ข่าว

เลิกจ้างพุ่ง4เดือนส่อลอยแพค่อนแสน

เลิกจ้างพุ่ง4เดือนส่อลอยแพค่อนแสน

02 พ.ค. 2552

ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจหลายแห่งเริ่มมีการเลิกจ้างตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และในปี 2552 นี้ ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะมีการเลิกจ้างอีกจำนวนมาก

มากจนดูเหมือนว่า สารพัดมาตรการที่กระทรวงแรงงานจะเข็นออกยับยั้งปัญหา แต่กลับดูเหมือนว่าจะยังน้อยเกินไป

 นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า นทีที่มีการเลิกจ้าง กรมจะมีหน้าที่ดูแลลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อให้ได้รับสิทธิต่างๆ ตามกฎหมายและไม่ถูกนายจ้างละเมิดสิทธิแรงงาน

 ทว่าสถานการณ์เลิกจ้าง 4 เดือนแรกกลับพุ่งพรวดราวกับติดจรวด

 แต่ก่อนที่จะไปถึงปลายเหตุที่มีการเลิกจ้างนั้น ได้มีการติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างอย่างใกล้ชิด

 ตัวเลขจากกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศระบุว่า ช่วงปีที่แล้วจนกระทั่งล่าสุดเดือนเมษายน 2552 (1 ม.ค.2551-20 เม.ย.2552) มีการเลิกจ้างจำนวน 991 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างไปแล้ว 83,266 คน

 เจาะลงไปเฉพาะปี 2551 คือ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2551 พบว่ามีสถานประกอบกิจการที่มีการเลิกจ้างจำนวน 698 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 55,549 คน

 หมายความว่า 4 เดือนแรกของปีนี้ ตั้งแต่ 1 มกราคม-20 เมษายน 2552 มีสถานประกอบกิจการที่มีการเลิกจ้างจำนวน 293 แห่ง และมีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไปแล้ว 27,717 คน

 เทียบกับการเลิกจ้างของปีที่แล้ว พบว่าแค่ 4 เดือนแรกของปีนี้ มีการเลิกจ้างไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของปี 2551

 พื้นที่ที่มีการเลิกจ้างมากที่สุดใน 5 จังหวัดแรก ได้แก่ 1.สมุทรปราการ 2.พระนครศรีอยุธยา 3.ปทุมธานี 4.กรุงเทพฯ และ 5.ฉะเชิงเทรา

 ประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้าง 5 อันดับแรกคือ 1.อุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 2.ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ สิ่งถัก เครื่องแต่งกาย ฟอกหนังสัตว์ และรองเท้า 3.การผลิตยานยนต์และอุปกรณ์การขนส่ง 4.การผลิตเครื่องจักร และ 5.การผลิตเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ

 สาเหตุของการเลิกจ้าง 5 อันดับแรกคือ 1.ประสบภาวะขาดทุน ขาดสภาพคล่องทางการเงิน 2.การสั่งซื้อลดลง 3.หมดสัญญา ยกเลิกสัมปทาน 4.ลดขนาดองค์กร ลดวันทำงาน 5.ย้ายฐานการผลิต ย้ายสถานประกอบกิจการ โอนลูกจ้างไปบริษัทในเครือ

 นั่นทำให้ต้องจับตาดูสถานประกอบกิจการที่มีแนวโน้มจะเลิกจ้างในกิจการประเภทที่ว่าเป็นพิเศษ

 ตัวเลขที่ไหลเข้ากระทรวงแรงงาน กะพริบเตือนว่ามีสถานประกอบกิจการที่มีแนวโน้มการเลิกจ้างสะสมช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 เม.ย.2552) จำนวน 395 แห่ง ลูกจ้างทั้งหมด 175,212 คน มีแนวโน้มว่าจะถูกเลิกจ้าง 65,909 คน ได้รับผลกระทบ 108,303 คน

 ถึงแม้ว่ากรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน คือ หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในการคุ้มครองดูแลลูกจ้างและผู้ใช้แรงงาน และมีมาตรการแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ มีทั้งตั้งแต่ “ศูนย์บรรเทาปัญหาการเลิกจ้างอันเนื่องมาจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ” มีคณะทำงานบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างอันเนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อติดตาม รวบรวมข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์ความเคลื่อนไหว สถานการณ์การเลิกจ้าง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 มีการชี้แจงถึง “สิทธิหน้าที่และข้อพึงปฏิบัติของนายจ้าง ลูกจ้างในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ” เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกันเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับเมื่อถูกเลิกจ้าง

 โดยลูกจ้างจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คือ 1.ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวด กรณีที่นายจ้างไม่ได้บอกล่วงหน้า 2.ค่าชดเชยตามอายุงาน 3.ค่าตอบแทนในการทำงานค้างจ่าย

 4.ค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วน และวันหยุดประจำปีสะสม 5.หลักประกัน กรณีนายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันและลูกจ้างไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง

 นี่ยังไม่นับถึงสิทธิในการรับเงินประกันสังคมกรณีว่างงาน หางานใหม่กับกรมการจัดหางาน และการขอฝึกอาชีพจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

 ส่วนนายจ้างเองก็ต้องมีหน้าที่ในการดูแลลูกจ้างเมื่อทำการเลิกจ้างเช่นเดียวกัน โดยจะต้องจ่ายเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า จ่ายเงินค่าชดเชยตามอายุงาน ค่าจ้างค่าตอบแทนต่างๆ ไม่ให้ค้างจ่าย และต้องคืนหลักประกันกรณีที่เรียกเก็บ หากลูกจ้างไม่ได้ทำความเสียหาย

 อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ดูเหมือนจะเป็นช่วงปลายเหตุ การปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจที่วิกฤติให้ได้ทั้งในส่วนของเจ้าของกิจการ และลูกจ้างนั่นต่างหาก ที่จะประคับประคองให้ฝ่าฟันความยากลำบากในช่วงนี้ไปด้วยกันได้

 เพราะต่างก็รู้ว่า สิทธิการชุมนุมของลูกจ้างอันเป็นเครื่องมือที่จะงัดออกมาใช้เมื่อทุกวิธีการที่ทำไปแล้วล้มเหลวนั้น ส่วนใหญ่ได้เพียงคำสัญญากลับบ้านไปเท่านั้น หาใช่ความช่วยเหลือทั้งเรื่องรายได้ และการมีงานอย่างที่เรียกร้องไปไม่