
'โตชิบา'เสียหายยับระดมป้องลาดกระบัง
ผู้บริหารสวนอุตสาหกรรมบางกะดีอัดรัฐบาล ไม่มีแผนรองรับภัยพิบัติ หวั่นนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นย้ายฐานผลิต เผยเครือโตชิบากระทบหนักสุดหลังนิคมจมน้ำ ขณะที่ ก.อุตฯ ระดมป้องนิคมลาดกระบังด่านสุดท้าย หากไม่รอดเสียหายกว่าแสนล้านบาท สอท.เผยยอดผลิตรถยนต์วูบ 1.5 แสนค
สถานการณ์น้ำท่วมยังคงสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคกลาง ล่าสุดวันที่ 21 ตุลาคม 2554 นางกนิษฐ เมืองกระจ่าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้น้ำได้เข้าท่วมสวนอุตสาหกรรมบางกะดีแล้ว 100% มีระดับความสูง 2.5-3 เมตร และสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในการขนย้ายอุปกรณ์ สิ่งของ และแรงงานออกนอกพื้นที่ ส่วนการกู้เครื่องจักรจะต้องให้ระดับน้ำนิ่งก่อน คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการในนิคมให้ขนสินค้าและเครื่องจักรขึ้นที่สูง แต่ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการหลายรายไม่คิดว่าน้ำจะเข้าท่วมสูงมาก จึงทำให้หลายโรงงานได้รับความเสียหาย โดยโรงงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นของเครือโตชิบา ซึ่งบางกะดีเป็นฐานการผลิตใหญ่มีโรงงานถึง 9 โรง ผลิตสินค้าในกลุ่มของเซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน นอกจากนี้ ยังมีโรงงานของบริษัทโซนี่ และบริษัท อาซาฮี อินเทค (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งได้ตั้งฐานการผลิตอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ใหญ่ที่สุดในโลกที่นี่ ได้รับความเสียหาย
"จากการที่นิคมอุตสาหกรรมบางกะดีที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมสุดท้ายในฝั่งตะวันออกถูกน้ำท่วม ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนที่ประเทศไทย เพราะวิกฤติครั้งนี้ไม่เหมือนสึนามิที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถเตรียมตัวได้ แต่เหตุน้ำท่วมในขณะนี้กินเวลามานานหลายเดือน รัฐบาลกลับไม่มีแผนรองรับภัยพิบัติที่ดี ไม่สามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจในอนาคต ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ และมีการวางแผนฟื้นฟูที่ไม่ดีพอ ก็อาจทำให้ต่างชาติหันไปลงทุนประเทศอื่น เพราะขณะนี้ประเทศอินโดนีเซียเป็นคู่แข่งการดึงดูดที่สำคัญ แต่ที่ไทยยังสู้ได้ก็เพราะมีบุคลากรในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ดี แต่ถ้าเกิดภัยพิบัติในไทยบ่อยๆ ก็อาจย้ายฐานการผลิตได้" นางกนิษฐ กล่าว
ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยขณะตรวจแนวกั้นน้ำในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะพยายามรักษานิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ถือได้ว่าเป็นปราการด่านสุดท้ายให้ดีที่สุด ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนแนวกั้นน้ำให้แข็งแกร่ง และเสริมความแข็งแกร่งในจุดที่อ่อนแอ โดยจะเสริมแนวกั้นน้ำสูง 3.20 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพิ่มจากแนวกั้นเดิม 1 เมตร และเสริมความแข็งแกร่งด้วยแผ่นคอนกรีตกันน้ำ ส่วนความเสียหายจากน้ำท่วมในนิคมต่างๆ ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากความเสียหายได้แผ่ครอบคลุม และในบางพื้นที่อยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลข
ด้านนายสมเจตน์ ทิณพงษ์ อดีตผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ภาครัฐจะพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่ ขณะนี้ได้เร่งทำกำแพงกั้นน้ำเพิ่มขึ้นอีก 1 เมตร จากเดิมที่มีความสูง 2.20 เมตร เพิ่มเป็น 3.20 เมตร หากปริมาณน้ำมาเกินกว่านี้ก็อาจจะรับมือไม่ได้ ซึ่งก็จะเกิดความเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท
ยอดผลิตรถยนต์วูบ 1.5 แสนคัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังจากโรงงานหลายแห่งที่อยู่นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมต้องหยุดการผลิต จะส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2554 หายไปประมาณ 1.5 แสนคัน จากเดิมที่คาดว่าจะผลิตได้ 4.5 แสนคัน เพราะขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต ซึ่งจะทำให้ยอดผลิตรถยนต์ปีนี้ลดลงเหลือ 1.65 ล้านคัน จากเป้าหมายตั้งไว้ที่ 1.8 ล้านคัน
ส่วนมูลค่าความเสียหายนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากรถยนต์แต่ละรุ่นราคาแตกต่างกัน แต่หากสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลายโดยเร็ว เชื่อว่ายอดผลิตรถยนต์ในปีหน้า คงจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังว่าจะถึง 2 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ คือรัฐบาลต้องเร่งกู้นิคมที่ถูกน้ำท่วมไปแล้ว ให้สามารถกลับมาเดินสายการผลิตได้เช่นเดิมโดยเร็ว และมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาน้ำท่วม สำหรับคนงานที่ต้องหยุดงาน ยืนยันว่า จะไม่มีการปลดคนงานแน่นอน แต่จะใช้วิธีส่งคนงานไปฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแทน
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนกำลังจับตามองว่า รัฐบาลจะมีแนวทางฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมอย่างไรให้รวดเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบเศรษฐกิจ และการจ้างงาน รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะหากน้ำท่วมยาวนานจะมีปัญหามากขึ้น แต่การฟื้นฟูจะต้องดูแลภาคประชาชนที่ได้รับความเสียหายอย่างทั่วถึงด้วย ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 70% ที่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่า จะยังไม่ย้ายฐานการลงทุน เพราะศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของไทยยังดีอยู่ และเหตุการณ์นี้เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกจังหวัด ญี่ปุ่นจึงน่าจะเข้าใจ
ด้าน นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังจะลงทุนในไทยต่อไป และหวังว่ารัฐบาลไทยจะมีความจริงใจในการแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต ส่วนการป้องกันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมคงต้องติดตามสถานการณ์เป็นรายวัน แต่ขณะนี้ ทุกค่ายพยายามหาแหล่งวัตถุดิบจากที่อื่นเข้ามาทดแทน เช่น จากในอาเซียน หรือญี่ปุ่น ในส่วนของโตโยต้า อีซูซุ นิสสัน มิตซูบิชิ ยังคงเดินสายการผลิตอยู่ แต่อาจจะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อเป็นเดือน ยอดผลิตรถยนต์จะหายไป 1.5 แสนคัน ทำให้ทั้งปีนี้ผลิตรถยนต์ได้ต่ำกว่า 1.7 ล้านคัน ซึ่งหวังว่าจะสามารถกลับมาผลิตได้เร็วกว่านี้
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายน 2554 นั้น นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 90.7 ลดลงจากเดือนสิงหาคม ที่ระดับ 102.5 ซึ่งนับว่าต่ำสุดในรอบ 26 เดือน เป็นผลมาจากปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายแก่เขตเศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งถูกน้ำท่วม การขนส่งสินค้าทำได้ลำบาก เพราะถนนหลายสายมีน้ำท่วมในระดับสูง ประกอบกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 100
ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม คาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94 ลดลงจาก 110 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบการคาดว่ายอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ต้นทุนการผลิต และผลประกอบการจะลดลง
โตโยต้า-ฮอนด้าหยุดผลิตต่อ
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่ยังคงส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน ดังนั้น โตโยต้า ยังคงต้องหยุดการผลิตของโรงงานทั้ง 3 แห่งต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 24-28 ตุลาคม 2554 ก่อนหน้านี้ โตโยต้าได้ประกาศหยุดการผลิตรถยนต์ของโรงงานทั้ง 3 แห่งเป็นรอบที่สองเมื่อวันที่ 17-22 ตุลาคม ก่อนจะประกาศหยุดเพิ่มล่าสุดต่อเนื่องไปถึงวันที่ 28 ตุลาคม พร้อมกับเปิดให้ความช่วยเหลือลูกค้า โดยศูนย์บริการโตโยต้าทุกแห่ง พร้อมให้ความช่วยเหลือรถยนต์โตโยต้าที่ได้รับผลกระทบ ด้วยส่วนลดค่าอะไหล่ 30% และส่งเจ้าหน้าที่เทคนิคเข้าไปยังพื้นที่ที่ประสบปัญหา เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำผู้ประสบภัย
นายประกิจ ชุณหชา กรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า ไทยฮอนด้าได้หยุดไลน์การผลิตตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพราะได้รับผลกระทบจากผู้ผลิตชิ้นส่วนในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายไปก่อนหน้านี้ ไม่สามารถส่งอะไหล่ให้แก่ไทยฮอนด้าได้ ขณะที่สต็อกสินค้าในขณะนี้มีรถที่ประกอบสำเร็จรูป และรอการส่งมอบให้แก่ดีลเลอร์ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น โดยชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงานที่ลาดกระบัง มีสัดส่วน 70% ของการประกอบรถจักรยานยนต์
ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 5,000 คันต่อวัน หรือ 1.3 ล้านคันต่อปี โดยบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถจักรยานยนต์อยู่ในประเทศต่างๆ ทั้ง เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทย ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการผลิตของภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้บริษัทยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ แต่เชื่อว่าจะส่งผลต่อภาพรวมบริษัทที่ต้องปรับเป้ายอดขายลง ซึ่งไม่ต่างจากบริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้
บสย.ค้ำเงินกู้5หมื่นล.อุ้มเอสเอ็มอี
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย ถึงแนวทางการช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันที่จะใช้กลไกภาครัฐในการเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยผ่านบรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) และบสย.ยังจะเพิ่มอัตราการค้ำประกันจากเดิม 15% เป็นไม่น้อยกว่า 30% แต่เป็นการค้ำประกันพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่รายใดรายหนึ่ง
“วงเงินที่ให้บสย. 5 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับสินเชื่อที่แบงก์พาณิชย์จะปล่อยเพิ่มอีกจะเป็นวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วงวันหยุดนี้จะประสานงานกันเพื่อให้ขั้นตอนการทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งในระดับของธนาคารและบสย. ซึ่งน่าจะทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องในการฟื้นฟูกิจการได้ ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้นแบงก์พาณิชย์ก็รับปากว่าจะดูแลให้ แต่จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป” นายธีระชัยกล่าว
ธอส.ยืดจ่ายหนี้นาน 6 เดือน
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากวิกฤติน้ำท่วมที่ขยายวงกว้างขึ้นหลายพื้นที่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบด้านที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ธอส.ได้เล็งเห็นถึงความเดือดร้อน จึงได้ปรับมาตรการช่วยเหลือทั้งลูกค้าเดิมของธนาคาร และลูกค้าใหม่ที่ต้องการขอกู้เพื่อสร้างหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย โดยธนาคารได้ขยายระยะเวลาพักชำระหนี้และปลอดดอกเบี้ย จากเดิม 4 เดือน ปรับเพิ่มเป็นไม่เกิน 6 เดือน ส่วนกรณีลูกค้าได้รับผลกระทบรุนแรง ธนาคารจะพิจารณาพักหนี้ให้อีกไม่เกิน 6 เดือน
ทีดีอาร์ไอคาดกระทบจีดีพี 1-2%
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นคงส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยไม่น้อยกว่า 1-2% โดยขึ้นกับว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะลุกลามขยายวงกว้างออกไปมากน้อยแค่ไหน และปัญหาที่เกิดขึ้นกินเวลายาวนานหรือไม่
“ตัวเลขผลกระทบคงเกิน 1% อย่างแน่นอน แต่จะถึง 2%หรือไม่นั้นคงต้องรอดูสถานการณ์อีกที ดูว่ามันจะขยายออกไปหรือไม่ โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออกที่ยังมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบๆ 10 แห่ง ซึ่งถ้าตรงนี้กระทบความเสียหายคงสูงขึ้น และยังต้องดูว่ามันท่วมขังนานหรือไม่ ถ้าเกิน 1 เดือนขึ้นไปก็ถือว่านานแล้ว เพราะเท่ากับว่ากำลังผลิตหายไปเกือบ 10% ของทั้งปี” นายสมชัยกล่าว
สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวนั้น นายสมชัยกล่าวว่า คงกระทบในส่วนของความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้นจึงต้องตอบคำถามของนักลงทุนให้ได้ว่า ประเทศไทยจะมีวิธีป้องกันปัญหาลักษณะนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกอย่างไร และหากปัญหาเกิดขึ้นแล้วมีวิธีจัดการอย่างไร
“ถ้าเป็นนักลงทุนก็คงต้องตั้งคำถามแล้วว่า ระยะยาวจะเป็นอย่างไร ถ้าระยะยาวไม่ดี แล้วระยะสั้นยังแก้ปัญหาไม่เป็น อย่างนี้คุณยังอยากจะอยู่ในประเทศนี้อีกต่อไปหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เราต้องมองถึงการแก้ปัญหาระยะยาวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องผังเมือง หรือการปลูกป่า เพียงแต่ ณ เวลานี้ต้องดูการแก้ปัญหาระยะสั้นก่อน” นายสมชัยกล่าว
ลูกจ้างกระทบแล้ว6.7แสนคน
นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลาคม เวลา 12.00 น. พบว่า ใน 19 จังหวัด มีลูกจ้างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 678,227 คน และสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 14,818 แห่ง ซึ่งขณะนี้คือ สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี ถูกน้ำท่วมเต็มพื้นที่แล้ว อย่างไรก็ตาม สถานประกอบการต่างๆ ได้หยุดกิจการชั่วคราวไปก่อนที่จะถูกน้ำท่วมแล้ว ส่วนนิคมอุตสาหกรรมที่ยังไม่ถูกน้ำท่วมและต้องเฝ้าระวังคือ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ในกรุงเทพฯ
อธิบดี กสร. กล่าวอีกว่า กสร.ได้จัดทำแบบกรอกข้อมูลให้ลูกจ้าง ที่เว็บไซต์ www.labour.go.th หรือสายด่วน 1546 และที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อยืนยันการเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการนั้นๆ ซึ่ง กสร.จะช่วยประสานแจ้งข้อมูลนี้ต่อไปยังนายจ้าง เพื่อคงสภาพการเป็นลูกจ้าง และมีผลต่อการรับค่าจ้างในช่วงที่สถานประกอบการหยุดกิจการชั่วคราว เนื่องจากถูกน้ำท่วม ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางให้ลูกจ้างแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งงานว่างรองรับ 28,615 อัตรา จากสถานประกอบการ 170 แห่ง ใน 30 จังหวัด
“อยากให้ลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมช่วยกันเข้ามากรอกข้อมูลลงในเว็บ เพื่อที่ กสร.จะได้รู้ถึงสถานภาพของลูกจ้างว่า ยังคงทำงานในสถานประกอบการเดิมหรือถูกเลิกจ้างแล้ว จะได้ดำเนินการเร่งให้ความช่วยเหลือตามแนวทางที่จัดเตรียมไว้ เช่น หากถูกเลิกจ้างก็จะได้ประสานนายจ้างให้จ่ายเงินชดเชยตามเกณฑ์ที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดไว้ หรือหากต้องการเข้าร่วมโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนก็จะได้ช่วยเหลือให้เข้าร่วมโครงการ โดยสถานประกอบการบางแห่งที่เข้าร่วมโครงการนอกจากให้เงินเดือนแล้ว ยังให้ที่พักอีกด้วย” นายอาทิตย์ กล่าว
แนะรัฐยกเลิกโครงการประชานิยม
นายคมกฤชช์ ธรรมรัตนกุล ประธานหอการค้าจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้หลายคนไม่คาดคิดจึงไม่ทันตั้งตัวและเตรียมพร้อมรับมือ ที่สำคัญปริมาณน้ำที่ท่วมครั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2538 ต่างกันถึง 10 เมตร ความเสียหายจึงรุนแรงและมากกว่าหลายเท่า เพราะน้ำทะลักท่วมทุกพื้นที่ ทั้งพื้นที่เกษตรกรรมที่มีประมาณ 40% พื้นที่เศรษฐกิจ 30% และพื้นที่อุตสาหกรรมอีก 30%
"ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมครั้งนี้ไว้ไม่ต่ำกว่าวันละ 100 ล้านบาท เพราะน้ำได้ทะลักท่วมเขตตัวเมืองที่มีส่วนผสมของธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรม จนทำให้ภาคธุรกิจการค้าของ จ.นครสวรรค์ สูญเสียโอกาสทางการค้า ธุรกิจต้องหยุดชะงักเพราะน้ำท่วม แต่เมื่อประเมินความเสียหายภาพรวมนับตั้งแต่น้ำเริ่มทะลักท่วม จ.นครสวรรค์เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่ล่าสุดจะทะลักและท่วมขังในเขตตัวเมืองนานกว่า 2 สัปดาห์ คาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท" ประธานหอการค้านครสวรรค์กล่าว
นายคมกฤชช์ กล่าวอีกว่า ถือเป็นความเสียหายที่มีมูลค่าสูงมากสำหรับจังหวัดเล็กๆ ซึ่งกว่าจะใช้เวลาในการฟื้นตัวหากเป็นพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งถูกน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน แต่พื้นที่เศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านค้า สถานประกอบการ ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-7 เดือน
"หลังน้ำลดสิ่งแรกที่รัฐบาลควรเร่งทำเป็นอันดับแรก คือ เปลี่ยนแปลงนโยบายประชานิยมที่หาเสียงไว้ โดยเฉพาะเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ภาคเอกชนไม่ได้คัดค้านหรือต่อต้าน เราเห็นด้วย แต่ในเวลานี้อาจไม่เหมาะสมที่จะปรับขึ้นเพราะยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาคธุรกิจเอกชน นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะหากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะง่ายกว่า นอกจากนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีการทำประกันเรื่องภัยธรรมชาติไว้ จึงมีเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือและฟื้นฟูกิจการอยู่แล้ว แต่เอสเอ็มอีไม่ได้มีการทำประกันภัยความเสี่ยงเรื่องของภัยธรรมชาติไว้



