ข่าว

ข่าวดี'เจ้าพระยา'ยังไม่หนุนสูงลุ้น29ต.ค.

ข่าวดี'เจ้าพระยา'ยังไม่หนุนสูงลุ้น29ต.ค.

27 ต.ค. 2554

“เจ้ากรมอุทกศาสตร์”เผยข่าวดี “เจ้าพระยา”ยังไม่หนุนสูง รอลุ้น 29 ต.ค.อีกรอบ โต้ข่าวน้ำสูง 4 เมตร ทบ.เตรียมเรือยนต์ 10 ลำ อพยพปชช.ริมเจ้าพระยา ระดม “รถ-เรือทหาร”รับ-ส่งปชช.หนีน้ำท่วม ทหารช่วยป้องนิคมลาดกระบังเริ่มล้าเพ

          27ต.ค.2554  พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำที่ได้ตรวจสอบวัดระดับน้ำได้ 2.38 เมตร ซึ่งต่ำกว่าที่ได้ประเมินไว้ คือ 2.50 เมตร ซึ่งหากในช่วง 1-2 วันน้ำยังอยู่ในระดับ 2.30-2.40 เมตร ไม่เกิน 2.50 เมตรถือเป็นข่าวดีของกรุงเทพฯ เพราะหมายความว่า มวลน้ำเจ้าพระยาได้ลดลง

           ทั้งนี้มวลน้ำสูงสุดจะขึ้นอีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 2.65 เมตร แต่เราได้ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา ส่วนประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สังเกตความผิดปกติ หากสงสัยเกี่ยวกับรัศมีของน้ำที่อาจจะเข้ามาในเขตบ้านเรือนสามารถเข้าไปดูรายละเอียด ข้อมูลและแผนที่พื้นที่คาดการณ์ความเสียหายในเว็บไซต์ของกรมชลประทาน ขอยืนยันว่า ระดับน้ำจะไม่สูงถึงระดับ 3-4 เมตรตามที่มีกระแสข่าวออกมา ซึ่งคาดว่า ข้อมูลที่ออกมาอาจเป็นความคลาดเคลื่อนทางตัวเลข ซึ่งระดับน้ำในปัจจุบัน เชื่อว่า เรายังสามารถควบคุมได้


ทบ.เตรียมเรือยนต์10ลำอพยพริมเจ้าพระยา

           พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทัพบกกระจายกำลังทหาร ยานพาหนะ ยุโธปกรณ์ เร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อท่วมอย่างต่อเนื่อง และลาดตระเวณตรวจสอบพนังกั้นน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา และสถานที่ตั้งของระบบสาธารณูปโภคที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง โดยช่วงน้ำทะเลหนุนสูงสุดช่วงสุดสัปดาห์นี้ ได้เตรียมเรือยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ขนาด 90 ฟุต จำนวน 10 ลำ เพื่อใช้อพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ กทม.ทั้งนี้กองทัพบกได้ส่งกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับหน่วยทหารของกองทัพบกประจำพื้นที่เข้าช่วยเหลือทันที โดยได้ใช้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่และเรือ ช่วยในการสัญจรบริเวณน้ำท่วมสูงใน ถ.แจ้งวัฒนะ ถ.พหลโยธิน ถ.รามอินทรา ถ.วิภาวดีรังสิต ถ.สายไหม ถ.จรัญสนิทวงศ์ ถ.บรมราชชนนี ถ.สิรินธร ถ.ราชดำเนินใน ถ.เจริญกรุง ถ.ทรงวาด โดยจะให้บริการจนกว่าปริมาณน้ำจะลดลง

           พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ส่วนพื้นที่ 13 เขตริมฝั่งเจ้าพระยา กองทัพบกได้ส่งทหารไปเฝ้าระวังตามแนวริมน้ำเจ้าพระยาตลอด 24 ชั่วโมง และจัดกำลังทหารเข้าแก้ไขสถานการณ์เป็นจุดๆเมื่อเกิดเหตุ นอกจากนี้ได้ส่งกำลังทหารเข้าช่วยจัดเรียงกระสอบทรายสร้างคันกั้นน้ำตามแนว ถ.วิภาวดีรังสิต บริเวณ สนามบินดอนเมืองระยะทาง 12 กิโลเมตร  สร้างแนวคันดินชั่วคราวในเขตบางซื่อและวัดแก้วฟ้าจุฬามณี เขตดุสิต  เสริมกระสอบทรายริมน้ำเจ้าพระยา และได้ส่งชุดเฝ้าระวังระดับน้ำในเขตพระนคร ประจำบริเวณ ท่าเทเวศน์ สามพระยา ท่าพระจันทร์ ท่าช้าง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำให้สามารถเข้าป้องกันและแก้ไขเหตุฉุกเฉินได้ทันที ส่วนที่เขตบางพลัด กองทัพบกได้ส่งเรือเพิ่มเติมอีก 20 ลำให้บริการประชาชน พร้องเร่งซ่อมพนังกั้นน้ำที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 78-80 นอกจากนี้กองทัพบกยังส่งชุดลาดตระเวนเส้นทางจำนวน 6 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยกำลังพล 36 นาย ยานพาหนะ 6 คัน เพื่อตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำและช่วยเหลืออพยพประชาชนที่ตกต้างตามเส้นทาง ถนนติวานนท์จากห้าแยกปากเกร็ดถึงแยกปู่โพธิ์ , บริเวณจุดตัดคลองประปากับคลองรังสิตถึงฟิวเจอร์ปาร์ค และจากถนนพหลโยธินถึงแยกอนุสรณ์สถาน

           พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวว่า ส่วนที่เขตสายไหม กองทัพบกได้ส่งรถยนต์บรรทุก 10 คัน เรือพาย 9 ลำ กำลังพล 80 นาย ช่วยเหลือขนย้ายประชาชนและสิ่งของจากซอยพหลโยธิน 54-64 และชุมชนเลียบคลอง 2 จำนวน 2,150 คน ไปยังศูนย์พักพิงเขตสายไหม ส่วนที่คลองหกวา กองทัพบกได้ใช้กำลังทหาร 5 กองร้อยบรรเทาสาธารณภัย เสริมแนวกระสอบของพนังกั้นน้ำร่วมกับสำนักงานเขต ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร พร้อมตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงตลอดเวลา โดยขณะนี้ระดับน้ำต่ำกว่าพนังกั้นน้ำประมาณ 17ซม. ส่วนบริเวณคลองรังสิต กองทัพบกยังคงเข้าเสริมแนวคันดินตามแนวคลอง และได้ช่วยอพยพประชาชนจำนวน 900 คนจากศูนย์วิทยาศาสตร์รังสิต คลอง 6 ไปพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งยังคงใช้เรือกำจัดวัชพืชในคลองรังสิตอย่างต่อเนื่อง ​สำหรับศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยของกองทัพบก 3 แห่ง ขณะนี้ยังคงให้การดูแลผู้ประสบภัยจากพื้นที่ กทม. พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และ ปทุมธานี จำนวน 2,100 คน โดยกระจายตามหน่วยทหารดังนี้ ค่ายอดิศร จ.สระบุรี 1,200 คน ศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี 500 คน และ โรงเรียนนายร้อย จปร. จ.นครนายก 400 คน

ทหารช่วยป้องนิคมลาดกระบังเริ่มล้าเพราะทำหน้าที่ต่อเนื่อง

           ช่วงเวลาวิกฤติของบ้านเมืองในสถานการณ์ต่างๆ กำลังหลักสำคัญที่คอยช่วยเหลือและปกป้องประชาชนคือกำลังทหาร โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันที่พื้นที่กรุงเทพฯประสบกับมหาอุทกภัย ทหารก็ช่วยทำพนังป้องกันน้ำที่จะไหลทะลักท่วมกรุงอย่างสุดความสามารถ ล่าสุดวันที่ 27 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก ได้ลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งยังคงเร่งเสริมคันกั้นน้ำที่อาจจะทะลักมาถึงนิคมฯ โดยมีกำลังทหารหลายร้อยนาย จากหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็นกองพลทหารช่างกองทัพบก ทหารราบ จ.กาญจนบุรี ทหารม้า ฯ มาช่วยสนับสนุนสร้างแนวป้องกันรอบนิคม เท่าที่สังเกตบรรดาทหารเหล่านี้ก็ทำงานกันแข็งขันท่ามกลางแสงแดดร้อนผ่าว แต่สีหน้าและแววตาก็บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า

           เจ้าหน้าที่ทหารยศนายสิบ รายหนึ่ง ระบายกับผู้สื่อข่าวว่า ตนและเพื่อนๆจากกาญจนบุรีมาช่วยสร้างแนวป้องกันที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้กว่า 10 วันแล้ว การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ก็เหน็ดเหนื่อย หมดแรงอ่อนล้า เพราะต้องทำงานหนักท่ามกลางแสงแดดทั้งวัน ถึงแม้ทหารอย่างพวกเราจะผ่านการฝึกความอดทนและความแข็งแกร่งของร่างกายก็ตาม แต่การโหมงานหนักเพื่อเร่งสร้างแนวป้องกันน้ำให้แข็งแรงเลยทำให้ร่างกายอ่อนล้า แต่เราก็ต้องทำต่อไปจนกว่าจะมีคำสั่งให้หยุดจากผู้บังคับบัญชา เพราะนี่คือหน้าที่ทหารอย่างพวกเราที่ต้องช่วยประชาชน

           "ถามว่าพวกผมเหนื่อยมั้ย จะบอกว่าทหารไม่เหนื่อยไม่ได้ พวกผมเหนื่อย แต่ถอยไม่ได้มันคือหน้าที่ และพวกผมก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่สำคัญการที่เราทำงานแบบนี้ถือว่าช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน ถึงแม้จะเหนื่อยก็ยังมีใจสู้ และอยากให้ผู้บังคับบัญชาช่วยเสริมสร้างกำลังใจ การที่ผู้บังคับบัญชามาลงพื้นที่และกำชับเรื่องงานอย่างเดียวก็คงไม่เกิดประโยชน์ เพราะคนทำงานหนักคนทหารชั้นประทวน แต่ที่ผ่านมาผ้บังคับบัญชาก็จะให้กำลังใจสู้เพื่อประชาชนคนไทยเสมอ" ทหารยศนายสิบคนเดิมกล่าว

           ในวันเดียวกันได้มีคณะผู้บังคับบัญชาลงตรวจพื้นที่การสร้างนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังนำโดย พล.ต.วิลิต โรจนภักดี รองแม่ทัพภาค1 ก่อนผู้สื่อข่าวจะถามว่าการปฏิบัติภารกิจสร้างแนวป้องนิคมฯครั้งนี้ทหารเริ่มหมดแรงอ่อนล้าบ้างหรือไม่ พล.ต.วิลิต รวมถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างพากันตอบว่า "ทหารไม่เหนื่อย" และการสร้างแนวป้องกันน้ำที่นิคมฯ ทางทหารเป็นเพียงกำลังสนับสนุนตามที่ได้รับร้องขอมา ก็ได้กำชับให้กำลังพลช่วยอย่างเต็มที่ อย่างสุดความสามารถ