
'ปลอดประสพ'ขู่คนขวางกม.สาธารณภัย
ปลอดประสพ เผยใครขัด ประกาศ ม.31 พ.ร.บ.สาธารณภัย มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ บอกให้ประชาชนทำใจน้ำอาจท่วม0.5-1 เมตร เจ๊หน่อยยัน"ปู"ไม่ได้เล่นการเมือง "พท."หนุนเผยทำสั่งการรวดเร็ว-บูรณาการกว่า ย้ำไม่ริดรอนสิทธิประชาชน เทพไทเหน็บยิ่งลักษณ์กลัว
21ต.ค.2554 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงเหตุผลการ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 มาตรา 31ว่า เนื่องจากผู้รับคำสั่งนั้นไม่เข้าใจและคำสั่งนั้นผ่านไปหลายทอด และการประกาศพ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นมีอำนาจสั่งผู้ว่ากรุงเทพฯ และให้การทำงานที่ผ่านมานั้นไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยทำให้ผลงานที่ออกมานั้นน้อย การระบายน้ำนั้นไม่เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจโดยเฉพาะการระบายน้ำไปในทางทิศตะวันออก เช่นการที่จะให้การระบายน้ำไปทางทิศตะวันออกได้รวดเร็วขึ้นก็คือการเป็นประตูระบายน้ำทุกบาน
แต่ที่ผ่านมาก็มีการเปิดประตูน้ำเพียง 10-20เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จนทำให้มีปัญหาว่าทำไม่ถึงไม่เปิด จากนั้นไปก็จะมีคณะนักวิชาการขึ้นมาตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าคำสั่งนั้นถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ โดยมีนายวีระ วงศ์แสงนาค อดีตรองอธิบดีกรมชลประทานที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ซึ่งมีความรู้โครงสร้างของกรมชลประทาน และจะประกอบไปด้วยนักวิชาการต่างๆ ซึ่งการประกาศพ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. ถ้าใครไม่ให้ความร่วมมือและไม่ทำโดยเจตนาถือว่ามีความผิดในมาตรา 157 ฐานปกิบัติหน้าที่โดยมิชอบทั้งอาญาและวินัย
บอกให้ประชาชนทำใจน้ำอาจท่วม0.5-1เมตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ18.00น.ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักที่ศปภ.ดอนเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวว่า น้ำจะท่วมกทม.อย่างแน่นอนในไม่กี่วันข้างหน้านี้ สอดรับกับสิ่งที่นายปลอดประสพ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในช่วงเย็นวันนี้ในเรื่องน้ำท่วมกทม.ว่า ขอให้ชาวกทม.ทำใจเมื่อน้ำท่วมทุกจังหวัดจำนวนมากและน้ำกำลังไหลลงมาเข้ากทม.ตนเห็นใจที่ประชาชนเดือดร้อน แต่ศปภ.จะทำให้ดีที่สุดคาดว่าน้ำจะท่วมกทม.ในระดับ50ซม.-1เมตรและอาจใช้เวลาระบายน้ำหนึ่งเดือนสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ ขอให้ชาวกทม.สบายใจเพราะทุกเขตน้ำจะท่วม บางแห่งอาจจะไม่ท่วมเพราะอยู่สูง บางแห่งอาจจะท่วมเยอะเพราะอยู่ต่ำ แต่ระบบไฟฟ้าจะใช้ได้ น้ำประปาจะมีให้ใช้ แม้สีกับกลิ่นอาจจะมีความขุ่นและมีกลิ่นบ้างเพราะจำเป็นที่ต้องเพิ่มคลอรีนลงไป แต่ยืนยันว่าน้ำประปาใช้อุปโภค บริโภคได้ อาหารเเละการช่วยเหลือจะมีแน่นอน
“เจ๊หน่อย”ยัน"ปู"ไม่ได้เล่นการเมือง
คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ที่ปรึกษาพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ. กล่าวถึงข้อสังเกตที่ระบุน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศ ใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสารธารณภัย มาตรา 31 เนื่องจากศปภ. มีความขัดแย้งและเอกภาพในการทำงานว่า ว่า นายกฯไม่เล่นการเมือง และไม่เคยนำข้อมูลมาบลัฟ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. แต่การประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อต้องการให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการในพื้นที่ เช่นการแก้ปัญหา ประตูระบายน้ำสามเสนที่ชำรุด ซึ่งทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลคลองประปา ประตูบานนี้เสีย ดังนั้นนายกฯจึงต้องใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อใช้กฎหมายแก้ปัญหาโดยทันที
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ขอเรียนว่าปริมาณน้ำที่จ่อ กทม.ในตอนนี้ คือ 15,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร มากกว่าเขื่อน ภูมิพลถึง 2,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร หากศปภ.ไม่มีแผนในการป้องกันที่ดี ปริมาณน้ำจำนวนนี้จะเข้าท่วม กทม.ตั้งแต่ 14-15 ต.ค.ที่ผ่านมาแล้ว ส่วนมวลน้ำดังกล่าวจำนวนใน 2 ใน 3 จะไหลไปทางตะวันออกของกทม. นั้นเป็นการไหลตามธรรมชาติแบบโบราณ ศปภ. มั่นใจเพราะนายกฯมีแผน รัดกุมรอบคอบ นอกจากมีเขื่อน 3 แห่งเป็นขั้นบันไดฉลี่ยน้ำ เริ่ม จากคลองระพีพัฒน์ คลองรังสิต และคลองหกวา ศปภ. มาจัดการบริหารให้น้ำไหลไปทางตะวันออกให้เหมาะสมตามเวลา
“สมมุติ ว่าหากซวยจริงๆคือที่คันกั้นน้ำที่คลองระพีพัฒน์ แต่ยังเหลือ เวลา 2 วันที่น้ำจะไหลเข้า กทม. ส่วนปริมาณน้ำที่ท่วมตอนนี้คือน้ำจากคลองประปา เหตุผลมาจากแต่เดิมนั้น น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีเยอะ ไหลถึง 35,000 ลูกบาศ์กเมตรต่อวินาที แต่เมื่อสองวันที่ผ่านมาประตูระบายน้ำสามเสนเสีย ทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าคลองประปา นายกก็แก้ปัญหาโดยเร็วคือยกประตูบานนั้นออกแล้วซ่อมแซม ตรงนี้คือเหตุผลในการใช้ พรบ.บรรเทาสาธารณภัย”คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนน้ำอีก 1ใน 3 จะไหลออกทางทิศตะวันตก คือน้ำจาก อยุธยาไหลเข้า ปทุมธานี ออกไปที่ นนทบุรี และสุดท้ายที่ฝั่งธนบุรี พื้นที่แถวนี้ไม่มีเขื่อนกั้นน้ำ และมีคลองใหญ่ 3 คลอง จึงท่วมเพราะเป็นพื้นที่ต่ำ แต่ตอนนี้นายกฯเร่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ สู่ทะเล ตนในฐานะคนนอก เท่าที่ได้รับรู้แผนของนายกฯและศปภ. ยืนยันว่านายกแก้สถานการณ์ได้เร็วและรอบคอบ คิดว่าน้ำที่ท่วมในกรุงเทพฯจะไม่ขยายวงกว้างออกไป โดยในขณะนี้ จะมีคำสั่ง เร่งสูบน้ำออกใน 1-2 วันนี้
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่า ศปภ.ได้วางแผนรอบคอบ เพราะพิสูจน์ได้ จากที่ตนกกล่าวไว้ข้างต้น ไม่อย่างนั้น หาก ศปภ.บริหารผิดพลาด น้ำที่มากกว่าเขื่อนภูมิพล เข้าท่วมกทม.แล้ว ขอย้ำว่าปีนี้ปริมาณน้ำมีเยอะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และ ไม่มีนายกฯคนไหนเจอมวลน้ำเยอะขนาดนี้ และตนก็เชื่อว่าไม่มีใครทำหน้าที่ได้ดีกว่านายกฯในช่วงนี้ เพราะไม่ว่าใครที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็น่าจะทำตามข้อมูลและแผนที่ ศปภ. ทำอยู่ นายกต้องช่วยประชาชนทุกคนจึงทำงานทุ่มเทและรอบคอบ ตนเชื่อว่าศปภ.เดินมาถูกทางแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือ นายกฯได้นำทุกฝ่ายเข้ามาทำงาน รัฐบาล ทำดีแล้ว แต่ ควรทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น
“ประชาชน ไม่ต้องตกใจหากรับรู้แผนของรัฐบาลในการผลักดันน้ำซึ่งแผนนี้ดีกว่าในปี พ.ศ. 2538 เพราะในเวลานั้นพวกตนไม่มี 3 เขื่อนดังกล่าวไว้ป้องกัน แต่พื้นที่มีโอกาสที่น้ำจะท่วม คือ ริมน้ำเจ้าพระยา และบางคลองที่ไม่มีประตูระบายน้ำ ส่วนด้านตะวันออกนั้นมีการระบายน้ำตลอด แต่ขึ้นอยู่กับคันกั้นน้ำที่อุ้มมานาน ว่าจะทนทานได้นานหรือไม่ และหากไม่มีอะไรขวางทางน้ำ ปกติน้ำเหนือจะไหลลงทะเล ใช้เวลา 1 เดือน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว
"พท."หนุนเผยทำสั่งการรวดเร็ว-บูรณาการกว่า
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาตรา 31 กรณีภัยพิบัติร้ายแรง ว่า พรรคเพื่อไทยมองว่าการตัดสินใจใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวของรัฐบาลมีความเหมาะสม พร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพราะจะทำให้การประสานงานจากทุกภาคส่วน บูรณาการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการสั่งการต่างๆ จะทำได้ง่าย และรวดเร็ว ขึ้น รวมทั้งกทม. ที่เป็นเขตปกครองพิเศษ ถ้าหน่วยงานใดไม่ดำเนินการตามคำสั่งจะมีความผิด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้เชื่อว่าเมื่อใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว ความขัดแย้งจะหมดไป และเชื่อว่าดีกว่าที่จะประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้อง เพราะการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น เป็นการจำกัดสิทธิประชาชนมากเกินไป แต่พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นการใช้สำหรับภัยพิบัติ ที่ไม่ลิดรอนสิทธิของประชาชน
“เทพไท”เหน็บยิ่งลักษณ์กลัวเสียหน้าเลี่ยงใช้พ.ร.บ.ป้องกันฯ
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตามมาตรา 31 แทนการประกาศพรก.ฉุกเฉินว่า นายกฯกำลังสับสนในการใช้อำนาจตามกฎหมาย การที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉินก็เพราะต้องการให้มีการบริหารจัดการอำนาจรวมศูนย์อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง
หากรัฐบาลได้ประกาศพรก.ฉุกเฉินแล้ว ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นหรือเป็นภาพน่าหวาดกลัว แต่จะเป็นการใช้กฎหมายในการควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบคุมรักษาคันกั้นน้ำ ไม่ให้ถูกทำลาย การป้องกันราคาสินค้าสูง สินค้าขาดตลาด รวมถึงการป้องกันการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อรัฐบาลยังใช้กฎหมายตามปกติ ก็จะเห็นความขัดแย้งในหมู่ประชาชน การทำลายสิ่งกีดขวางคันกั้นน้ำ โดยไม่มีใครเข้าไปจัดการแก้ไข การโก่งราคา และกักตุนสินค้า ก็ไม่มีกฎหมายที่จะลงโทษโดยเฉียบขาด การมีโจรสลัดน้ำจืดในนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม ก็ไม่มีใครเข้าไปป้องกันได้
“หากรัฐบาลประกาศพรก.ฉุกเฉินแล้ว ทุกอย่างก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายได้เบ็ดเสร็จ ทั้ง ๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนะภาคเอกชน ต้องการให้มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ฝ่ายกองทัพก็สนับสนุนเช่นกัน เพื่อที่จะง่ายต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประชาชนส่วนใหญ่ก็เรียกร้องที่จะก่อให้เกิดความอบอุ่นใจ แต่รัฐบาลกลับดื้อตาใส กลัวเสียหน้า ไม่ยอมประกาศตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลควรรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มากกว่ารักษาหน้าของตัวเอง”นายเทพไท กล่าว
นายเทพไท กล่าวว่า การประกาศพ.ร.บ.ป้องกันฯไม่มีผลต่อการปฏิบัติใด ๆ เพราะกฎหมายดังกล่าวนายกฯ สามารถใช้อำนาจในฐานะผู้บริหารสูงสุดได้อยู่แล้ว และการประกาศดังกล่าวก็น่าจะเป็นเรื่องการแก้เกี้ยว เพื่อกลบเกลื่อนกระแสเรียกร้องให้ใช้พรก.ฉุกเฉิน มากกว่า ซึ่งการแก้ปัญหาในลักษณะเช่นนี้ เขาเรียกว่าแก้ปัญหาแบบตาบอดคลำช้าง ส่วนที่นายกฯ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสร้างเอกภาพและอย่าเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตนเห็นว่านายกฯ ควรไปดูความเป็นเอกภาพใน ศปภ.ก่อนว่ามีเอกภาพในการทำงานหรือไม่ เพราะยังมีการแย่งซีนกันออกสื่อ การชิงการนำภายในองค์กร รวมไปถึงการแย่งบทบาทเพื่อสร้างฐานการเมือง ในการลงสมัครผู้ว่ากทม.ในครั้งหน้า
“ถ้าจะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องการเมืองในพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่าโยนปัญหาและความล้มเหลวมาให้ฝ่ายอื่นๆ และการแก้ปัญหาครั้งนี้ของ ศภป.ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง พื้นที่ในหลายจังหวัดและเขตปริมณฑล เกิดความเสียหายจนหมดสิ้น คงเหลือเฉพาะกรุงเทพฯ ที่เป็นปราการด่านสุดท้าย เป็นการวัดดวงว่าจะรอดพ้นจากน้ำท่วมหรือไม่ ปัจจัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับนโยบายการริหารจัดการน้ำของศปภ. ว่าจะปล่อยน้ำเข้าสู่กรุงเทพฯทันทีหรือจะบริหารแบบค่อย ๆ ให้น้ำไหลผ่านกรุงเทพฯ ซึ่งไม่อยากให้เอาคนกรุงเทพฯมาเป็นตัวประกันทางการเมือง” นายเทพไท กล่าว
ขณะนี้มีความพยายามสร้างกระแส เพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล โดยการสร้างข่าวรายวันเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและชิงพื้นที่สื่ออย่างน้อย 5 เรื่อง คือ 1.กรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาปูดข่าวเรื่องการจะใช้สถานการณ์น้ำท่วม เปลี่ยนแปลงรัฐบาลและพูดถึงการปฏิวัติรัฐประหาร โค้นล้มรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ในเร็ว ๆ นี้ 2. การตั้งพรรคเพื่อธรรม เป็นพรรคสำรองให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งแกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนออกมาปฏิเสธ และบางคนก็ยอมรับความจริง ว่าต้องการจดทะเบียนพรรคไว้เพื่อรองรับอุบัติเหตุทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย 3.การพูดถึงการสลับขั้วทางการเมือง โดยอ้างถึงนักการเมืองที่เคยได้ประโยชน์จากการสลับขั้วเพื่อมาแลกกับจุดจบทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในสถานการณ์การเมืองช่วงนี้
4.ความเคลื่อนไหวของกลุ่มสภาประชาชนไทย ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างผิดสังเกตในช่วงที่บ้านเมืองเกิดอุทกภัย 5. การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ที่ละทิ้งภารกิจการช่วยเหลือรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วม กลับใช้บทบาททางการเมืองออกเดินสายตระเวนตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง และ6. การส่งตัวนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวของนายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาก่อความวุ่นวาย เคลื่อนไหวของการเมืองช่วยเหลือคนเสื้อแดง โดยที่ไม่มีเหตุผลอันควร ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างสถาณการณ์และประเด็นข่าวเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลทางอ้อม ไม่ให้ประชาชนพุ่งเป้าไปยังความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน



