ข่าว

หนุ่มทีโอทีง้อรักสาวจบด้วยปืนดับคู่

หนุ่มทีโอทีง้อรักสาวจบด้วยปืนดับคู่

23 ต.ค. 2554

อุทาหรณ์ ของการมีอาวุธปืนพกพา หนุ่มองค์การโทรศัพท์ บุกเข้าง้อรักสาวราชภัฎฯ กลางดึก เคลียร์ใจไม่ลงตัว สุดท้ายตัดสินปัญหาด้วยปืนที่พกมา ดับคู่ เหลือแต่ความโศกเศร้าของหมู่ญาติ บุพการี ที่หวังพึ่งพิงฝากชีวิตยามแก่เฒ่า

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 23 ต.ค.54 เวลา 00.10 น.  ร.ต.ท.ชวัลณัฎร์ ศิริชินาธิป ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ได้เข้าทำการตรวจสอบชันสูตรพลิกศพ สองชายหญิง ที่ก่อเหตุยิงกันเสียชีวิต ภายในบริเวณ บ้านเลขที่ 57 ม.4 ต.บางเตย อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา จำนวน 2 ราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่วิทยาการกองพิสูจน์หลักฐาน สภ.จว.ฉะเชิงเทรา และกำลังสายตรวจ รวมทั้งหน่วยกู้ภัยในพื้นที่

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เกิดเหตุ ต้องเดินทางลัดเลาะเข้าไปตามเส้นทางในหมู่บ้าน อยู่ภายในซอย บางเตยพัฒนา 10 ที่บริเวณลานหน้าบ้าน พบรถยนต์กระบะอีซูซุ สีบรอนด์ฟ้า ทะเบียน บท 7777 ฉะเชิงเทรา จอดนิ่งอยู่ในสภาพหันหน้าเฉียงออกไปยังปากทางเข้าบ้าน ที่ด้านท้ายรถพบร่างของ น.ส.พัชรพร นาสมนึก อายุ 34 ปี บุตรสาวของเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ สวมเสื้อยืดสีแดง สวมเสื้อคลุมสีดำทับด้านนอก สวมกางเกงขาสั้นสีดำ นอนหงายจมกองเลือดอยู่ที่พื้น

          ห่างออกไปที่ด้านหน้ารถข้างประตูซ้ายจากรายแรก ประมาณ 1.5 เมตร พบร่างของ นายนที มั่งมีผล อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/1 ม.2 ต.บางเตย สวมเสื้อยืดคอโปโล สีน้ำเงิน สวมกางเกงยีนส์ สีน้ำเงิน นอนหงายเสียชีวิตอยู่ที่พื้นอีกราย ที่ปลายมือด้านขวาพบอาวุธปืน ขนาด 9 มม. ตกอยู่ 1 กระบอก ที่พื้นดินพบปลอกกระสุนตกอยู่เกลื่อนพื้นจำนวน 6 ปลอก พบหัวกระสุนตกอยู่จำนวน 2 หัว ที่เอวของผู้ตายยังพบ เครื่องช็อตไฟฟ้า เหน็บเอวอยู่ในซองหนัง 1 เครื่อง และซองปืน ขนาด 7.65 มม. 1 ซอง ส่วนตัวปืนนั้นหายไป

          จากการสอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ ทราบว่า เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา นายนที ซึ่งได้เข้ามาติดพันกับ น.ส.พัชรพร ได้ขับรถยนต์กระบะของพี่เขย คันดังกล่าวเดินทางมาหาฝ่ายหญิง โดยได้เรียกทางฝ่ายหญิงให้มาพูดคุยกันที่หน้าบ้าน ซึ่งฝ่ายหญิงก็ได้ยอมลงมาจากบ้าน ซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง เข้ามายืนพูดคุยด้วยที่ด้านท้ายรถ แต่ไม่มีใครทราบว่าทั้งคู่พูดคุยอะไรกัน สุดท้ายจึงได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด เมื่อเข้ามาดูจึงพบว่ามีการยิงกันเสียชีวิตแล้วทั้งคู่ ท่ามกลางชาวบ้านที่มามุงดูกันอยู่เป็นจำนวนมาก

          ด้าน น.ส.อทิดา ดิษฐวัฒน์ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 101/1 ม.4 ต.บางเตย ผู้ตรวจสอบภายใน ม.ราชภัฎราชนครินทร์ ซึ่งช่วยราชการฝ่ายบัญชี เพื่อนสนิทของ น.ส.พัชรพร ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุกล่าวว่า ทราบว่า นายนที ซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่ ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ ของสำนักงาน ทีโอที ฉะเชิงเทรา หรือองค์การโทรศัพท์ (เดิม) อยู่ในหมู่บ้านใกล้กันห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2 กม. ได้เข้ามาชอบพอกับ น.ส.พัชรพร ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ นักวิชาการฝ่ายการเงิน และการบัญชี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

          น.ส.อทิดา กล่าวว่า ทั้งคู่ได้คบกันแบบไปมาหาสู่ ได้ประมาณ 2 ปีเศษแล้ว ฝ่ายชายได้พยายามขอแต่งงานด้วยหลายครั้ง แต่ฝ่ายหญิงยังไม่ยินยอมแต่งงานด้วย เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการศึกษาต่อปริญญาโท ที่ ม.รามคำแหง โดยบอกว่าจะขอเรียนให้จบก่อนจึงจะคิดมีครอบครัว แต่ฝ่ายชายอาจจะระแวงว่าฝ่ายหญิงจะมีชายหนุ่มคนอื่นมาติดพัน จึงได้พยายามที่จะเข้ามาติดตามตื้อที่จะขอแต่งงานด้วย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จึงก่อเหตุสลดขึ้น ทั้งที่ขณะนี้ตน และน.ส.พัชรพร ก็ใกล้จะเรียนจบแล้ว

          ส่วนนางบุญสม ฉายฉลาด อายุ 50 ปี น้าสะใภ้ ของ น.ส.พัชรพร กล่าวว่า ผู้ตายถือเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่ทำงานหาเลี้ยงผู้เป็นมารดา คือ นางลำพวน สุขสมบูรณ์ อายุ 58 ปี เนื่องจากผู้เป็นบิดาได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนน้องชายนั้นได้หลงผิดไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จึงทำให้นางลำพวนไม่เหลือใคร ที่จะคอยดูแลอีกแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมานั้น น.ส.พัชรพร ซึ่งทำงานมีอาชีพที่มั่นคงมานานหลายปี จนมีฐานเงินเดือนพอที่จะเลี้ยงดูมารดาได้ตลอด โดยมารดานั้นไม่ได้มีอาชีพอะไร ทำนาเพียงแค่ 5 ไร่เท่านั้น

          ขณะที่ นางลำพวน นั้นได้แต่กอดคออยู่กับหมู่ญาติพรางร้องไห้ พร้อมรำพันว่า "ไม่เหลือใครอีกแล้ว ในชีวิตนี้"

          หลังการชันสูตรพลิกศพ และและตรวจเก็บเหลักฐานในที่เกิดเหตุ ของ พ.ต.ท.หญิง นันท์นภัส อิ่มพร นักวิทยาศาสตร์ สบ.2 จากกองพิสูจน์หลักฐาน ภ. จว.ฉะเชิงเทรา ระบุว่า ฝ่ายหญิงนั้นถูกยิงด้วยอาวุธปืน ขนาด 9 มม. เข้าที่ เหนือคิ้วด้านขวา 1 นัด และที่เหนือหน้าผาก 1 นัด มีรูกระสุนออก ที่ท้ายทอย 1 รู ส่วนฝ่ายชายนั้นใช้อาวุธปืนจ่อยิงที่ศีรษะ เข้าที่ขมับด้านขวา ทะลุออกที่ขมับด้านซ้าย เสียชีวิตเช่นกัน

          ส่วนด้านนายมนัส มั่งมีผล อายุ 46 ปี พี่ชายของนายนที พร้อมญาติซึ่งเดินทางมาดูยังที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ตนมีพี่น้องด้วยกัน 3 คน โดยพี่สาว และตนได้แต่งงานแยกครอบครัวออกไปแล้ว จึงเหลือแต่น้องชายเพียงคนเดียว ที่ยังไม่มีครอบครัว ปกติน้องชายเป็นคนที่เงียบขรึม ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร ทำงานอยู่กับองค์การโทรศัพท์มานานกว่า 20 ปี เคยไปอยู่ที่ จ.นครนายกมา 5 ปี ก่อนย้ายกลับมาอยู่ที่ ฉะเชิงเทรา 15 ปี แล้ว ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับใคร เป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุรี่ แต่ชอบสะสมอาวุธ

          นายมนัส กล่าวว่า ปกติแล้วจะพกอาวุธปืนขนาดเล็ก ยี่ห้อ บาเรตต้า ชิพ ขนาด 7.65 มม. ติดเอวอยู่ตลอดเวลา แต่หลังเกิดเหตุแล้วได้หายไป เหลือแต่เพียงปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อ บาเรตต้า รุ่น 92FS สแตนเลส ศูนย์แดง เพียงกระบอกเดียว ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

          ร.ต.ท.ชวัลณัฎร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น เชื่อว่าคดีนี้เป็นเรื่องของความหึงหวงในเชิงชู้สาว ไม่น่าเกี่ยวข้องกับคดีอื่น แต่จะต้องรอการสอบปากคำจากทางญาติอีกครั้ง เนื่องจากในวันนี้ญาติ โดยเฉพาะผู้เป็นมารดาของฝ่ายหญิงนั้น กำลังอยู่ระหว่างความโศกเศร้าเสียใจ จึงต้องรอให้สงบสติอารมณ์ได้ก่อนจึงจะเรียกไปสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความแน่ชัดทางคดีอีกครั้ง