ข่าว

ห้ามจอดซ้อนคันจุดขึ้น-ลงสะพานข้ามแยก

ห้ามจอดซ้อนคันจุดขึ้น-ลงสะพานข้ามแยก

26 ต.ค. 2554

นครบาลประกาศห้ามจอดรถซ้อนคัน จุดขึ้น-ลงสะพานข้ามแยก หวั่นการจราจรติดขัดช่วงอพยพคน-เคลื่อนย้ายผู้ป่วยและเกิดอุบัติเหตุง่าย

          วันที่ 26 ต.ค.54  พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) รับผิดชอบงานด้านการจราจร กล่าวย้ำถึงเจ้าของรถที่นำรถยนต์ไปจอดบนสะพานต่างๆ สะพานข้ามแยกว่า อย่าได้จอดซ้อนคันเพราะจะส่งผลให้การจราจรติดขัดและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย แม้ว่าการนำรถมาจอดบนสะพานข้ามแยกนั้นจะผิดพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ.2522 ก็ตาม แต่เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ภาวะจำเป็นจากปัญหาอุทกภัยแล้วเจ้าหน้าที่จึงผ่อนผันให้มีการจอดได้ในบางจุดที่ไม่กีดขวางการจราจรเท่านั้น
 
          ส่วนจุดขึ้น-ลงทางด่วน และทางยกระดับโทลเวย์นั้น พล.ต.ต.ภาณุ ชี้แจงว่า ตรงนี้ขอย้ำเลยว่า จะต้องไม่นำรถยนต์มาจอดบริเวณทางขึ้น-ลงทางด่วนพิเศษ  ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ทุกเส้นทางรวมถึงสะพานกลับรถอย่างเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและกีดขวางการจราจรในการลำเลียงผู้ป่วยและการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆของเจ้าหน้าที่ ซึ่งล่าสุดขณะนี้ยังพบว่า มีรถยนต์จำนวนมากจอดซ้อนคันส่งผลกระทบต่อการจราจรอีกด้วย
 
          " ความจริงอยากขอให้เจ้าของรถนำรถไปจอดในที่ที่เหมาะสมจะดีกว่ามาจอดริมถนนหรือบนสะพานต่างๆ น่าจะเอาไปไว้บ้านญาติ บ้านเพื่อนในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมหรือในจังหวัดใกล้เคียงก่อน แต่เมื่อจอดไปแล้วและไม่มีการเคลื่อนย้ายใดๆนั้น ช่วยหมั่นไปดูแลความปลอดภัยรถของท่านด้วยพร้อมกับติดชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ไว้ที่กระจกหน้ารถเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อกับเจ้าของรถได้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่างๆ " รอง ผบช.น.กล่าวเน้นย้ำในตอนท้าย
 
          ขณะเดียวกันกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีคำสั่งเน้นย้ำไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 88 สน.ให้เข้มงวดตรวจตราความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนที่ต้องทิ้งบ้านไปพักอาศัยอยู่ศูนย์อพยพช่วยเหลือในจุดต่างๆ พร้อมป้องกันปราบปรามปัญหาอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้น พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการเข้าเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือภารกิจตำรวจร่วมเป็นสายตรวจให้ติดต่อที่สถานีตำรวจท้องที่ได้ทันที
 
          ขณะที่ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ย้ำอัตราโทษของมิจฉาชีพที่อาศัยช่วงชาวบ้านเดือดร้อนทิ้งบ้านพักที่อยู่อาศัยเข้าไปลักทรัพย์สินของมีค่าว่า มีความผิดมาตรา 334 ข้อหาลักทรัพย์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากประชาชนรายใดลักทรัพย์ในช่วงบ้านเมืองประสบปัญหาอุทกภัย เวลากลางคืน รวมถึงการทำลายคันกั้นน้ำ จะมีโทษเพิ่มขึ้น คือ จำคุกระหว่าง 1-5 ปี และปรับ 2,000-10,000 บาท ถ้าหากเป็นการกระทำผิดมากกว่า 2 องค์ประกอบ มีโทษจำคุก 1-7 ปี และปรับ 20,000-24,000 บาท
 
          ส่วนความเคลื่อนไหวการอพยพประชาชนที่ประสบภาวะเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมในย่านฝั่งธนบุรีนั้น ล่าสุดวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามร่วมมือกับสำนักงานเขตบางกอกใหญ่ และสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภายในวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สามารถรองรับประชาชาที่เดือดร้อนได้ 300 คน มีคณะแพทย์พยาบาลจากโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลบางไผ่ผลัดเวจเข้ามาดูแลในเรื่องของสุขอนามัย และการรักษาพยาบาล พร้อมตั้งจุดรับบริจาคเงินและเครื่องอุปโภค-บริโภคด้วย