สธ.เพิ่ม300คู่สายด่วนกู้ชีพ1669
สธ.เพิ่มสายด่วนกู้ชีพ 1669 จาดเดิมมี 150 คู่สาย เป็น300 คู่สาย รองรับแจ้งเหตุป่วยฉุกเฉินทั่วประเทศ เผยช่วงน้ำท่วมโทรแจ้งมากกว่า 4 ,000 สายต่อวัน นับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ สั่งอย.- องค์การเภสัชกรรมสำรองยาชี้ผู้ป่วยพุ่ง7.2แสนราย
24ต.ค.2554 นายวิทยา บุรณศิริ รมว.กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมมีประชาชนโทรแจ้งขอรับบริการทีมแพทย์ฉุกเฉินทางสายด่วน1669 ซึ่งเป็นเบอร์โทรฟรีใช้ได้กับโทรศัพท์ทุกระบบ สายจะเข้าตรงที่ศูนย์บัญชาการการแพทย์ฉุกเฉินในแต่ละจังหวัด ซึ่งโทรแจ้งถี่มากวันละ 4,320 สาย นับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งในช่วงปกติโทรเฉลี่ยวันละ 2,800 สาย ทำให้คู่สายที่มีอยู่150 คู่สาย เฉลี่ยจังหวัดละ 6-10 คู่สายไม่เพียงพอต่อความต้องการ และประการสำคัญการโทรแจ้ง1669 นี้ ถือเป็นบริการที่เร่งด่วน เพราะเป็นนาทีชีวิต เป็นตายเท่ากันทั้งจากอุบัติเหตุและป่วยฉุกเฉิน
ดังนั้นจึงได้สั่งการให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเพิ่มคู่สายอีก150 คู่สาย รวมเป็น 300 คู่สาย ก็จะได้จังหวัดละประมาณ 20 คู่สาย โดยจะเพิ่มในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมก่อน ซึ่งจะทำให้ประชานโทรติดง่ายขึ้นและได้รับบริการช่วยชีวิตได้อย่างทันท่วงที
กระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มีถึงระดับตำบล ขณะนี้มีกว่า10,000 ทีม สำหรับพื้นที่น้ำท่วม ได้สั่งการให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดระบบการรับส่งผู้ป่วยทั้งทางเรือและทางรถ โดยเฉพาะเรือต้องมีผู้ประสานที่อยู่ในพื้นที่หรือชุมชนนั้น ๆ เนื่องจากจะทราบเส้นทางดี โดยเฉพาะในเขตชุมชนหนาแน่น
สั่งอย.- องค์การเภสัชสำรองยาชี้ผู้ป่วยพุ่ง7.2แสนราย
นายวิทยา กล่าวด้วยว่า สธ.ได้จัดทีมแพทย์เคลื่อนที่หมุนเวียนให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องวันละกว่า200 ทีม และปรับรูปแบบบริการให้เหมาะกับสถานการณ์เพื่อให้เข้าถึงประชาชนที่เดือดร้อนทุกกลุ่ม จนถึงขณะนี้พบว่าจำนวนผู้เจ็บป่วยจากน้ำท่วมที่รับบริการที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่มี 728,072 ราย ปัญหาอันดับ 1 คือโรคน้ำกัดเท้า หากประชาชนที่ได้รับยาสามัญประจำบ้านไปแล้ว และยาหมด สามารถขอรับได้ที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทุกแห่ง โดยหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดังกล่าวจะให้บริการจนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ และกำชับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อ
ในส่วนการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขได้วางระบบสร้างความปลอดภัยให้ผู้ป่วยขั้นสูงสุดไว้แล้ว โดยเตรียมโรงพยาบาลในเขตปริมณฑลและโรงพยาบาลที่อยู่รอบนอกเพื่อรองรับผู้ป่วยหากโรงพยาบาลในกทม.และปริมณฑลถูกน้ำท่วม ซึ่งการย้ายผู้ป่วยครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำจะท่วมกทม.ทั้งหมด ประชาชนไม่ต้องตกใจ ขอย้ำว่าเป็นกระบวนการสร้างความปลอดภัยผู้ป่วยทุกราย และจะไม่ให้มีปัญหาขาดแคลนยาอย่างแน่นอน โดยได้ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และองค์การเภสัชกรรม จัดการสำรองยาและเวชภัณฑ์ให้พร้อมทั้งหมด และควบคุมคุณภาพราคายาด้วย
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารรณสุข กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 22-23 ตุลาคม 2554 ส่งไปแล้ว 126 ราย ใน 3 จังหวัดคือ นครราชสีมา สระบุรีและชลบุรี จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เนื่องจากโรงพยาบาลเสี่ยงถูกน้ำท่วม และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ซึ่งเสี่ยงจะถูกน้ำท่วมด้วย โดยได้ให้โรงพยาบาลต่างจังหวัดสำรองเตียงรองรับผู้ป่วยทั้งหนักและปานกลาง ไม่ต่ำกว่า 2,000 เตียง ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการที่มีมาตรฐาน
ในส่วนของการจัดบริการฉุกเฉินที่ย่านอ.บางบัวทอง และอ.บางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และที่จังหวัดปทุมธานี มีประชาชนจำนวนมากทยอยออกจากที่พักอาศัย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งหน่วยแพทย์ประจำการที่จุดอพยพท่าอากาศยานดอนเมือง 1 แห่ง บริการตลอด24 ชั่วโมง ร่วมกับหน่วยแพทย์โรงพยาบาลภูมิพล มีผู้เจ็บป่วยกว่า 100 รายต่อวัน รายใดที่มีอาการรุนแรง จะส่งตัวไปรักษาใน โรงพยาบาลใกล้เคียง
ส่วนบนถนนรัตนาธิเบศร์ ได้รับความร่วมมือจากสหคลินิกนนทเวช อยู่ข่างห้างเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ ซึ่งมีเครื่องมือทางการแพทย์พร้อม ให้กระทรวงสาธารณสุข เปิดเป็นโรงพยาบาลสนาม 1 แห่ง เพื่อให้การดูสุขภาพผู้ประสบภัยที่เจ็บป่วยและป่วยฉุกเฉิน โดยได้ระดมทีมแพทย์เฉพาะทางบางโรคเช่นหมออายุรกรรมและหมอเด็กจากกรมการแพทย์มาช่วย ควบคู่กับแพทย์ทั่วไป โดยมีเตียงสังเกตอาการ 48-72 ชั่วโมงและส่งรักษาต่อไป ทั้งนี้หากผู้ประสบภัยรายใดที่มีโรคประจำตัว เรื้อรังและมีอาการกำเริบ ขอให้ปรึกษาที่โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ได้



