
'เพรียวพันธ์'ออก5มาตรการเน้นย้ำการทำงาน
ตร. เพิ่งตื่น รองโฆษกตร. เผย รรท.ผบ.ตร. ออก5 มาตรการเน้นย้ำการทำงาน จัดชุดเคลี่อนที่เร็ว 880 นาย ลงพื้นที่ช่วยประชาชน 2 ฝั่งกรุงเทพ
เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ร่วมกับ บช.ภ. และผบก.จว.และหัวหน้าสถานี ทุกจังหวัดเพื่อเน้นย้ำแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมโดยใช้เวลาการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้น พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผบก.อก.บช.น. ในฐานะ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ในที่ประชุมได้สรุปพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเป็น 3 ส่วน คือ จังหวัดที่เริ่มปัญหาอุทกภัยคลี่คลายแล้ว รอการฟื้นฟู ประกอบด้วยภาคเหนือ 8 จว. และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด กลุ่ม 2 เป็นจังหวัดที่เริ่มคลี่คลาย 4 จังหวัด ประกอบด้วย พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร และนครสวรรค์ และกลุ่มสุดท้ายเป็นจังหวัดที่มีปัญหาอุทกภัยอยู่ ประกอบด้วย 9 จังหวัดในพื้นที่ บช.ภ. 1 และบางจังหวัดในบช.ภ. 2 เช่น ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และ บช. ภ. 7 คือ นครปฐมิ สุพรรณบุรี สมุทรสาคร และ สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีปัญหา 2 ฝั่งคือ ตะวันออกและตะวันตกของแม้น้ำเจ้าพระยา เช่นเขตสายไหม คันนายาว คลองสามวาและจรัลสนิทวงษ์ โดยทุกพื้นที่ต้องมีแผนการดูแลรักษาความปลอดภัยกับประชาชนช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์มีแนวทางการทำงาน5 ข้อด้วยกัน คือ 1. ให้ผู้บัญชาการทุกภาค ทุกหน่วย ผบก.ทุกจังหวัด ผบก. 1-9 หัวหน้าสถานีทุกแห่ง ต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุด โดยแต่ละหน่วยจะมีภารกิจที่สำคัญคือ นำประชาชนออกมาจากจุดอันตรายโดยเร็วที่สุด โดย บช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไฟ ผบก.น. 1 เป็นหัวหน้าชุดหน่วยเคลื่อนที่เร็วคุมกำลัง 880นาย โดยแบ่งเป็น 2 ชุดลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ละชุดจะมีรถบรรทุกขนาดใหญ่และเรือ ไว้คอยช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ มอบหมายให้ บช.ก. และตชด. ร่วมปฎิบัติหน้าที่ด้วย 2. ช่วยเหลือประชาชนสู่จุดพักพิงชั่วคราว ก่อนส่งต่อไปสู่ศูนย์อพยพ 3. ปราบปรามอาชญากรรม คือ เข้าไปตรวจตราที่พักอาศัยของประชาชนที่ไม่มีคนอยู่อาศัย และหากอาสาสมัครรายใดต้องการจะช่วยเหลือกิจการตำรวจเพื่อร่วมเป็นสายตรวจสามารถติดต่อได้ยังสถานีตำรวจได้ทันที นอกจากนี้ยังแบ่งเป็นเจ้าหน้าที่เป็นจราจร และคลี่คลายสถานการณ์ขัดแย้ง 4. ควบคุมการจราจร และ 5. งานบริการทั่วไป
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประชาชนที่ทำตัวเป็นอาชญากรซ้ำเติม ซึ่งปกติแล้ว ข้อหาลักทรัพย์ มีความผิดตามมาตรา 334 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ แต่หากประชาชนรายใด ลักทรัพย์ ในช่วงบ้านเมืองประสบปัญหาอุทกภัย เวลากลางคืน รวมถึงการทำลายคันกั้นน้ำ จะมีโทษเพิ่มขึ้น คือจำคุกระหว่าง 1-5ปี และปรับ2,000-10,000 บาท ถ้าหากเป็นการกระทำผิดมากกว่า2 องค์ประกอบ มีโทษจำคุก 1-7ปี และปรับ 20,000 -24,000 บาท



