
'ปชป.'อัด'รบ.'เปลี่ยนแนวทางแก้น้ำท่วม
'ปชป.' อัด 'รัฐบาล' เปลี่ยนแนวทางแก้น้ำท่วม โยนบาป กทม. เตือนอย่าเอาการเมืองมายุ่ง
22 ต.ค.54 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กรรมการบริหารพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานส.ส.กทม. พร้อมด้วยส.ส.กทม.ของพรรค ได้ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันการทำงานของผู้บริหารกทม.ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกับรัฐบาล โดยนายกรณ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 เดือนกว่าที่คนไทยถูกน้ำท่วม ทางพรรคเราได้ทำงานช่วยประชาชนมาตลอด
โดยได้มีการตั้งศูนย์อาสาฯ คนไทยช่วยน้ำท่วม ออกช่วยประชาชนที่ประสบอุทกภัยทุกจังหวัด โดยไม่เอานัยทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหามาตลอด โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล เสนอแนะกับนายกรัฐมนตรี รวมทั้งแนวการทำงานของพรรค ก็สอดคล้องกับการทำงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่ทำงานใกล้ชิดกับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) กำหนดแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ เพื่อผันน้ำลงทะเลโดยเร็ว ให้กทม.และจังหวัดข้างเคียงได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาการดำเนินการระหว่างกทม.และศปภ.เป็นไปด้วยดีมาตลอด
นายกรณ์กล่าวต่อว่า ช่วง 1สัปดาห์ ที่ผ่านมาแนวการทำงานของรัฐบาลเปลี่ยนไป มีนัยยะการเมืองเข้ามาเกี่ยว เปิดทางผู้หวังผลทางการเมืองเข้ามา และเริ่มสื่อสารกับประชาชน อย่างมีเป้าหมายทางการเมืองเป็นหลัก มากกว่าการช่วยเหลือประชาชน เพื่อหวังพยายามทำคะแนน ป้ายสีความผิดให้ฝ่ายบริหารของกทม. ทำให้กลไกความสามารถในการทำงานร่วมกันกับศปภ.และกทม.ดีน้อยลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
ซึ่งสุดท้ายแล้วจะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น เห็นได้จากเมื่อ 48 ชม.ก่อนมีการให้ข่าวที่สับสน โดยพยายามบอกว่าเกิดจากความไม่ร่วมมือของกทม. จึงจำเป็นต้องประกาศใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อแก้ปัญหานี้ ทั้งที่ความจริงกทม.ให้ความร่วมมือในการระบายน้ำผ่านคลองต่างๆ กรณีคลองประปามีน้ำล้นเข้าท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชน ทางกทม.ก็พยายามระบายน้ำออกจากคลองประปาแต่กลับถูกกล่าวหาว่ากทม.ไม่ยอมช่วย
“อยากวิงวอนว่าอย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง กับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ขอให้เว้นวรรคในการทำคะแนนเสียง โบ้ยความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม เพราะประชาชนไม่ต้องการเห็นสิ่งเหล่านี้ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายสามัคคีร่วมมือในการทำงาน ขอยืนยันว่าผู้บริหารของกทม.พร้อมทำงานร่วมมือกับรัฐบาลโดยดี อย่างเช่นที่ทำมาโดยตลอด แต่ขอให้นำผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลกับรัฐบาล อย่าให้คนที่ไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องน้ำ มาช่วงชิงผลประโยชน์ในช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนมาทำคะแนนทางการเมือง” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยอ้างว่า เพื่อสามารถดูแลกทม.ได้โดยตรงนั้น ข้อเท็จจริแล้วรัฐบาลสามารถกำกับดูแลกทม.ผ่านกระทรวงมหาดไทยได้ และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาว่ากทม.ขัดแย้ง หรือขัดขวางยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมแต่อย่างใด และหากมองย้อนกลับไปในจังหวัดอื่นที่เกิดน้ำท่วม รัฐบาลก็มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารงาน แต่ก็ปรากฎว่าสามารถทำได้ มีจังหวัดไหนบ้างที่รัฐบาลใช้อำนาจบูรณาการแล้วสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนได้ ขณะที่กทม.มีการบริหารได้ดีอยู่แล้วเพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลประสานมาอย่างไร กทม.ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติก็ทำตามมาโดยตลอด
นายกรณ์กล่าวอีกว่า กล่าวว่า การพยายามบอกว่าจำเป็นต้องใช้มาตรา 31 ของพ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น ก็เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นสร้างความรู้สึกให้คนกทม.รู้สึกว่าปัญหาเกิดจากฝ่ายกทม. อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลของยุคนี้ทำให้ประชาชนเห็นว่า ความล้มเหลวเกิดขึ้นที่ศปภ.และรัฐบาล ไม่ใช่ในส่วนของกทม. ถือเป็นวาระทางการเมืองที่ต้องการหาผู้มารับผิดต่อความผิดพลาด ในการบริหารของรัฐบาล ถ้าเรายังทะเลาะและทำคะแนนการเมืองแบบนี้ ประชาชนจะเดือดร้อนไปอีกนาน
“ประชาชนต้องการผู้มีความรู้และมีประสบการณ์ ในการช่วยแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนได้เห็นมาตลอดคือการชิงดีชิงเด่น ที่ศปภ.บริหารงานแบบสะเปะสะไม่ชัดเจน ข้อมูลพึ่งพาไม่ได้ มีการนำเสนอตัวละครทางการเมืองเพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ตรงนี้เราต้องการให้ลดละ เพราะช่วงหลังก็มีความชัดเจนที่จะผลักความผิดให้กทม.ทั้งที่บริหารงานให้ประชาชนเป็นอย่างดี” นายกรณ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คนที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ใช่หรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องถามกลับว่าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้ที่รู้เรื่องน้ำหรือไม่ เพราะเป็นคนหนึ่งที่ทำให้การทำงานระหว่างรัฐบาลกับกทม.มีปัญหา พวกท่านเคยเห็นพวกเราไปทำงานในกทม.หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของมืออาชีพ ต่างคนต่างทำหน้าที่ เพราะการแก้ปัญหาอุทกภัยเป็นเรื่องของมืออาชีพที่ต้องไปจัดการ เราไม่เข้าไปเสนอตัว และใช้โอกาสนี้ในการไปทำงานคะแนน มีแต่พวกท่านที่เข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่ศปภ.
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากรัฐบาลไม่ให้คุณหญิงสุดารัตน์เข้ามายุ่งการทำงานระหว่างกทม.จะดีขึ้นหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากย้อนกลับไปก่อนมีวาระการเมืองมาเกี่ยวข้อง กทม.ก็ไม่มีปัญหาอะไรในการทำงานร่วมกับรัฐบาล
ด้านนายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้เราต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องน้ำจริงๆ เช่น ดร.พิจิตร รัตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. หรือนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ไม่ใช่ว่ารัฐบาลปากก็บอกว่าไม่อยากให้มีนัยยทางการเมือง แต่ก็เอาคนที่ไม่มีประสบการณ์มาทำงาน ดังนั้น ก็ขอให้รัฐบาลทำอย่างที่พูดด้วย เจ้าหน้าที่กทม.ทุกคนเป็นผู้ปฏิบัติมาโดยตลอดรู้ดีกว่า คนที่รัฐบาลจะส่งเข้ามาเราสนับสนุนการทำงานในแนวทางของกทม.ต่อไป
ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กทม.เกียร์ว่างนั้น นายชนินทร์ กล่าวว่า เป็นการกล่าวหาไม่เฉพาะผู้บริหาร แต่กระทบกับจิตใจกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่กว่าแสนคนของกทม. ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตรงนี้รัฐบาลต้องรักษาน้ำใจคนที่ทำงานให้กทม.ด้วย อยากขอเตือนว่าการใช้มาตรา 31 ของพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ต้องพึงระวัง เพราเกรงว่า รัฐบาลจะใช้ในการปิดหูปิดตาประชาชนในการได้รับรู้ข้อมูลโดยตรงจากกทม.
รพ.จันทบุรีเตรียมพร้อมรับมือผู้ป่วยวิกฤตน้ำท่วม
โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ได้มีทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี, รพ.เขาสุกิม, รพ.แก่งหางแมว, รพ.โป่งน้ำร้อน, รพ.สิริเวช, รพ.สองพี่น้อง, รพ.ท่าใหม่, และ รพ.กรุงเทพจันทบุรี พร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสว่างกตัญญูจันทบุรี ได้ลำเลียงผู้ป่วยอาการหนัก ที่นำตัวผู้ป่วยขึ้นเครื่องบินจากพื้นที่ สนามบินดอนเมือง ลงในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง พร้อมกับนำส่งที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี โดยมี นายแพทย์ จิตติ โมษิตชัยวัตฒน์ รอง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการด้านหน้า และ กิจกรรมพิเศษ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี พร้อมด้วย ทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการณ์ฉุกเฉิน และหน่วยกู้ภัยสว่างกตัญญูจันทบุรี ได้เร่งระดมกำลัง รับผู้ป่วยหนักที่เคลื่อนย้ายมาจากโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วม เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจังหวัดจันทบุรี จำนวน 8 ราย
โดยผู้ป่วยดังกล่าวเป็นผู้ป่วยชุดที่ 2 ที่อพยพเคลื่อนย้ายจากโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม การขนย้ายเป็นไปด้วยความยุ่งยากลำบาก ผู้ป่วยถูกนำตัวขึ้นเครื่องบิน C 130 ของกองทัพอากาศ พร้อมเครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์กู้ชีพ ลงที่สนามบินอู่ตะเภาแล้วต่อรถฉุกเฉินที่มีขบวนรถอาสาสมัครกู้ภัยสว่างกตัญญูธรรมสถานจังหวัดจันทบุรีนำขบวนเปิดทาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องอำนวยความปลอดภัยตามสี่แยกต่างๆ ก่อนเข้าถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรีที่มีระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร
จากสถานการณ์เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัด ทำให้โรงพยาบาลใน กทม. และปริมณฑล จำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤตไปรับการรักษาต่อในโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคที่ไม่ได้รับผลกระทบ จ.จันทบุรี ได้รับการประสานงานจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับผู้ป่วยส่งต่อรับการรักษาที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ในวันนี้ โดยมีรายชื่อผู้ป่วย จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.ด.ญ.นัชชา ขันสังข์ 2.นางสุภาวดี กิ่งเกล้า 3.นางพลวน ชัยหาญ 4.นางอังเต้ แซ่โง้ว 5.นางพยุง ศรีสวัสดิ์ 6.นายเกื้อ พวงมาโหด 7.นางเจม คงกะพันธ์ และ 8.นางสมแสวง ชุติวงษ์
ส่วนที่เข้ามารักษาตัวเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 9 ราย ดังนี้ 1.นางทองคำ กันคล้าย 2.นางบุญมาก นิลคูหา 3. นายเดช ยางงาม 4. นายสมบัติ ภัสดาวงศ์ 5.นายสัมพันธ์ ทองสุข 6.นางซกเฮง อัศวเดชเมธากุล 7.นางนันทา เปรมปรีดิ์ 8.นางวัจนา หสุจริต และ 9.นายฮาซุ้น แซ่ลิ้ม ที่นำตัวจากโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และ โรงพยาบาลนพรัตน์ เข้ารักษาตัวที่ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ในครั้งนี้ และยังจะมีผู้ป่วยหนักทะยอยเข้ารักษาตัวเพิ่มเติมอีก
ด้าน นายแพทย์จิตติ โฆษิตไชยวัฒน์ รอง ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการด้านหน้า และ กิจกรรมพิเศษ โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลมีความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยที่อพยพ จากพื้นที่ประสบภัยเป็นโรงพยาบาลขนาด 755 เตียง มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และได้เปิดตึกเพื่อรองรับญาติผู้ป่วยให้มีที่พักพร้อมอาหารแบ่งบาภาระผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ส่วน นายชด กิ่งเกล้า อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/687 นิคมบางชัน มินบุรี กทม. ญาติของ นางสุภาวดี กิ่งเกล้า ผู้ป่วยที่อพยพมาในครั้งนี้ กล่าวรู้สึกลำบากกับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ไม่คิดว่าจะต้องอพยพหนีน้ำพาภรรยามารักษาไกลถึงจันทบุรี แต่ก็จะต่อสู้ และเป็นกำลังใจกับภรรยาที่ป่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็งในการฝ่าฟันวิกฤติในครั้งนี้ไปให้ได้
สำหรับโรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ในวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ มีการอพยพผู้ป่วยจากโรงพยาบาล พระนั่งเกล้า และโรงพยาบาลนพรัตน์แล้วทั้งสิ้น 17 ราย ในรอบที่ 3 จะเป็นการอพยพผู้ป่วยหนักจากโรงพยาบาลนพรัตน์มาอีก 7 ราย สำหรับญาติที่ต้องการสอบถามข้อมูลสามารถติดต่อไปได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 039 - 324975 ถึง 84



