
อาสาฯ งานปิดทองหลังพระฝ่าวิกฤติน้ำ
ท่ามกลางกระแสน้ำไหลบ่า ในขณะที่หลายคนวิตกกังวล กลัว อีกหลายคนเริ่มเครียด และอีกหลายๆ
ท่ามกลางกระแสน้ำไหลบ่า ในขณะที่หลายคนวิตกกังวล กลัว อีกหลายคนเริ่มเครียด และอีกหลายๆ คนมีอารมณ์โกรธเกรี้ยว ทว่ายังมีอีกหลายร้อยชีวิตกลับยอมอุทิศตัวเอง ผ่านแรงกายช่วยหนักบ้างเบาบ้างตามสรรพกำลัง ทั้งตักทราย แบกถุงทราย บรรจุถุงยังชีพ หรือแม้แต่ตะลุยน้ำฝ่าอันตรายออกไปมอบสิ่งของให้แก่เหยื่อผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในฐานะอาสาสมัคร ทั้งที่หากจะพูดจริงๆ ก็ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่คนเหล่านี้ก็ทำด้วยความเต็มใจ แม้บางรายก็ตกอยู่ในสภาพเสียหายและสูญเสียไม่ต่างอะไรกับผู้ประสบภัยด้วยซ้ำ...นั่นเพราะแค่อยากให้คนไทยรอดพ้นวิกฤตินี้ไปพร้อมๆ กันเท่านั้น..!!
เริ่มที่เจ้าของกิจการร้านหนังสือหนุ่ม "ปู" ปรีชา ขวัญเจริญ ผู้เป็นทั้งอาสาสมัครและผู้ประสบภัยในคราวเดียวกัน เล่าว่า ถึงจุดเริ่มต้นของงานอาสาฯ ในครั้งนี้ว่า เกิดจากคำเชิญชวนทางเว็บไซต์ต่างๆ ว่า เขตสายไหมกำลังต้องการแรงงานช่วยบรรจุและขนย้ายกระสอบทราย สำหรับใช้กั้นน้ำบริเวณประตูคลองสองใต้ (สายไหม) เพื่อไม่ให้น้ำทะลักออกสู่สะพานใหม่ วัดเกาะ ฯลฯ จึงตัดสินใจไปร่วมและเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าช่วยงานอาสาฯ ในครั้งต่อๆ มา เพราะรู้สึกประทับใจกับพลังความสามัคคีของคนทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศทุกวัย อีกทั้งไม่ใช่แค่เฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้นอีกด้วย
"ยอมรับว่าเหนื่อยและร้อนมากด้วย แต่พอเห็นคนมาช่วยกันอย่างเต็มที่เต็มกำลังโดยไม่มีการนัดหมาย ไม่มีการสั่งงานเหมือนทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง แล้วหายเหนื่อย อีกทั้งยังรู้สึกว่ามีกำลังใจขึ้นเยอะ เหมือนแรงดึงดูดให้อยากไปช่วยอีกในวันต่อไป และถึงวันนี้บ้านผมจะถูกน้ำท่วมไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ตั้งใจว่าหากจัดการปัญหาที่บ้านเสร็จ ก็จะขนเรือ และอุปกรณ์ยังชีพเอาไปช่วยคนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาด้วยเช่นกัน" ปรีชา กล่าวพร้อมทั้งฝากกำลังใจไปยังผู้ที่โดนท่วมไปแล้วว่าขอให้ตั้งสติแก้ปัญหาให้ดี ทั้งฝากเตือนผู้ที่ยังไม่ท่วมว่าให้เตรียมพร้อมอย่ารอให้น้ำมาก่อน อย่ามัวแต่ทะเลาะกัน เอาเวลาไปเตรียมตัวดีกว่าถึงอย่างไรก็ประเทศเดียวกัน
ไม่ต่างกับ "อ้อ" นัฎชรี ทองเพ่งพิศ พนักงานเอกชน อาสาสมัครผู้ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ประสบภัยเต็มตัว เพราะบ้านจำนวน 3 หลัง ใน อ.บางบัวทอง และ อ.บางกร่าง จ.นนทบุรี กำลังถูกน้ำเข้ายึดพื้นที่อย่างช้าๆ ทั้งบ้านที่พักอยู่อาศัยในปัจจุบันบริเวณแขวงลาดยาว เขตจตุจักร ก็อยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่เจ้าตัวกลับบอกว่าทำใจได้เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ และหันมาช่วยผู้ประสบภัยด้วยการตระเวนหาซื้อของมาแพ็กช่วยเหลือชาวบ้านที่บางบัวทอง และไปตักกระสอบทรายตามสถานที่ที่ต้องการอาสา
"อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แค่อยากใช้ชีวิตที่เป็นอยู่ให้มีความสุข การออกมาช่วยคนที่เดือดร้อนกว่าก็ทำให้สบายใจ ได้ออกมาเจอเพื่อน เจอคนดีๆ ในสังคม ลดความคิดมากไปได้เยอะ บางทีก็แอบหวั่นกับกระแสในอินเทอร์เน็ตที่เรื่องการจัดการของบริจาค เรื่องการแบ่งแยกต่างๆ นานา ทำให้คนไทยหมดกำลังใจไม่อยากออกมาช่วยเหลือกัน บางอย่างเราก็ไม่เชื่อหรอก อย่างเรื่องของบริจาคในอินเทอร์เน็ตบอกว่าเป็นการกั๊ก แต่ตามที่เห็นก็มีรถที่สามารถเดินทางมารับของในแต่ละวันน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ต้องขับรถฝ่าน้ำท่วมหรือไม่ก็อ้อมถนนมาต้องใช้เวลานานเป็น 2-3 เท่า อีกทั้งขั้นตอนการมารับของบริจาคก็มีเพราะเจ้าหน้าที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าของจะไปถึงมือผู้รับจริงหรือไม่ เรื่องแบบนี้ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราจริงๆ ตอนนี้ไม่คิดแล้วว่าที่เราทำไปเขาจะได้รับไหม มันสูญเปล่าหรือไม่ เพราะสุดท้ายก็หันมาเชื่อตัวเองดีกว่า ว่าสิ่งที่เราทำไปมันต้องเห็นผลกับคนรับแน่นอน" อาสาฯ สาวกล่าวถึงแนวคิดที่ไม่ท้อต่อสถานการณ์
ด้าน "สาว" ศิวนาถ เสนาประทุม อาสาสมัครอายุ 24 ปี ที่เข้ามาช่วยบริเวณ ศปภ.ดอนเมือง ใช้เวลาว่างในช่วงดึกหลังเลิกงานประจำในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มาร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเจ้าตัวได้บอกว่าเคยไปช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอยู่หลายที่ เริ่มจากที่แรกคือ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเดินทางไปกับครอบครัว หลังจากกลับมาก็ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเดินทางมาที่ ศปภ. ดอนเมืองเพื่อมาแพ็กของบริจาค และถูกชักชวนจากกลุ่มอาสาด้วยกันให้ไปช่วยกันตักทรายที่คลองหก อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ถึงแม้แทบทุกที่ที่กล่าวมาจะไม่สามารถสู้แรงน้ำได้แล้ว แต่เธอก็มั่นใจว่ายังมีคนและสถานที่อีกเยอะที่รอความช่วมเหลือจากเหล่าจิตอาสา และการออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ออกมาทำอะไรเลย
"การออกมาเป็นจิตอาสามันก็ได้เห็นมุมมองที่ดีไปอีกแบบ พอได้ใส่ใจกับตรงนี้เราไม่ต้องคิดมากว่าเมื่อไหร่น้ำจะมาถึงบ้านตัวเอง กลับกันเมื่อได้ช่วยก็ยิ่งได้เห็นน้ำใจคนไทย ได้รู้จักเพื่อนใหม่ เจอเหตุการณ์ดีๆ ที่ไม่คาดคิดว่าชีวิตนี้จะได้พบเจอ เช่น วันที่ 2 ของการมาช่วยแพ็กของได้ใช้บริการแท็กซี่คันหนึ่งที่คนขับบอกว่าบ้านที่อยุธยาถูกน้ำท่วมไปแล้ว และจนถึงวันนี้ลูกเมียก็ได้รับของบริจาคเพียงแค่ 2 ถุงเท่านั้น แต่พอเขารู้ว่าเราจะเดินทางไปแพ็กของ เขากลับยิ้มแย้มให้และไม่คิดเงินปลายทางสักบาทบอกว่าขอเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วย ถึงไม่ได้ลงแรง แต่ขอให้อาสาสมัครไปเป็นฟันเฟืองแทน ตอนนั้นรู้เลยเรากำลังได้สิ่งมีค่ามากกว่าเงิน แม้วิกฤติครั้งนี้จะนำพาความเดือดร้อนและเสียหายเกิดขึ้นมากมายมหาศาล แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ก่อให้เกิดมุมดีๆ ของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน" อาสาสาวกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตื้นตันใจ
เช่นเดียวกับ 2 อาสาสมัครวัยจิ๋ว "มอคคา" ด.ญ.สิตางศุ์ แผนสท้าน และ "ใบเตย" ด.ญ.กวิตา ภาลีขันธ์ อายุ 11 ปี ที่มีโอกาสได้ตามผู้ปกครองไปร่วมบรรจุถุงยังชีพภายใน ศปภ.ดอนเมืองแม้จะเพิ่งทำเพียงครั้งเดียว กล่าวว่าถึงจะเหนื่อย เมื่อย และหิว แต่ก็รู้สึกภูมิใจและสนุกที่มีส่วนช่วยเหลือผู้กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ว่า
"ครั้งนี้พวกหนูมีหน้าที่แพ็กยาสระผมใส่ลงในถุงและมัดหนังยางเพื่อนำไปรวมกับของใช้อื่นๆ ก่อนจะนำส่งต่อไปให้ผู้ประสบภัย และที่มานี่เพราะตามคุณแม่มาพร้อมกับพี่ๆ อีกหลายคน และที่บ้านของตัวเองน้ำก็ยังไม่ท่วม จึงมาช่วย อยากบอกกับผู้ที่ประสบภัยว่า ขอให้สู้ๆ หนูเป็นกำลังใจให้อย่าท้อแท้ และอยากเชิญชวนเพื่อนๆ ที่ยังไม่เปิดเทอมให้มาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ถึงจะยังเป็นเด็กอยู่แต่ก็ช่วยได้แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้" อาสาสมัครวัยจิ๋วกล่าว



