ข่าว

จักรยานพุ่มพวง ขายผักไร้สารพิษ

จักรยานพุ่มพวง ขายผักไร้สารพิษ

23 ต.ค. 2554

จักรยานพุ่มพวง ขายผักไร้สารพิษ วิถีชีวิตพึ่งพาธรรมชาติชาวปรางกู่ โดย...จตุพล ยอดวงศ์พะเนา

    เป็นความเคยชินของชาวบ้านที่เช้าตรู่ของทุกวัน ชาวบ้านใน ต.ตูม อ.ปรางกู่ จ.ศรีสะเกษ จะได้ยินเสียงหวานๆ ของแม่ค้าผักสดขี่รถจักรยานเก่าๆ ร้องขายผักแว่วมาแต่ไกล

    "ผักสดๆ จ้า ผักมาแล้วจ้า" เสียงใสๆ ของแม่ค้าทั้งวัยสาวและวัยกลางคนเหล่านั้น เป็นแม่ค้าผักสดจากบ้านรงระ หมู่ 8  ต.ตูม อ.ปรางกู่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านท้องถิ่นที่น่าศึกษาเอาเป็นแบบอย่าง ซึ่งท่องโลกเกษตรประจำวันอาทิตย์ นำเรื่องราวบางมุมของวิถีชีวิตชาวบ้านบ้านรงระมาเสนอเท่าที่สัมผัสมา

    ภาพที่เป็นจุดเด่นของแม่ค้าเหล่านี้ พวกเธอจะปั่นจักรยานคู่ชีพคันเก่ง จนได้รับฉายาว่า "จักรยานพุ่มพวง" ทำให้แต่ละครัวเรือนที่ขาดเหลือผักบางชนิด สามารถจับจ่ายได้อย่างคล่องมือ ไม่ต้องเสียเวลาไปตลาด ถือเป็นวิถีชีวิตดั่งเดิมของชาวบ้าน ซึ่งต่างพึ่งพากันและกัน

     แม่ค้าผักสดเหล่านี้เป็นผลผลิตของโครงการร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่ บ้านรงระ ต.ตูม อ.ปรางกู่ ซึ่งค้าขายผักสดเคลื่อนที่ด้วยจักรยานมานานนับสิบปีแล้ว จากสมัยก่อนใช้วิธีเดินหาบเร่ขายตามหมู่บ้านต่างๆ ใกล้เคียง ตอนนี้พัฒนามาเป็นจักรยานคู่ใจ พร้อมกับเสียงกริ่งใสๆ ไปตามหมู่บ้านที่ห่างไกล

    จำรูญ นาคนวล ผู้ใหญ่บ้านรงระ หมู่ 8 ต.ตูม เล่าว่า โครงการร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่นี้ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ด้วยความคิดที่อยากจะปรับเปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยครอบคลุม 4 ปัจจัยคือ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ผักสวนครัว และลดขยะ โดยหนึ่งในรูปธรรมที่ชัดเจน คือ ลดการปลูกผักแบบใช้สารเคมีที่ปฏิบัติกันมาจนเคยชิน มาเป็นการปลูกผักปลอดสารพิษ และขยายไปยังครัวเรือนต่างๆ ที่สนใจ จนวันนี้เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านผักปลอดสารพิษที่น่าบริโภค

     ผู้ใหญ่จำรูญ เล่าอีกว่า การปลูกพืชแบบใช้สารเคมีทำให้ชุมชนสิ้นเปลืองค่าสารเคมีมากเกินไป นำมาซึ่งหนี้สิน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่างๆ จึงหันกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนห่างไกลจากสารเคมี โดยเริ่มจากการปลูกผักสวนครัวในแต่ละบ้านให้ปลอดสารพิษ เมื่อปลูกมากขึ้น จึงมีการนำมาขายเพื่อสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ ในครัวเรือน

     สำหรับวิธีการขายผัก ดวงรัตน์ นาคนวล  หนึ่งในแม่ค้าขายผักมืออาชีพของหมู่บ้าน บอกว่า ประเภทของผักจะแยกตามความนิยมรับประทานของชาวบ้าน เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักชี ผักบุ้ง ชะอม ผักพื้นบ้านที่ใส่ลาบ แกงต่างๆ ซึ่งผักเหล่านี้เป็นผักที่จะถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารทุกวัน ส่วนผักเสริมจะเป็นผักที่มีตามฤดูกาล เช่น ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว

     ดวงรัตน์ เล่าให้ฟังอีกว่า นอกเหนือจากผักยังมีพืชสมุนไพรนานาชนิด ที่นำไปเร่ขายพร้อมกัน เช่น ฟ้าทะลายโจร ไพร ลางจืด สมุนไพรส่วนหนึ่งนำมาจากป่าชุมชนในท้ายหมู่บ้าน ซึ่งได้รับการตอบรับดีไม่น้อย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเคยชินกับการใช้สมุนไพรบรรเทาโรค

    "เราไปเร่ขายตามหมู่บ้านใกล้ๆ ไปเป็นกลุ่ม โดยเก็บผักบ้านใครบ้านมัน หรือบางคนฝากเพื่อนไปขายก็มี หมู่บ้านอื่นเขาก็มีผักของเขาแต่น้อย เพราะหมู่บ้านเขาใหญ่ แออัดไม่มีที่ปลูกผักเหมือนบ้านเรา พอเห็นเราเอาผักมาขายมันก็ดีกับเขา ไม่ต้องไปตลาดไกลๆ และได้ผักสดปลอดสารพิษด้วย" ดวงรัตนกล่าว

     ด้าน ดม พันจันดา หญิงชราวัย 68 ปี หนึ่งในแม่ค้ารุ่นเก่าของชุมชน บอกเล่าด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่า "ขายหมดทุกวัน" โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต้องนำไปขายสองรอบ เพราะผักของหมู่บ้านรงระสดและปลอดสารพิษ

      "ถ้าวันไหนมีหมากไปด้วย เขาจะชอบมาก พวกคนแก่รุ่นๆ ยาย เขาจะรอหมาก หรือใบพลู ของพวกนี้ยายจะปลูกไว้กินเองด้วย และเอาไว้ขายด้วย ราคาไม่แพง ห้าบาท สิบบาท ยี่สิบบาท ถ้ารู้จักกันให้ฟรีเลย วันหนึ่งได้ร้อยสองร้อยก็ดีแล้ว ดีกว่าอยู่เฉยๆ" คุณยายดมกล่าว

      สิ่งหนึ่งที่แม่ค้าจักรยานพุ่มพวงพูดเป็นเสียงเดียวกันคือ หากมีผักมากก็ขายมาก มีน้อยก็ขายน้อย ไม่ถือว่าเป็นเรื่องกดดันสำหรับพวกเขา อีกอย่างเมื่อขี่จักรยานทุกวันถือเป็นการออกกำลังกาย มีผลดีต่อสุขภาพ

      ผู้ใหญ่จำรูญยังกล่าวเสริมอีกว่า หมู่บ้านของเราต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน บางคนปลูกผักเก่งแต่ไม่มีทักษะในการค้าขาย ก็จะฝากอีกคนซึ่งขายเก่งไปเร่ขาย ถือเป็นความถนัดเฉพาะด้าน เมื่อได้เงินมาก็มาแบ่งกันตามสัดส่วน ต่างพอใจกันทุกฝ่าย ถือว่าเป็นการพึ่งพา รู้รักสามัคคี เมื่อมีงานใดๆ ในหมู่บ้านก็จะช่วยกันคนละไม้ละมือ บางคนอยู่ฝ่ายจัดเลี้ยง บางคนทำอาหาร บางคนอยู่ฝ่ายแสดงศิลปะพื้นบ้าน

       "หมู่บ้านของเรามีโฮมสเตย์ สามารถเปิดรองรับคนเข้าพักได้เป็นร้อยๆ คน เมื่อมีการจัดสัมมนาหรืออบรมอะไร ก็จะมาจัดที่หมู่บ้านของเรา เช่น ธ.ก.ส. ก็มาจัดอบรมที่หมู่บ้านนี้"

        ผู้นำหมู่บ้านเล่าต่อไปว่า บ้านรงระ เป็นชุมชนขนาดเล็ก มี 84 ครัวเรือน มีประชากร 335 คน เป็นชาย 141 คน และหญิง 194 คน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบลุ่มมีลำห้วยไหลผ่าน แต่น้ำไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตรในฤดูแล้ง  หลังจาก สสส.มาสนับสนุน พบว่า มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกในการขับเคลื่อนชุมชน โดยแบ่งการบริหารงานเป็นคุ้ม มีคณะทำงานชัดเจน และมีสภาผู้นำชุมชนที่กำหนดนโยบายในการพัฒนาหมู่บ้าน มีระบบการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมชุมชน

        "ปัจจุบันหมู่บ้านของเราเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการชุมชน จนสามารถยกระดับกิจกรรมในชุมชนให้เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน เป็นสถานที่อบรมลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาปรางกู่ ภายใต้โครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรที่เป็นหนี้นอกระบบ หลักสูตร วิถีชีวิตการเรียนรู้ 7 ฐาน ดังนี้ ฐานที่ 1.ครอบครัวต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง 2.การบริหารจัดการองค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน 3.การผลิตข้าวกล้องงอก 4.การเพาะถั่วงอกคอนโดและเพาะเห็ดขอนมะม่วง 5.การเลี้ยงหมูหลุ่ม และการผลิตหมักมูลสุกร 6.การเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์กบ 7.แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่" ผู้ใหญ่จำรูญกล่าว

         ผลมาจากการที่ชุมชนหมู่บ้านรงระร่วมแรงร่วมใจ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสมัครสมานสามัคคี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงจนกลายเป็นชุมชนและท้องถิ่นที่น่าอยู่ ถือว่าเป็นต้นแบบของชุมชนทั่วประเทศที่พึ่งพาธรรมชาติ และกินอยู่อย่างพอเพียงตลอดไป

----------------------

(จักรยานพุ่มพวง ขายผักไร้สารพิษ วิถีชีวิตพึ่งพาธรรมชาติชาวปรางกู่ โดย...จตุพล ยอดวงศ์พะเนา)