ต้องร่วมใจฝ่าปัญหาน้ำท่วมให้ได้
วันนี้คนไทยทุกคนต้องร่วมใจกันฟันฝ่าปัญหาน้ำท่วมไปให้ได้ : กระดานความคิด โดย พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
น้ำท่วมครั้งนี้ต้องยอมรับว่ามากมายหนักหนากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่การที่มีน้ำมากหรือน้ำน้อยนั้นเป็นคนละเรื่องกับการจัดการป้องกันความเสียหายของทรัพย์สินประชาชนที่เกิดขึ้น ต้องแยกการพิจารณาออกจากกัน เพราะถ้าป้องกันดี รู้เท่าทันน้ำ ความเสียหายจะไม่มากมายถึงขนาดนี้ เท่าที่ติดตามข่าวจากสื่อทั้งหลาย เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้ว พบว่า สาเหตุที่ทำให้การป้องกันน้ำท่วมไม่มีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นมาจาก 5 ปัญหาหลักด้วยกันคือ
1.รัฐบาลเข้ามาจัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบช้าเกินไป ปล่อยให้น้ำสะสมจนมีจำนวนมากโดยไม่เร่งระบายเสียก่อน ต้นทุนเดิมของน้ำจึงมีมาก เมื่อปริมาณน้ำในเขื่อนมากก็จำเป็นต้องปล่อยลงมาสบทบอีก เมื่อรวมกับน้ำฝนที่ตกติดต่อกันมาหลายวันต้นทุนน้ำซึ่งเดิมมากอยู่แล้วก็กลายเป็น “มากมายมหาศาล” (ข้อเท็จจริง ห้วงเวลาและแผนที่ทิศทางการระบายน้ำมันยืนยันอยู่แล้วในเรื่องนี้)
2.เมื่อเข้ามาจัดการปัญหาแล้ว การบูรณาการของรัฐบาลกลับไม่เป็นระบบ “เกิดความรู้ไม่จริงต่อกระแสน้ำและปริมาณน้ำ” ขึ้น การสั่งการจึงสับสนและไม่ชัดเจน สถานภาพการจัดการดังกล่าวจึงทำให้ “ข้าราชการต้องนั่งรอคำสั่งฝ่ายการเมืองว่าจะให้ไปทำอะไรเท่านั้น” ความคิดริเริ่มกันเองของข้าราชการซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับ “น้ำ” มาคนละหลายสิบปี จึงไม่มีและไม่กล้าขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง
3.เกิดการตัดสินใจผิดพลาดอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.การไม่ปล่อยข้าราชการให้มีวันหยุด ถึงแม้จะระบุว่า “ข้าราชการคนไหนบ้านน้ำท่วมสามารถจะลาหยุดได้” ก็ไม่เป็นผลอะไร เพราะข้าราชการจะลาไปอย่างพะวักพะวน เสี่ยงต่อการเพ่งเล็งของผู้บังคับบัญชา ไปแล้วก็ช่วยอะไรก็ไม่ได้มากนักเพราะไปได้คนเดียว ถ้าเป็นวันหยุดก็สามารถจะชวนเพื่อน ชวนลูกน้องมาช่วยกันได้ เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ตาม แต่ก็ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาในส่วนรวมขึ้นได้ เพราะภาพคนแก่คนเฒ่าติดน้ำ, ความสับสนในการขนย้ายของ, การอยู่เฝ้าของโดยไม่ยอมออกจากบ้าน ฯลฯ ภาพเหล่านี้ทำให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ขวัญกำลังใจชาวบ้านก็เสียไปหมด และ 2.เรื่องการไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินเฉพาะพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งถ้ามีการประกาศออกมาแล้วจะส่งผลดีขึ้นหลายเรื่อง เช่น ทำให้ทหารและข้าราชการอื่นๆ สามารถริเริ่มทำงานได้เองไม่ต้องรอคำสั่งจากรัฐบาล จะเกิดการบูรณาการกับภาคประชาชนขึ้นทันที ปัญหาการเมืองท้องถิ่นที่จะเข้ามาขวางการระบายน้ำก็จะหมดไปด้วย
4.การเกิดความเสื่อมศรัทธาจากประชาชนในการบริหารงานของศูนย์แก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ดอนเมือง ซึ่งมีแต่ผู้คนสับสนวุ่นวายไปหมด ขั้นตอนการบังคับบัญชาและการประสานงาน การบริหารจัดการสิ่งของที่นำมาช่วยเหลือ จึงกลายเป็นการจัดการแบบ “การจัดชุมนุมม็อบ” ทุกคนรอนายกฯ จะพูด จะสั่งอะไร ก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ ส่วนนายกฯ จะรอใครสั่งอีกทอดหนึ่งหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ซึ่งทำให้เกิดภาวะ “ความไม่พร้อมกับการตั้งรับกระแสน้ำครั้งนี้ขึ้น” ทั้งส่วนปฏิบัติและส่วนธุรการ
5.ในขั้นสุดท้ายเมื่อรัฐบาลไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ “รัฐบาล” ก็ไม่กล้าข้ามปัญหามวลชนที่ไม่ยอมให้เปิดประตูน้ำ และกลุ่มที่พยายามรื้อกระสอบทรายที่กั้นน้ำออก ฯลฯ (ปัญหานี้คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขื่อนกั้นน้ำต่างๆ พังลงมาตามลำดับ) กรณีนี้ถ้ารัฐบาลจัดตัวแทนที่น่าเชื่อถือได้ ลงมาเจรจาต่อรองกับ “มวลชน” เหล่านี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายจากน้ำท่วม ก็จะทำให้การระบายน้ำผ่านออกไปสู่ทะเลสะดวกขึ้น การสะสมของน้ำก็จะลดปริมาณน้อยลง (ปัจจุบันปัญหานี้ก็ยังคงมีอยู่)
ทั้ง 5 เรื่องนี้เป็นเพียงปัญหาหลักๆ เท่านั้น เรื่องปลีกย่อยยังมีอีกมากมาย ซึ่งเกือบทุกเรื่องเป็นผลมาจาก “คนในรัฐบาลทำกันเองแทบทั้งสิ้น” ถ้าถามว่า คนในศูนย์ดอนเมืองมีคนรู้เรื่องเหล่านี้บ้างหรือไม่ ขอตอบว่ามีมากมายครับ แต่ไม่มีโอกาสพูด เพราะการให้ความคิดส่งผ่านไปถึงผู้ที่สามารถเข้าร่วมประชุมมีหลายขั้นตอน ความรู้ที่แท้จริงจากผู้ถ่ายทอดไปยังผู้ใหญ่ที่เข้าประชุมจึงลดน้อยลงไป ทำให้ที่ประชุมขาดข้อมูล หรือได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน สำหรับการตัดสินใจอย่างชัดเจน การคลำถูกคลำผิด จึงเกิดขึ้นในการแก้ไขปัญหา การทุ่มเททรัพยากรมาสนับสนุนการทำงานในพื้นที่บางครั้งก็นำเรื่องการเมืองเข้ามาปะปนด้วย
ความพินาศล่มจมของบ้านเมืองครั้งนี้จึงควรหาทางยุติได้แล้ว ทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน ลืมเรื่องที่มันผ่านมาแล้วไปให้หมด มาเริ่มต้นกันใหม่ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล ต้องยึดถือให้ภาคเอกชนผ่านเข้ามาร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เลิกนึกถึงเรื่องการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นเสีย หันมาร่วมกันกอบกู้บ้านเมืองใหม่ “อุปสรรคเป็นเครื่องมือในการสร้างผู้นำ” ครับ นายกฯ ต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ในการลงมาระดมความคิด ความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยลดความสำคัญของฝ่ายการเมืองลงมาให้ต่ำกว่าภาคเอกชน ประเทศถึงจะไปรอด วันนี้เราคนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันฟันฝ่าปัญหานี้ไปให้ได้เพื่อประเทศชาติ ขอเอาใจช่วยคุณยิ่งลักษณ์ ให้ฝ่าฟันอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เพื่อตัวคุณยิ่งลักษณ์เองเท่านั้น แต่ยังเป็นทางรอดของประเทศไทยอีกด้วยครับ



