
นายกฯรับศก.ไตรมาสแรกหดเกิน 5%เน้นกู้ในประเทศกระตุ้น-ดันหนี้สาธารณะทะลุ 60%
นายกฯ คาดจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ติดลบเกิน 5% รัฐเร่งลงทุนดันหนี้สาธารณะเพิ่มทะลุ 60% เน้นกู้ในประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจ ธปท.ชี้เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น แต่ต้องติดตามว่ายั่งยืนหรือไม่ "กรณ์" รับสภาพรายได้ปี 2552 อาจต่ำกว่าเป้าถึง 3 แสนล้าน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษต่อที่ประชุมสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่องแนวนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมว่า วิกฤติเศรษฐกิจประเทศที่รุนแรงขณะนี้เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และปัญหาการเมืองของไทย ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้จะติดลบมากกว่า 5% ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของภาครัฐจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มเป็นกว่า 60% จากปัจจุบันอยู่ที่ 40% ใกล้เคียงกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ 65%
“แต่ผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้ และไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 วงเงิน 1.5 ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ โดยจะออกกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจรัฐบาลกู้เงินมาลงทุน ซึ่งแหล่งเงินกู้ส่วนใหญ่นั้นจะมาจากในประเทศ ที่ปัจจุบันมีสภาพคล่องส่วนเกินประมาณ 8 แสนล้านบาท รัฐบาลจะกู้เงินเพื่อดึงสภาพคล่องส่วนนี้มาลงทุนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเริ่มต้นได้ในปลายปีนี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ดร.อมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2552 ยังหดตัว หากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หดตัวราว 5-6% ซึ่งมีสัญญาณดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2551 ขณะที่เดือนมีนาคมเริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
และเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่เร่งตัวขึ้นมากในเดือนมีนาคมถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจ
“การเบิกจ่ายของรัฐบาลถือเป็นพระเอกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนคำสั่งซื้อสินค้าที่เข้ามาในช่วงไตรมาสแรกยังต้องติดตามว่าจะเป็นคำสั่งซื้อถาวรหรือไม่ และการตกต่ำของเศรษฐกิจเริ่มคงที่จริงหรือไม่” นางอมรา กล่าว
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ กระทรวงการคลังจะต้องเสนอ ครม.พิจารณาแหล่งเงินและรายละเอียดของโครงการ 1.56 ล้านล้านบาท คาดจะใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศเป็นหลักเนื่องจากปัจจุบันสภาพคล่องในระบบธนาคารไทยมีมากถึง 4 ล้านล้านบาท รัฐบาลสามารถระดมทุนเพื่อใช้ในโครงการที่ตั้งเป้าจะดำเนินการได้ทันที
"ต้องยอมรับว่าเงินจากงบประมาณอาจไม่เพียงพอ เห็นได้จากรายได้ของปี 2552 ซึ่ง 5 เดือนต่ำเป้าถึง 9 หมื่นล้านบาท และคาดทั้งปีจะต่ำเป้าถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีผลให้งบประมาณขาดดุลถึง 5% แต่ก็ต่ำกว่าอังกฤษที่ขาดดุลงบทั้งปีจะถึง 12%" นายกรณ์ กล่าว



