ข่าว

ข่าวน้ำท่วมเชิงบวก

ข่าวน้ำท่วมเชิงบวก

24 ต.ค. 2554

ข่าวน้ำท่วมเชิงบวก:มองผ่านเลนส์คม โดย... แคน สาริกา

          ยิ่งน้ำหลากทุ่งมุ่งหน้าเข้าประชิดกรุงเทพฯ ยิ่งซ้ำเติมจิตใจคนกรุงให้ตื่นตระหนก โดยเฉพาะข่าวสารที่หลั่งไหลออกสู่ประชาชนนั้นมากมายหลายทางเหลือเกิน
 
          มันมิได้มีเพียงวิทยุ ทีวี และหนังสือพิมพ์ เหมือนตอนน้ำท่วมใหญ่ปี 2526 เดี๋ยวนี้มีเครือข่ายชุมชนออนไลน์ ที่นำพาข่าวสารถึงประชาชนได้รวดเร็ว และบางครั้งมันก็เร็วเกินไปจนกลายเป็น "ข่าวลือออนไลน์" ที่น่ากลัวกว่า "ข่าวกระซิบ" ในอดีต
 
          ด้านบวกของ "ทวิตเตอร์" และ "เฟซบุ๊ก" คือการถักร้อยผู้คนต่างถิ่นต่างที่ให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน ช่วยกันกระจายข่าวแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือ และแชร์ข้อมูลเรื่องน้ำ เส้นทาง แหล่งจอดรถ ฯลฯ
 
          ช่วงวิกฤติน้ำท่วมในเขตเมือง ทั้งนครสวรรค์ อยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี บนไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ มีแต่การร้องขอความช่วยเหลือจากที่โน่นที่นี่ ซึ่งสมาชิกชุมชนออนไลน์ก็ช่วยส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ จนถึงผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้
 
          สถานีวิทยุ จส.100, สวพ.91, จราจรเพื่อสังคม 99.50 และอีกหลายคลื่น ก็มีส่วนช่วยชาวบ้านในวิกฤติน้ำท่วมได้มากทีเดียว รวมถึง "วิทยุชุมชน" ในต่างจังหวัด เพราะผู้ประสบภัยจำนวนไม่น้อยที่อาศัยวิทยุทรานซิสเตอร์ รับฟังข่าวสาร เพราะวิทยุใช้ถ่านไฟฉาย แม้ไฟฟ้าถูกตัด เจ้าทรานซิสเตอร์ก็ทำให้ไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
 
          ส่วนหน้าจอทีวี ก็มีผู้รู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำมากหน้า บางคนก็มีองค์ความรู้ใหม่ที่น่าเผยแพร่ให้กว้างขวาง จึงมีผู้เสนอให้ ศปภ.เชิญบุคคลเหล่านี้ไปช่วยคิดช่วยออกความเห็นบ้าง
 
          สมัยนี้มีช่องทีวีดาวเทียมเพิ่มขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่ และในวิกฤติน้ำท่วมคราวนี้ สื่อใหม่ได้ทำหน้าที่รายงานข่าวเรื่องน้ำท่วมแบบ 24 ชั่วโมง และเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ประสบภัยกับภาครัฐ 
 
          แต่ทีวีดาวเทียมอีกร้อยกว่าช่อง ก็ไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวกับภัยน้ำท่วมมากนัก "ทีวีขยะ" พวกนั้นยังจ้างพิธีกรมานั่งจ้อขายของกันสนุกปาก  
 
          ฟรีทีวีมีข้อจำกัดเรื่องรายการประจำ จึงเกาะติดน้ำท่วมได้เฉพาะช่วงข่าว แต่ที่น่าชมเชยคือ "ไทยพีบีเอส" ซึ่งได้นำเสนอข่าว "น้ำท่วมเชิงบวก" ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีอยู่บ้าง
 
          ยกตัวอย่าง ข่าวชมรมเรารักแม่น้ำท่าจีน ได้ร่วมใจกันดำเนินโครงการ "เรือดันน้ำ" เพื่อผลักดันน้ำให้ไหลได้เร็วขึ้น โดยอาศัยการขับเคลื่อนของใบจักรเรือ
 
          นี่คือภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกร ที่นำมาแก้ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำท่าจีนเมื่อปี 2549 ซึ่งเวลา 1 วัน ทำให้น้ำลดลงไปได้ 2-3 เซนติเมตร 15 วัน น้ำก็จะลดลงไปได้ 30 เซนติเมตร
 
          คนท่าจีนยังพูดถึงปัญหาในภาพรวม กรณี จ.นครปฐม ถือเป็นตัวอย่างของการสร้างเมืองที่ดี เพราะการคมนาคมทางน้ำ การเดินเรือได้เอื้อประโยชน์ทางด้านการเกษตรกรรม
 
          ในอดีตเรือขนส่งสินค้าสามารถเดินหลีกกันได้ 3-4 ลำ แต่ปัจจุบันกลับเกิดปัญหาการจอดเรือขวางทางน้ำ การสร้างแพร้านอาหาร การปลูกผักบุ้งที่รุกล้ำแม่น้ำ ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำไหลช้า หากเกิดน้ำหลากอย่างไม่ทันตั้งตัวก็ท่วมสองฝั่งแม่น้ำ กฎหมายไม่ถูกนำมาบังคับใช้
 
          เครือข่ายภาคประชาชนลุ่มน้ำท่าจีน ได้ชี้แจงให้กรมชลประทาน หรือคณะกรรมการลุ่มน้ำในการประชุมเป็นประจำทุกเดือน แม้จะมีการรับฟัง แต่กลับไม่ได้นำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
 
          ชาวบ้านได้ฝากไว้ให้คิดว่า เหตุที่เกิดวิกฤติน้ำรุนแรงขึ้น ก็เพราะเราไม่รักษาวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมดั้งเดิม
 
          มันเป็นเพียงตัวอย่างเดียวในหลายๆ รายการของไทยพีบีเอส ที่ทำให้เรารู้ว่าพลังแห่งชุมชนมีความสำคัญเพียงใดในยามวิกฤติ!