ข่าว

น้ำท่วมเมืองเป็นเรื่องปรกติ(ที่ยุโรป)

น้ำท่วมเมืองเป็นเรื่องปรกติ(ที่ยุโรป)

27 ต.ค. 2554

น้ำท่วมเมืองเป็นเรื่องปรกติ(ที่ยุโรป) : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

              ใจเย็นๆ ครับ เข้าใจว่าทุกคนเครียดหนัก โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ นั้น ตอนนี้สถานการณ์ถึงขั้นย่ำแย่มาก ด้วยว่าน้ำยังไม่ท่วม (เท่าไหร่-อย่างน้อยจนถึงเที่ยงวันอังคาร)? แต่การกักตุนอาหารและความต้องการน้ำดื่มนั้นเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ

              ผมเลยอยากใช้โอกาสนี้นำเสนอเรื่องราวของในประเทศอื่นๆ ว่าเขาผ่านเรื่องเหล่านี้มาได้อย่างไร

              ในหนังสือที่ชื่อ Advances in Urban Flood Management ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2007 (สำนักพิมพ์ Taylor & Francis) โดยเฉพาะในบทที่ชื่อว่า ประเด็นท้าทายในการบริหารจัดการน้ำท่วมในเมือง (Challenges in Urban Flood Management) โดยศาสตราจารย์ Zevenbergen และ ศาสตราจารย์ Gersonius ได้ชี้ให้เห็นว่า น้ำท่วมนั้นเป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติในยุโรป และหากนับย้อนไปหนึ่งร้อยปีนั้นมีน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายประมาณ 415 ครั้ง และในแต่ละปีนั้นมีน้ำท่วมมากครั้งขึ้นเรื่อยๆ และความเสียหายทางเศรษฐกิจก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ

              แม้ว่าคนเสียชีวิตจะน้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับปรุงระบบการเตือนภัย และการกู้ภัย

              ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือ ภัยและความเสียหายมักจะเกิดในยุโรปตอนกลางและตะวันตก และตัวเลขการเติบโตขึ้นของพื้นที่เมืองก็คือ ร้อยละ 20 ในช่วงปี 1980-2000 ซึ่งบางส่วนระบบชลประทานบางแห่งก็เก่ามาก และยังไม่ได้มีการปรับปรุง

              ที่สำคัญในหลายพื้นที่นั้นกระบวนการจัดการเรื่องน้ำนั้นมักจะเน้นไปในทางการแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรม มากกว่ามาตรการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับโครงสร้างเชิงวิศวกรรม ขยายความได้ว่า จุดมุ่งหมายของการแก้ปัญหาเชิงวิศวกรรมได้แก่เรื่องของการจัดการกับน้ำท่วมโดยการขจัดความเป็นไปได้ในการเกิดน้ำท่วม ซึ่งวิธีเช่นนี้จะให้ความเข้าใจที่ผิดพลาดในเรื่องของความปลอดภัย

              ทั้งนี้เนื่องจากการลดลงของความเปราะบางต่อความสูญเสียจากน้ำท่วมถูกทดแทนโดยการลงทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า เมื่อเห็นโครงการจัดการน้ำท่วม (ที่ลงทุนสูง) คนจำนวนหนึ่งก็ "อุ่นใจ" ในความหมายที่ไม่คิดว่าตนนั้นยังเสี่ยงต่อน้ำท่วมอยู่ (ดี)

              และด้วยเหตุนี้เอง ความเสี่ยงที่ถูกน้ำท่วมและความเสียหายทางสังคมเศรษฐกิจก็จะมีมากตามมา (เพราะดันไปอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น)? มิพักต้องพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในดินฟ้าอากาศที่ผันผวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน

              ในแง่นี้สหภาพยุโรปจึงนำเสนอความคิดในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำท่วมขึ้นในปี 2005 โดยมีความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมว่าเกิดขึ้นด้วยเงื่อนปัจจัยหลายประการ และจะต้องทำการประเมินความเสี่ยงในสามประเด็นหลัก คือ การกำหนดพื้นที่น้ำท่วม การค้นหาความเปราะบางต่างๆ และการประเมินความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น

              ดังที่เคยย้ำมาก่อนว่าปัจจุบันนี้เขาไม่ได้พูดเรื่องการไม่มีน้ำท่วม แต่เขาพูดเรื่องความเปราะบาง (vulnerability) และความทนทานต่อน้ำท่วม (flood resilience) ซึ่งทำให้เรามีความเข้าใจพื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมมากขึ้น และทำให้เราคำนวณความเสียหายทางตรงและทางอ้อมได้มากขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม

              การพูดถึงความทนทานต่อน้ำท่วมนั้นหมายถึงความเข้าใจถึงความเป็นจริงมากขึ้น ในการที่จะรักษาไว้และเพิ่มพลังให้แก่สมรรถภาพของระบบที่มีความซับซ้อนในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนในหลายระดับ

              ดังนั้นในการวางแผน-กำหนดนโยบายในแบบใหม่นี้จะต้องมีทั้งในส่วนของเทคนิค-วิศวกรรม และส่วนของการเชื่อมโยงกันของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเตรียมตัวต่อความเสี่ยงนี้

              ดังนั้นการสร้างตึกที่ป้องกันน้ำท่วมได้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ระบบการเตือนภัยและการบรรเทาภัยก็ต้องสำคัญ

              ลองกลับมาที่บ้านเรา เราเห็นภาพคนแก่ และคนที่เดือดร้อนมากมาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเปราะบางของสังคมเราซึ่งมีอยู่มากนะครับ รวมทั้งจิตใจของเราเองด้วย ผมก็คิดว่าตอนนี้เราคงต้องสร้างความทนทานที่เราจะต้องมี ซึ่งหมายถึงความสามารถในการปรับตัว ไม่ใช่มองว่าเราจะไม่ท่วม หรือมองว่าเมื่อท่วมคือความล้มเหลว

              แต่เราต้องมาประเมินใหม่ว่าเราและคนรอบตัวเราจะปรับตัวกันอย่างไรถ้ามันต้องท่วมสักระยะหนึ่งครับ