ข่าว

กินดีอยู่ดีรอบ'บ้านพ่อ'

กินดีอยู่ดีรอบ'บ้านพ่อ'

24 ต.ค. 2554

กินดีอยู่ดีรอบ'บ้านพ่อ'

           ในอดีตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 2 ล้านไร่ ครอบคลุม 3 จังหวัดได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง เคยมีความอุดมสมบูรณ์จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" ที่สำคัญของภาคใต้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจัยสำคัญอย่าง "น้ำ" กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ชาวบ้านต้องเผชิญ ทั้งน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรกินเวลานานกว่า 3 เดือน น้ำแล้งในฤดูแล้ง น้ำทะเลรุกล้ำ และน้ำเน่าเสีย ซึ่งความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบและทรงห่วงใยยิ่ง ด้วยพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล จึงพระราชทานแนวทางการแก้ไขปัญหาจนเป็นที่มาของ "โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง" อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
 
          เทอดศักดิ์ ลักษณะหุต หัวหน้ากลุ่มบริการวิชาการ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ เล่าว่า กรมชลประทานได้สนองพระราชดำริ ด้วยการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ โดยก่อสร้างระบบชลประทาน ประกอบด้วย ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ ก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมประตูระบายน้ำเพิ่มเติม และขุดลอกคลองธรรมชาติ โดยเฉพาะประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ อันมีความหมายว่า "ประตูน้ำที่ให้ประสบความสำเร็จในการแยกน้ำ" นั้น ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2536 และเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ในการเป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืด บรรเทาความขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร ป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ และบรรเทาอุทกภัย ทั้งหมดเกิดจากการควบคุมการเปิดปิดบานประตูอุทกวิภาชประสิทธิ และประตูระบายน้ำอีก 4 แห่งร่วมกันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ฤดูกาล และระดับการขึ้นลงของน้ำทะเล
 
          กว่า 10 ปีที่ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ผลิดอกออกผลเป็นที่น่าชื่นใจ เป็นจุดเริ่มต้นของการกินดีอยู่ดี พลิกฟื้นกลับคืนสู่การเป็นแผ่นดินทอง ผ่านโครงการตามแนวพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ อย่าง ศูนย์การเรียนรู้นาข้าวอินทรีย์ (โรงสีข้าวชุมชน) หมู่ 1 ต.ขนาบนาก ที่ชาวบ้านแถบนี้อาศัยอยู่เหนือเขื่อนในเขตน้ำจืด มีอาชีพทำนาข้าวพันธุ์พื้นเมือง ประมง และนาจาก กวี จันทษี ประธานกลุ่มข้าว ต.ขนาบนาก เผยว่า ก่อนที่จะมีโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังฯ ชาวบ้านทำนาได้ปีละครั้ง และจะเสียหายมากในฤดูน้ำหลากและช่วงน้ำทะเลหนุน นับแต่ปี พ.ศ.2548 นอกจากน้ำจะไม่ท่วมแล้วยังสามารถทำนาได้ปีละ 3 ครั้ง ทั้งมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 จากพื้นที่ทำนากว่า 2,700 ไร่
 
          ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังยังเป็นต้นแบบเกษตรกรรมผสมผสานตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งฟาร์ม ของชาวบ้าน ต.ป่าระกำ ซึ่ง จรูญ แดงขาว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ประธานกลุ่ม เล่าว่า 30 ปีก่อนประชาชนในพื้นที่ยึดอาชีพทำนาท่ามกลางอุทกภัยซ้ำซาก จึงรวมกลุ่มเพื่อปลูกผัก อาทิ พริก ฟักทอง แก้วมังกร ขณะที่ร่องสวนก็เลี้ยงปลาตะเพียน ปลานิล เหลือกินเหลือใช้ก็ขายสร้างรายได้เสริม
 
          "ตั้งแต่มีการบริหารจัดการน้ำที่ดี และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พวกเรากินดีอยู่ดีขึ้น สามารถทำการเกษตรได้หลายอย่าง สำหรับโครงการนี้เป็น "โรงเรียนเกษตรกร" ให้คนที่สนใจมาศึกษามีตั้งแต่เด็กอนุบาลจนถึงปริญญาโท ผมจบแค่ป.4 แต่ทุกวันนี้มีรายได้ปีละกว่า 5 แสนบาท และสามารถส่งลูกๆ เรียนจนจบปริญญาเกือบทุกคน" ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา บอก
 
          และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความกตัญญูรู้คุณแผ่นดินเกิด ชาวลุ่มน้ำปากพนัง จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการ "คืนสู่แผ่นดินเกิดลุ่มน้ำปากพนังสนองพระราชดำริ" พร้อมสมทบทุนช่วยกันสร้าง "พระตำหนักประทับแรมเฉลิมพระเกียรติ อำเภอปากพนัง" หรือ "สร้างบ้านให้พ่อ" บริเวณหัวประตูระบายน้ำฝั่งตะวันออก นับเป็นพระตำหนักแห่งแรกที่สร้างโดยพสกนิกรชาวไทย โดย รัตนาวุธ วัชโรทัย ที่ปรึกษาฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สำนักพระราชวัง เดินทางไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงพระนารายณ์ทรงสุบรรณ ด้านหน้าพระตำหนัก เมื่อวันก่อน ซึ่งพวกเขาปรารถนาให้พระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ มาประทับสักครั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล...