
เปิดใจเจ้ากรมอุทกศาสตร์-ทร.
สัมภาษณ์พิเศษ พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โดย 'ปัญญา ทิ้วสังวาลย์'
หลายคนคงจะเคยฟังรายงานระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่รายงานโดยกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ตอนท้ายของรายการข่าววิทยุกรมประชาสัมพันธ์มาตั้งแต่เด็กจนโต ใครจะรู้ว่า มาวันนี้ รายงานระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะกลายเป็น "ความจำเป็น" ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคน กทม.และปริมณฑล ที่มวลน้ำปริมาตรมหาศาลจ่อเข้าท่วมกรุง โดย พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ยืนยันว่า มวลน้ำมากมายขนาดนี้ไม่มีอะไรไปกว่าการโอนอ่อนปล่อยให้น้ำไหลลงทะเล
พล.ร.ท.นิรุทธ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีปริมาณน้ำที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า กองทัพเรือให้กรมอุทกศาสตร์ ให้ติดตามและรับผิดชอบดูระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในเรื่องของระดับน้ำจะมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะมีอยู่ 3 หน่วยงานหลัก คือ กรมอุทกศาสตร์ กรมชลประทาน และ กทม.
กรมชลประทานจะดูแลปริมาณที่ไหลเข้ามาในพื้นที่เจ้าพระยา โดยปริมาณน้ำอันนี้จะมีผลกระทบกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วน กทม.จะรับผิดชอบในแนวกั้น โดยจะทำระดับความสูงที่ 2.50 เมตร ทั้งนี้ในการคำนวณระดับน้ำได้แล้ว จะเป็นตัวบอกว่าปริมาณน้ำที่เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาเราจะรับได้มากน้อยแค่ไหน
นอกจากนี้เรายังได้ดูแลการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย โดยเฉพาะที่คลองลัดโพธิ์ ทางกองทัพเรือได้ทำการผลักดันน้ำ ก่อนที่จะปฏิบัติน้ำจะไหลออกจากคลองลัดโพธิ์ 21 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และปัจจุบันเมื่อมีการผลักดันน้ำ จะไหลออกไปประมาณ 50-55 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถือว่าดีขึ้นมาก
ในเรื่องของการผลักดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจากการตรวจสอบดูผลที่ได้ดีที่สุดน่าจะทำในช่วงปลายแม่น้ำ หรือออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะดีที่สุด ทั้งนี้จากการคำนวณระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถรับน้ำได้อยู่ประมาณ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อวัน หรือประมาณ 98 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งมวลน้ำที่กรมชลประทานให้ข้อมูลมาว่าที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มวลน้ำอยู่ที่ 3,600 ล้านลูกบาศก์เมตร
โดยมวลน้ำตรงนี้จะไหลออกข้างละประมาณ 1 ใน 3 โดยออกจากพื้นที่ด้านตะวันตก และด้านตะวันออก และอีกส่วนหนึ่งจะลงมาในแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณน้ำขนาดนี้ถ้าใช้เวลาตามการประมาณสถานการณ์ไว้ว่าน่าจะใช้เวลาเป็นเดือนกว่าน้ำจะไหลออกหมด ทั้งนี้ถ้าเป็นเดือนแสดงว่าเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาก็ไม่ถึงเกณฑ์ที่เรารับได้คือประมาณ 50-60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันก็รับได้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอาจจะจากระดับน้ำอาจจะเปลี่ยน เมื่อระดับน้ำเปลี่ยนน้ำจะล้นฝั่ง และเข้าไปตามชายฝั่ง เมื่อถึงเวลาน้ำลงน้ำก็จะลดระดับไปเอง
จากการผลักดันน้ำออกสู่ทะเลระดับน้ำที่เราเรียกว่า กระเพาะหมู เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาที่มันโค้ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้ทำคลองลัดโพธิ์ตัดออกไป จากประมาณ 18 กิโลเมตร ก็เหลือประมาณ 600 เมตร จะสามารถร่นระยะทางน้ำที่ไหลออกได้มาก ปัจจุบันน้ำที่ลัดออกได้ประมาณวันละ 55 ล้านลูกบาศก์เมตร แสดงว่าได้ผลมาก มวลรวมที่เราวัดได้ครั้งสุดท้ายอยู่ที่ประมาณ 3,200-4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 320 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ที่น้ำไหลออกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถรับได้เยอะจากในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้แม่น้ำเจ้าพระยาจากปริมาณที่ได้รับจากกรมชลประทานถือว่าระดับน้ำยังไม่น่าเป็นห่วง กทม.สามารถระบายน้ำจากคูคลองลงมาในแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกประมาณ 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำที่เข้ามาเป็นปริมาณน้ำที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะมวลน้ำที่ไหลออกมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา จะมีอยู่ 3 ส่วน ส่วนหนึ่งจะออกมาจากตะวันออก ที่มาจากทางรังสิต ส่วนอีกทางจะมาจาก จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี ซึ่งส่วนนี้จะค่อนข้างเป็นธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าน้ำล้นทุ่งที่จะไหลมาทางนี้
เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กล่าวว่า มวลน้ำที่มากมายขนาดนี้ถือเป็นธรรมชาติที่เราจะต้องปล่อยให้ไหลไป เราคงกักไม่ได้คงต้องปล่อยให้ไป หรือถ่ายพลังงานออกไปจะช่วยได้เยอะ เพราะต่อไปมวลน้ำเหล่านี้ก็จะไหลลงสู่ทะเล
“การผลักดันน้ำถ้าเรามีเรือ หรืออุปกรณ์ทำอย่างต่อเนื่องจะได้ผลเยอะมาก ทั้งสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือประชาชนที่เดือดร้อนกับอุทกภัยในครั้งนี้ โดยเหล่าทัพได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่"
พล.ร.ท.นิรุทธ์ กล่าวว่า ช่วงสิ้นเดือนนี้ที่น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นไม่น่าจะมีปัญหา แต่จะมีเรื่องเดียวที่ห่วงคือทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลสู่ทะเลช้าลง ส่วนที่จะทำให้น้ำท่วมตอนนี้คงไม่เกิดลักษณะนี้ เพราะขณะนี้มวลน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าในทะเลมาก แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือมวลน้ำที่จะไหลลงมา สำหรับน้ำที่มีมากเกิดจากภัยธรรมชาติล้วนๆ มีหลายคนมองว่าน้ำท่วมเกิดจากการผันน้ำจากเขื่อนต่างๆ ลงมา ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่
ทั้งนี้ตัวเลขปริมาณน้ำที่จดบันทึกเอาไว้น้อยกว่าเมื่อปี 2538 มวลน้ำมาเท่ากันว่าและท่วมในพื้นที่เดิมๆ เพราะเมื่อปี 2538 จะเป็นท้องทุ่งนา และพื้นที่ว่างเปล่า ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือนของประชาชนเข้าไป สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวขวางธรรมชาติ การไหลของน้ำก็ช้าลง และอาจจะมีมวลปริมาตรสะสมมาก และมีความเร็วสูงขึ้น
ทั้งนี้การบริหารจัดการน้ำทางรัฐบาลได้วางแผนไว้แล้ว มีทั้งการกั้นน้ำและเปิดทางให้น้ำไหล แต่ถามว่าทำไมถึงไม่ได้ผล ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า พอไปกระทบส่วนไหนของประชาชนก็มีการต่อต้านอะไรขึ้น ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องดูแลที่อยู่อาศัย เมื่อเกิดขึ้นก็ทำให้การบริหารจัดการน้ำไม่เป็นไปตามระบบ
“เมื่อการจัดการบริหารน้ำไม่เป็นระบบ และยิ่งมีการสะสมของน้ำมากขึ้น หรือไปในทิศทางไม่ถูกต้องก็จะยิ่งทำให้เป็นแรงกลับมาหนักอีก ตอนนี้ทุกคนเกิดความเครียดว่าน้ำจะมาถึงเมื่อไหร่ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ตอนนี้พื้นที่วิกฤติจะอยู่ที่ อ.บางบัวทอง อ.บางใหญ่ ส่วนในพื้นที่ กทม.จะอยู่ช่วงบางกะปิ และรามคำแหง เป็นพื้นที่ต่ำ ดังนั้นจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
สำหรับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงในวันที่ 27-31 ตุลาคม จะสูงกว่าระดับทะเลปานกลางประมาณ 2.35 -2.40 เมตร ระดับน้ำที่ให้ไว้เป็นระดับซึ่งรวมระดับน้ำทะเลหนุนและอิทธิพลอื่นๆ ไว้แล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงการระบายน้ำ หรือมีปริมาณน้ำฝนที่ผิดปกติ ระดับน้ำอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากนี้ได้ ซึ่งตอนนี้ระดับน้ำยังคงต่ำกว่าสันเขื่อนกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร โดยสันเขื่อนกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครสูงกว่าระดับทะเลปานกลางโดยเฉลี่ย 2.50 เมตร
ล้อมกรอบ
'ให้บ่าไปข้างๆ ดีกว่าผ่านแนวตรง'
พล.ร.ต.สุรพล คุปตะพันธ์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ระดมกำลังพลเร่งเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมทุ่งรับน้ำฝั่งตะวันตก เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2554 โดยมีการทำแนวคันกั้นน้ำตรงคลองทวีวัฒนาและคลองมหาสวัสดิ์ ตรงบริเวณเขื่อนกั้นน้ำวัดปุรณาวาส เขื่อนกั้นน้ำสุขสบาย ซอย 1 และเขื่อนกั้นน้ำหมู่บ้านสุขสบายเลียบคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ขณะนี้แล้วเสร็จทุกจุด และคันกั้นน้ำมีความแข็งแรง เพราะได้ตอกเสาไม้ทำเป็นเขื่อนกั้นกระสอบทรายไว้อีกชั้น ป้องกันดินสไลด์ โดยคันกั้นน้ำมีความสูง 2.50 เมตร ยังสามารถรับน้ำได้อีก 60-70 เซนติเมตร
แต่หากระดับน้ำหลังแนวคันกั้นน้ำเพิ่มสูงกว่านี้ น้ำอาจล้นข้ามมายังอีกฝั่งได้ ซึ่งได้เตรียมแผนป้องกันหากระดับน้ำสูงเท่าคันกั้นก็จะเสริมคันกั้นน้ำเพิ่มทันที แต่ยอมรับว่า การเสริมแนวคันกั้นน้ำทำเขื่อนบริเวณคลองทวีวัฒนา และคลองมหาสวัสดิ์ ถือว่าสำคัญมาก เพราะเส้นทางน้ำจะผ่านไปถึงกรุงเทพฯ ด้านตะวันตก โดยไปบางแค ภาษีเจริญ และบางบอน
ดังนั้น เราจะต้องป้องกันไม่ให้น้ำไหลบ่าผ่านคลองอันนี้ไป โดยจะไม่ให้น้ำไหลผ่านคลองเพราะจะทำให้น้ำท่วมเร็วมาก และชาวบ้านทั้งสองข้างจะเดือดร้อน หากน้ำไหลเร็วเราจะควบคุมไม่ได้ ดังนั้นจึงมีมาตรการป้องกันอันนี้อย่างดีที่สุด แม้ว่าน้ำล้นก็จะให้ไหลบ่าไปข้างๆ ดีกว่าไหลผ่านแนวตรง
ทั้งนี้เราจัดกำลังพลในการปฏิบัติงานรวม 300 คน โดยเบื้องต้นได้ทำแนวกั้นน้ำไว้ประมาณ 2.50 เมตร หากระดับน้ำสูงขึ้นก็จะเพิ่มเติมเข้าไปอีกให้ 30 เซนติเมตร ตอนนี้ระดับอยู่ที่ประมาณ 1.90 เมตร ยังสามารถรับได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้ประมาทจะต้องมีมาตรการรองรับหากเกิดกรณีฉุกเฉินอะไรขึ้นมา
พล.ร.ต.สุรพล กล่าวว่า พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการเป็นนโยบายว่ากำลังพลจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันน้ำท่วมยังเต็มความสามารถ หากกำลังที่มีอยู่ไม่พอก็จะต้องเสริมกำลังเข้าไปดูแลอีก ทั้งนี้สถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะการระบายน้ำออกจากคลองทวีวัฒนา กับคลองมหาสวัสดิ์ น้ำที่ดันเข้ามาอัตราส่วนใกล้เคียงกัน โดยขึ้นมาอีกประมาณ 3 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นอัตราปกติของน้ำ
...............
(หมายเหตุ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ร.ท.นิรุทธ์ หงส์ประสิทธิ์ เจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โดย 'ปัญญา ทิ้วสังวาลย์')



