มูลค่าความเสียหายด้านการเงินต่อโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในภาคกลาง จะสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งนายมูรากิ ระบุว่าความเสียหายของโรงงานของบริษัทญี่ปุ่นจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชย และระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชยตามกรมธรรม์ คือ 70% ของความเสียหาย หรือประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท

           นายมูรากิ ประเมินว่า บริษัท เอ็มเอสแอนด์ดี อินชัวรันซ์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บริษัทโตกิโอ มารีน โฮลดิ้งส์ และเอ็นเคเอสเจ โฮลดิ้งส์ สามบริษัทประกันภัยนอกเหนือจากประกันชีวิตรายใหญ่แห่งประเทศญี่ปุ่น จะแบกรับภาระจ่ายค่าชดเชยให้ผู้เอาประกันที่ทรัพย์สินเสียหายในประเทศไทยประมาณ 1.2 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 3,000 ล้านบาท) ขณะที่นายนัทสุมุ ชูจิโน นักวิเคราะห์ธุรกิจประกันภัยแห่งบริษัทเจพีมอร์แกน ซีเคียวริตีส์ เจแปน ในกรุงโตเกียว ให้ความเห็นในรายงานถึงลูกค้าว่าบริษัทประกันชีวิตของญี่ปุ่นอาจจะต้องจ่ายค่าชดเชยต่อการสูญเสียชีวิตและสุขภาพของผู้เอาประกันภัยของบริษัทในประเทศไทยเป็นเงินหลายแสนล้านเยน