ข่าว

'สุขุมพันธุ์'สั่งป้องย่านเศรษฐกิจเต็มที่

'สุขุมพันธุ์'สั่งป้องย่านเศรษฐกิจเต็มที่

27 ต.ค. 2554

"สุขุมพันธุ์" สั่งป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจในกรุงเทพฯ เล็งหาพื้นที่แก้มลิงรับน้ำแทนสุวรรณภูมิ ภาคธุรกิจเอกชนจี้รัฐเร่งแจงข้อเท็จจริงน้ำท่วม หวั่นท่วมขังเกิน 1 เดือน กระทบราชประสงค์ 5 พันล้าน ลอยแพคนงานอื้อ

          27ต.ค.2554 ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์หลังร่วมประชุมสัมมนาเพื่อชี้แจงสถานการณ์และแผนรองรับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมกรุงเทพฯ ร่วมกับตัวแทนภาคอุตสาหกรรม หอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ ว่า หากมวลน้ำมาตามปกติไม่ก็คงกลัว แต่ห่วงว่าน้ำที่มาตามท่อจะเข้ามาสร้างปัญหา โดยพื้นที่ในเขตสุขุมวิท สีลม สาธร ราชประสงค์ จะพยายามป้องกันอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในแน่นอน

          นอกจากนี้ กรณีที่จะมีการตัดถนนบางสายเพื่อเป็นช่องทางระบายน้ำของรัฐบาลนั้น ยังไม่ได้มีการประสานมายังกทม. แต่ตนมองว่า หากตัดถนนแล้วสามารถระบายน้ำได้เร็วขึ้นและไม่มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ก็ต้องมีมาตรการออกมารองรับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องตัดถนนเนื่องจากอาจต้องอพยพในบริเวณดังกล่าว      

          อย่างไรก็ตาม ควรหาที่ใดที่หนึ่งมาทดแทนพื้นที่หนองงูเห่า ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำและเป็นแก้มลิงให้กับกรุงเทพฯได้อย่างดีในฝั่งตะวันออก แต่ขณะนี้ได้เป็นสนามบินสุวรรณภูมิไปแล้ว ซึ่งควรจะมีพื้นที่รับน้ำที่อื่นทดแทน แต่ต้องให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของกทม.

เยี่ยมผู้อพยพโรงเรียน"ปุรณาวาส"สถานการณ์เลวร้ายอาจต้องย้าย

          เมื่อเวลา 17.26 น. ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้เป็นศูนย์อพยพประชาชน และสามารถรองรับประชาชนได้ 300 คน พร้อมกับมอบถุงยังชีพให้ผู้อพยพในศูนย์ดังกล่าว โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวว่า เพื่อความสะดวก กทม. จะพยายามรักษาพื้นที่ ให้ดีที่สุด เพื่อจะไม่ให้กระทบกับการอพยพประชาชน เพราะหากย้ายศูนย์อพยพไปพื้นที่อื่นจะไม่มีความสะดวก แต่หากสถานการณ์ อันตรายอาจจะต้องขอให้ประชาชน ที่โรงเรียนวัดปุรณาวาส ย้ายไปศูนย์ที่อื่นเพื่อความปลอดภัย

          จากนั้น ผู้ว่า กทม. ได้เดินข้ามทางรถไฟเพื่อไปตรวจน้ำท่วมที่ วัดปุรณาวาส ซึ่งอยู่ใกล้เคียวงกับคลองทวีวัฒนาที่ขณะนี้มีน้ำเข้าท่วมในพื้นที่ประมาณ 50 ซม.  โดยมีประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงมาดูการลงพื้นที่ของ ม.ร.ว.สสุขุมพันธ์ ขณะที่บางส่วนได้ร้องขอให้ กทม. เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม

ภาคธุรกิจจี้รัฐเร่งแจงข้อเท็จจริงน้ำท่วม

          นายชาย  ศรีวิกรม์  ประธานสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจย่านราชประสงค์ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องการทราบข้อมูลมากที่สุดคือ น้ำเหนือจะเข้ามาถึงเมื่อไหร่ ปริมาณเท่าใดและจะท่วมขังนานเท่าใด แต่จนถึงขณะนี้กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถประเมินสถานการณ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงได้ ภาคเอกชนมีความกังวลว่าคันกั้นน้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกอาจไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ และเกรงว่าหากคันกั้นน้ำพังลงมาจะกลายเป็นการขังน้ำ จึงอยากทราบว่ารัฐจะมีวิธีการขั้นตอนปฏิบัติอย่างไรในการระบายน้ำโดยไม่ให้เกิดผลกระทบร้ายแรง

          “ถ้าคันกั้นน้ำต่าง ๆ พังลงมา โดยระดับน้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 0.50-1 เมตร เชื่อว่าคนกทม.ก็อาจยังพออยู่กันได้ ภาคธุรกิจจะยังไม่มีการเลย์ออฟพนักงานแต่สิ่งที่น่ากังวลก็คือหากน้ำท่วมขังเกิน 1 เดือน จะเกิดผลกระทบรุนแรงได้ โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าทุกแห่งอาจต้องปิดการให้บริการ ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร ซึ่งรัฐก็ไม่เคยให้คำตอบได้เลยว่า น้ำจะเข้ามาเมื่อไหร่และปริมาณเท่าใด” นายชาย กล่าว

          นายชาย กล่าวอีกว่า หากน้ำท่วมขังที่ระดับ 1 เมตร เกิน 1 เดือน จะส่งผลต่อธุรกิจย่านราชประสงค์ที่มีผลประกอบการกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน ฉะนั้นรัฐควรทำการบ้านให้มากกว่านี้และให้ข้อมูลที่ชัดเจนแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมการรับมือได้ ส่วนปัญหาน้ำท่วมขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจโรงแรมในย่านราชประสงค์แล้ว โดยยอดนักท่องเที่ยวลดลงจากเดิม 90% เหลือเพียง 40% เท่านั้น

          นายฉัตรชัย  ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้ กทม.จัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายมากกว่านี้ โดยเฉพาะข้อมูลถนนแต่ละเส้นทางว่ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเท่าใด

          “กทม.ควรจัดทำข้อมูลเหล่านี้ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ เพื่อจะได้คลายความวิตกและประมาณการณ์ได้ว่าน้ำจะท่วมสูงเท่าใด โดยเข้าไปดูในเว็บไซต์เดียวแล้วทราบได้เลย แต่ปัจจุบันต้องเข้าไปดูหลายเว็บไซต์และต้องประมวลความรู้เอาเอง ที่สำคัญไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงเลย” นายฉัตรชัย กล่าว

          นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกกันมากจนเกิดการกักตุนอาหาร แม้ภาคธุรกิจจะยังไม่ขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ก็ต้องสั่งนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะโรงงานผลิตน้ำดื่มที่จมน้ำไปเกือบหมด รวมถึงโรงงานผลิตขวดแพ็คที่มีอยู่เพียง 2 แห่งก็จมไปหมดแล้วเช่นกัน

          ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการทราบมากที่สุดคือ ข้อมูลปริมาณน้ำ ซึ่งยอมรับว่าไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่เชื่อว่ากทม.มีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และจะไม่ท่วมขังเป็นเวลานานนับเดือน

          “สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับย่านเศรษฐกิจในพื้นที่กทม.ชั้นในคือน้ำที่จะผุดขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ ซึ่งยากจะควบคุมได้ แต่หากเป็นน้ำที่ท่วมมาตามผิวถนนจะค่อย ๆ เอ่อท่วม” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

          ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ภาคเอกชนยังต้องการเห็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐทุกฝ่าย ซึ่งกทม.เองก็ต้องการร่วมมือกับรัฐบาลในการวางแผนแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะยาว เพราะบางอย่าง กทม.ไม่สามารถดำเนินการด้วยตัวเองได้

          “กทม.อยากให้รัฐบาลหาพื้นที่แก้มลิงเพื่อทดแทนพื้นที่หนองงูเห่า ซึ่งถูกเอาไปสร้างเป็นสนามบินไปแล้ว รวมทั้งการขุดคลองระบายน้ำ และการปิดจุดอ่อนในพื้นที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของ กทม. ขณะเดียวกัน แต่ละหน่วยงานควรมีการสำรวจอุปกรณ์เครื่องมือว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้เสียแล้วไม่มีการบอกกล่าวกันเลย” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว

          ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ตามข้อมูลที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ได้ประเมินไว้ว่า มีน้ำเหนืออยู่ประมาณ 1-1.6 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่เชื่อว่าน้ำทั้งหมดจะไม่ได้หล่นลงมาทับพื้นที่ กทม.พร้อมกันทีเดียว ทั้งนี้ตามที่รัฐบาลมีแนวคิดในการขุดเจาะถนนเพื่อเปิดทางน้ำไหลผ่าน ขณะนี้กทม.ยังไม่ได้รับการประสานมา แต่มองว่าหากการดำเนินการไม่กระทบกับภาพรวมก็ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด