
ปริศนา'ทุ่งตะวันออก'แล้งป้องสุวรรณภูมิ
ปริศนา'ทุ่งตะวันออก'แทบแล้ง ป้องสุดฤทธิ์สนามบินสุวรรณภูมิ : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
ในขณะที่ปริมาณน้ำมหาศาลกำลังทะลักเข้าพื้นที่ กทม.ทางด้านทิศเหนือ รวมทั้งพื้นที่ฝั่งธนบุรีบางส่วน ไม่นับรวมปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในวันที่ 27-31 ตุลาคมนี้ ที่จะทำให้น้ำเอ่อล้นแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาซ้ำเติมให้เมืองกรุงมีสิทธิ์จมบาดาลได้เร็วขึ้นอีก
ท่ามกลางวิกฤติน้ำเหนือถล่มกรุงที่กำลังจะเอ่อท่วมท้นทุกพื้นที่ของกทม. ได้เกิดรอยปริร้าวขึ้นระหว่างกทม.กับกรมชลประทาน โดยเฉพาะประเด็นที่ กทม. ซึ่งอยู่ภายใต้สีเสื้อ "พรรคประชาธิปัตย์" กล่าวหาว่า กรมชลประทานระบายน้ำฝั่งตะวันออกของ กทม.ได้ไม่เต็มที่
นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้การเปิดปั๊มและประตูระบายน้ำสู่ตะวันออกแทบไม่ได้ใช้เลย เพิ่งเริ่มทำเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา และยังทำไม่เต็มที่ จากเดิมไม่เปิดเลย ต่อมาเปิดบ้าง 10-20 เปอร์เซ็นต์ และปัจจุบันก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาระในการระบายน้ำจึงมากองอยู่ที่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำสูงเป็นประวัติการณ์และเป็นความเสี่ยงมาก
อยากให้รัฐบาลทบทวนการระบายน้ำลงทะเลอย่างสมดุล ผ่านทั้ง 3 ช่องทาง โดยเฉพาะระบายผ่านตะวันออกมากขึ้น ตั้งแต่คลอง 6-21 เปิดปั๊มน้ำของกรมชลประทาน ระบายน้ำผ่านคลองประเวศบุรีรมย์ คลองหกวา และคลองอื่นๆ อย่างเต็มที่ แต่ถ้ารัฐบาลมีเหตุผลว่าไม่ทำเรื่องนี้ หรือไม่ประสงค์ระบายน้ำไปทางตะวันออก ก็ควรอธิบายให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใสว่าเป็นนโยบายรัฐบาล โดยมีเหตุผลรองรับว่า ต้องการรักษาพื้นที่ไหนเป็นพิเศษหรือไม่" นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกต
นายมนัสกำเนิดมณี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนกรมชลประทาน ชี้แจงว่า การเปิดประตูระบายน้ำตลอดแนวทางฝั่งตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่ระบายน้ำจากพื้นที่ กทม.ลงสู่แม่น้ำบางปะกง ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากระดับน้ำแม่น้ำบางปะกงสูงกว่าระดับน้ำในคลอง หากเปิดประตูน้ำจะทะลักย้อนเข้าไปด้านใน ส่งผลให้การระบายน้ำออกจากพื้นที่ กทม.เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ส่วนประเด็นที่ว่า ทำไมกรมชลประทานเอาเครื่องสูบน้ำไปตั้งสูบไว้จำนวนมาก แต่ถึงเวลาไม่สามารถสูบน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพนั้น นายมนัสชี้แจงว่า คลองชลประทานมีความแตกต่างจากคลองระบายน้ำของกทม.
"คลองระบายน้ำของกทม.จะมีลักษณะเป็นคลองดาดคอนกรีต ปริมาณน้ำมีจำนวนเท่าใดก็สามารถรับได้ แต่คลองชลประทานไม่ว่าจะเป็นคลองบางขนาก คลองนครเนื่องเขต คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต หรือคลองประเวศน์บุรีรมย์ จะมีลักษณะเป็นคลองดินธรรมชาติ การสูบน้ำลงไปเป็นจำนวนมากและรวดเร็วอาจจะส่งผลให้เกิดการพังทลายของคันดินได้ การสูบน้ำจึงต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อควบคุมระดับน้ำในคลองไม่ให้เกิดการพังทลายของคันดิน" นายมนัสชี้แจง
จากคำชี้แจงของกรมชลประทานเท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า ประตูระบายน้ำในความรับผิดชอบของกรมชลประทานนั้น 1.ไม่ได้เปิดปั๊มสูบน้ำเต็มจำนวนจริง เพราะกลัวน้ำในแม่น้ำบางปะกงที่อยู่สูงกว่าไหลย้อนลงมา 2.กลัวว่าถ้าปล่อยมาเต็มที่จะเอ่อล้นคลอง
ทั้งนี้ หากจะมองอย่างให้ความเป็นธรรมต่อชลประทาน มองในด้านศักยภาพในการสูบน้ำของกรมชลประทานจะพบว่า กรมชลประทานมี
1.สถานีสูบน้ำลงแม่น้ำท่าจีน 31 แห่ง มีเครื่องสูบน้ำ 127 เครื่อง มีความสามารถในการสูบน้ำ 16.10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
2.สถานีสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา 22 แห่ง มีเครื่องสูบน้ำ 44 เครื่อง มีความสามารถในการสูบน้ำ 2.82 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ถ้าคณิตศาสตร์ไม่โกหกใครและไม่ได้อยู่ภายใต้สมมุติฐานเลวร้ายที่ว่า "เครื่องสูบน้ำเสีย" จะพบความจริงที่ว่า ศักยภาพในการสูบน้ำทางฝั่งตะวันออกของกทม.ต่ำกว่าฝั่งตะวันตกของกทม.หลายเท่า !!
คำถามก็คือ กรมชลประทานกลัวว่าน้ำจะล้นคลองไปทางไหน จึงต้องระมัดระวังการปล่อยน้ำขนาดนั้น ทั้งที่น้ำกำลังท่วมกลางกรุง!..บางทีคำตอบอาจอยู่ที่ภารกิจของ"ทหาร" ที่กำลังมุ่งป้องกัน"จุดยุทธศาสตร์" และ "ประตู" สู่ประเทศไทยอย่างสุดชีวิต
พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกสั่งการให้ พล.ต.ภาณุวัชรนาควงษม์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่9 จ.กาญจนบุรีและพล.ต.ทวีชัยกฤษิชีวิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่11 ดูแลพื้นที่สำคัญฝั่งตะวันออกของ กทม.
โดยมีกำลังประมาณ 600 นายดูแลพนังกั้นน้ำของ "นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง" โดยทางนิคมและกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดกำลังมาดูแลพนังกั้นน้ำด้วย
กองทัพได้แบ่งการดูแลนิคมอุตสาหกรรมเป็น2 ส่วน คือ 1.นิคมที่ท่วมแล้วได้เกลี่ยกำลังพลให้เหลือเพียง 30% เพื่อทำการกู้พื้นที่ 2.ให้ใช้กำลังพลที่เหลือ 70% มาช่วยป้องกันน้ำท่วมในนิคมที่น้ำยังท่วมไม่ถึง
โดยเฉพาะพื้นที่นิคมฝั่งตะวันออกของกทม. คือ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง รวมทั้งพื้นที่ของ "สนามบินสุวรรณภูมิ" ที่มีการระดมเครื่องสูบน้ำไปลงแม่น้ำบางปะกงอย่างเต็มที่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการจัดทัพตั้งรับน้ำที่ทุ่งตะวันออกว่า ผมได้สั่งให้พล.ท.อุดมเดชสีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 จัดกำลังเข้าไปสนับสนุนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมด้านตะวันออกอย่างเต็มที่เพราะนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท หากน้ำท่วมจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา โดยเฉพาะรายได้ของประชาชน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
การปกป้อง 2 นิคมอุตสาหกรรมฝั่งตะวันออกของกทม. หลังจากนิคมอุตสาหกรรมจมน้ำไปแล้ว 7 นิคม รวมทั้งภารกิจพิทักษ์สนามบินสุวรรณภูมิ ที่รัฐบาลประกาศว่า "ท่วมไม่ได้" อาจเป็นอีกคำตอบของสมมุติฐานที่ว่าทำไมถึงไม่มีการผันน้ำมาทุ่งตะวันออกอย่างเต็มที่



