ข่าว

ชี้'ปู'ใช้พรบ.ป้องกันภัยม.31ไม่ทันการณ์

ชี้'ปู'ใช้พรบ.ป้องกันภัยม.31ไม่ทันการณ์

21 ต.ค. 2554

ผู้เชี่ยวชาญด้านกม.ชี้ “ยิ่งลักษณ์” ประกาศใช้ พรบ.ป้องกันภัย มาตรา 31 ไม่ทันการณ์แล้ว หวั่นเกิดปัญหาความขัดแย้ง โยนความรับผิดชอบ “นายกรัฐมนตรี-ผู้ว่าฯ กทม.” หากน้ำท่วมกรุง ลั่นแก้ปัญหาต้องใช้ พรก.ฉุกเฉิน เท่านั้น เพราะมีกฎหมายรองรับ จับตา “ผู้ว่าฯ กทม.”

        21ต.ค.2554 ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เปิดเผยถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาตรา 31 ที่ระบุว่า ในการกำหนดคณะบุคคลรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษรในการเข้าแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องประกาศคำสั่งว่าสถานการณ์เป็นภัยพิบัติอย่างร้ายแรงอย่างยิ่งตาม พรบ.ฉบับดังกล่าว นายกรัฐมนตรีถึงจะมีอำนาจตามมาตรา 31 เพราะตาม พรบ.เป็นอำนาจของผู้อำนวยการ คือ รมว.มหาดไทย  แต่กรณีนี้อำนาจของ รมว.มหาดไทย ไปเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และสามารถสั่งการได้หมด ทั้งราชการส่วนกลาง หน่วยงานของรัฐ แล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้อำนาจเหนือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งตรงจุดนี้หากนายกรัฐมนตรีสั่งการอะไรไป และทางผุู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ปฏิบัติทำก็จะมีความผิด แต่การสั่งการจะต้องชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้หากนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ประกาศคำสั่งว่าสถานการณ์เป็นภัยพิบัติร้ายแรงอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจตามมาตรา 31 ไม่ได้

            “การประกาศคำสั่งในครั้งนี้ต้องการให้มีอำนาจเหนือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเกิดจากการสั่งการของนายกรัฐมนตรี หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี คือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ไม่สามารถสั่งการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตรงได้ ดังนั้นทาง กทม. ต้องการให้มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะพูดด้วยวาจาคงไม่ทำให้  และเมื่อปฏิบัติตามคำสั่งและเป็นความผิดฐานกระทำความผิดโดยมิชอบไม่ได้ สาเหตุนี้หาทางปลดผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะที่ผ่านมาถือว่ามีปัญหาความขัดแย้งของฝ่ายการเมืองกับทางกทม. อย่างไรก็ตาม น้ำท่วมที่เกิดขึ้นนายกรัฐมนตรีคิดว่ามีอำนาจตาม พรบ.ฉบับดังกล่าว เมื่อนายกรัฐมนตรี สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกิดอุทกภัย ใช้อำนาจไม่ได้เต็มที่  เพราะคิดว่าจะใช้อธิบดีกรมชลประทานก็ใช้ไม่ได้ หรือใช้ทหารก็ไม่ได้ จึงได้ใช้อำนาจการบริหารตาม พรบ.จัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน ปี 2534 โดยสั่งการให้กองทัพ หรือ หน่วยงานต่าง ๆ ช่วย แต่เมื่อหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยแต่ไม่มีกฎหมายรองรับเลย จึงทำให้ไม่สามารถบูรณาการการทำงานได้ เพราะใช้เครื่องมือผิดคือ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” แหล่งข่าวระบุ
 
            ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคนเดิม ชี้ว่า นายกรัฐมนตรีคิดว่ามีอำนาจ แต่จริง ๆ ไม่อำนาจ เพราะการบูรณาการแผนมันเกิดปัญหาตั้งแต่ท้องถิ่นอยากจะทำแบบนั้น แต่รัฐบาลกลับทำอีกอย่าง ก็จะทำให้งานสะเปะสะปะ โดยจะต้องใช้ พรก.ฉุกเฉิน ปี 2548 โดย พรก.ฉบับดังกล่าวมีอยู่ 2 กรณี  คือ 1.ภัยพิบัติอย่างยิ่งของประชาชน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และ 2.เพื่อความมั่นคงของรัฐ  โดยตั้งแต่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2548 พรก.ฉบับดังกล่าวนำไปใช้ในกรณีความมั่นคงจนคนแหยง และทำให้หลายคนโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจว่า พรก.ฉบับดังกล่าว ใช้อำนาจภัยพิบัติร้ายแรงของประชาชนได้ด้วย  เพราะเจตนารมย์ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องสึนามิ ปรากฎว่ารัฐบาลไม่ใช้เครื่องมือนั้น แต่มาใช้ พรบ.ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงสาธารณภัยที่ใช้วิธีการป้องกัน และบรรเทาภัยเท่านั้น แต่สถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ไม่ใช่สาธารณภัยธรรมดา แต่เป็นภัยพิบัติอย่างร้ายแรง เครื่องมือ พรบ.ดังกล่าวใช้ไม่ได้ เพราะตัวผู้ประสบภัยในฐานะที่เป็น ผอ.ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะที่เป็นผู้ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตาม พรบ.ฉบับดังกล่าว และแผนป้องกันบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติของฝ่ายพลเรือนเป็นเพียงผู้ประสบภัย ฉะนั้นไม่สามารถแก้ไขภัยของตัวเองได้ เพราะตัวเองก็เป็นผุู้ประสบภัย

            ผู้เชี่ยวชาญด้านการกฎหมาย บอกอีกว่า การออก พรก.ฉุกเฉินดีที่สุด เพราะสามารถทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตั้งแต่ถนน ทั้งนี้รัฐบาลไม่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการน้ำได้ดีกว่าทาง กทม.  ดังนั้นจำเป็นจะต้องออกพรก.ฉุกเฉิน เพราะมันคุ้มครองทางด้านกฎหมาย ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีจะมีเอกภาพสามารถสั่งการได้คนเดียว จะมอบหมายให้ทหารทำ หรือ หน่วยงานอื่นทำมันจะเด็ดขาดมากกว่านี้ การทำงานจะต้องมีเอกภาพสั่งการไม่ใช้ต่างคนต่างทำ ขณะนี้น้ำมาทุกทิศทุกทาง วันนี้จะต้องหาคนตัดสินใจเพียงคนเดียว อย่างนายกรัฐมนตรีจะใช้ให้ทหารทำ ทหารก็ไม่กล้าทำ เพราะไม่มีอำนาจ บทบาทของทหารทำได้เพียงการป้องกัน และ อพยพประชาชนได้เพียงจุดหนึ่งเท่านั้น และข้อเสียอยู่ที่อำนาจะไปรวมศูนย์อยู่ที่นายกรัฐมนตรี ขณะที่ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะมีข้อเสียคืออำนาจอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย แต่ขณะนี้ตัวของกระทรวงมหาดไทยคือผู้ประสบภัย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี  องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล ถือว่าเป็นผู้ประสบภัย  ดังนั้นขีดความสามารถตรงนี้มันแก้ไขปัญหาไมได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ป้องกัน แต่กลายเป็นผู้ประสบภัย ทั้งนี้ถือว่าสายไปแล้วที่จะมาเอาอำนาจตามมาตรา 31 เพราะจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หากน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. จะทำให้โยนความรับผิดชอบกันระหว่างนายกรัฐมนตรี กับผู้ว่าราชการ กทม. แต่วันนี้นายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบโดยตรงหากเกิดน้ำท่วมใน กทม.