ข่าว

ศักยภาพของผู้นำในภาวะวิกฤติ

ศักยภาพของผู้นำในภาวะวิกฤติ

26 ต.ค. 2554

ศักยภาพของผู้นำในภาวะวิกฤติ : เลียบค่าย โดย คมพิทักษ์ราษฎร์

           ผู้เขียนเฝ้าดูสถานการณ์น้ำหลากจากทางด้านเหนือและอีสานผ่านเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ลงมายังภาคกลางของประเทศ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา และดูการบริหารจัดการน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลลงที่ต่ำผ่านกรุงเทพมหานคร ก่อนลงสู่ทะเลที่อ่าวไทย โดยหน่วยงานของรัฐหลายกระทรวง ซึ่งมีนักการเมืองและบริวารออกมาพ่นใส่หูประชาชนในฐานที่กำกับดูแล อย่างไร้ทิศทาง เพราะขาดความรู้ ขาดข้อมูล ขาดศิลป์ในการประสานงานหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

    ข้อสำคัญคำนึงถึงผลได้ผลเสียทางการเมืองมากเกินไป

    บ้านเมืองจึงตกอยู่ท่ามกลางความสูญเสียอย่างมหาศาล ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัสทั่วถึงกันกว่า 2 ล้านคน

    ยิ่งกว่าโจรปล้น 10 ครั้ง

    นี่แสดงถึงศักยภาพของผู้นำประเทศในทุกระดับ

    ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี หัวหน้าหน่วยงานราชการ ที่รับผิดชอบในการบริหารประเทศ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการบรรเทาทุกข์ประชาชนผู้ประสบภัย

    "ความขาด" ทั้งหลาย ในการแก้ไขปัญหา "ภัยสาธารณะ" หรือ "ภัยใหญ่หลวง" หากคนของรัฐ ไม่มีความรู้ ทำไมไม่เหลียวไปมองประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลายเช่น สหพันธรัฐรัสเซีย สหรัฐอเมริกา ว่าพวกผู้นำบริหารจัดการอย่างไร?

    ใน รัสเซีย เคยมีการเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ เพลิงไหม้, พายุหิมะ, ภูเขาถล่ม กินบริเวณกว้างหลายเมือง ประธานาธิบดี ขณะนั้นออกคำสั่งให้ผู้บัญชาการทหาร รับผิดชอบแก้ไขและบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้น โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ และมีอำนาจสั่งการหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกคนร่วมปฏิบัติการ ด้วยเหตุผล คือ

    ผู้นำทหาร ถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นผู้นำในภาวะวิกฤติ จึงมีความรู้เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็น และมีศิลป์ในการช่วยประสานงานเป็นเลิศ มีความเข้มแข็งเด็ดขาด เป็นที่ยำเกรงของประชาชน

    ในสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน ครั้งเกิดพายุใหญ่เพื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็มอบให้กองกำลังทหารเข้าควบคุมแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วม

    นี่ไม่ใช่ศักยภาพที่นักการเมืองในทุกระดับจะบริหารจัดการได้

    ต้องเป็นผู้นำในภาวะวิกฤติ ที่มีทรัพยากรการบริหารพร้อมสมบูรณ์ และเป็นที่เคารพยำเกรง นายกรัฐมนตรี สมควรใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณะ พ.ศ.2550 มอบหมายผู้รับผิดชอบให้ถูกคน