ข่าว

ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โอกาสนำไทยสู่พาณิชย์นาวี

ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โอกาสนำไทยสู่พาณิชย์นาวี

22 ต.ค. 2554

การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกผ่านนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

     การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกผ่านนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมกับก่อสร้างท่าเทียบเรือแหลมฉบังที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยได้เปิดให้บริการนับตั้งแต่ปี 2534 คือการวางรากฐานที่สำคัญของประเทศไทย ต่อการสร้างศักยภาพให้เกิดขึ้นในกิจการพาณิชย์นาวี เพราะจนถึงขณะนี้ท่าเรือแหลมฉบัง มีสถานะของการเป็นท่าเรือน้ำลึกที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยมีปริมาณสินค้าเข้าออกท่าเรือรวม 53.25 ล้านตัน ในปี  2553 ซึ่งสูงกว่าท่าเรืออื่นๆ ในประเทศ

     เป็นที่คาดการณ์ว่านับตั้งแต่ปี 2553 ปริมาณตู้สินค้าขาเข้าและขาออกผ่านท่าเรือแหลมฉบัง เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 ต่อปี และจะสูงเกิน 10 ล้านทีอียูต่อปี ในปี 2559 ซึ่งเต็มขีดความสามารถของท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 จึงเป็นที่มาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ด้วยการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเล อันจะเป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของไทยที่สามารถแข่งขันกับท่าเรืออื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียได้ โดยตั้งเป้าหมายให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภูมิภาคอินโดจีน (Hub Port) และประตูการค้าที่สำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Gateway Port) พร้อมก้าวขึ้นเป็นท่าเรือระดับโลก (World-Class Port) สามารถที่จะดึงดูดสายการเดินเรือขนส่งสินค้าชั้นนำจากนานาชาติให้จอดแวะพัก 

     ยุทธศาสตร์ของท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ที่วางเอาไว้คือ รองรับปริมาณตู้สินค้าไม่ต่ำกว่า 18 ล้านทีอียูต่อปี เมื่อเปิดให้บริการเต็มศักยภาพ ให้การรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ (Super Port-Panamax) ซึ่งมีระวางบรรทุกได้มากกว่า 1 แสนตัน หรือบรรทุกตู้สินค้าได้มากกว่า 1 หมื่นทีอียู มีร่องน้ำกว้างเพียงพอให้เรือกลับลำได้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด  

     มีศักยภาพในการเชื่อมโยงระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเน้นการขนส่งระบบราง เพื่อเอื้อต่อธุรกิจภาคโลจิสติกส์ สนับสนุนการเชื่อมต่อท่าเรือแหลมฉบังสู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง กล่าวสำหรับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ลงทุนเอง เช่น การขุดร่องน้ำใหม่เพิ่มอีก 1 ร่อง และขุดแอ่งจอดเรือสำหรับท่าเรือขั้นที่ 3 ให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ลึกกว่าเดิม เพื่อให้สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ในอนาคตได้ บริหารจัดการการขนส่งและจราจรในพื้นที่ท่าเรือ การสร้างระบบจ่ายไฟฟ้าให้แก่เรือ ระบบบำบัดน้ำเสียในท่าเรือ และระบบจัดการของเสียจากเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่ในส่วนที่ให้เอกชนมาลงทุน คือรับสัมปทานและบริหารท่าเรือ  

     เป้าหมายของการท่าเรือแห่งประเทศไทย หลังการก่อสร้างท่าเรือแล้วเสร็จ จะเปิดให้เอกชนเข้าประมูลเพื่อรับสัมปทานบริหารท่าเรือ โดยเอกชนที่ประมูลได้จะต้องดำเนินการก่อสร้างเฉพาะภายในท่าเรือต่อจนครบถ้วน เพื่อให้ท่าเรือสามารถใช้งานได้ โดยต้องลงทุนก่อสร้างและจัดซื้อเครื่องจักรเพื่อใช้ในการขนถ่ายสินค้า ตามเงื่อนไขที่กำหนดให้

     สำหรับแผนการดำเนินงานโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ขณะนี้มีการจัดจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ทำการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม และออกแบบรายละเอียด ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 1 ปี โดยในปี 2554 สิ่งที่ กทท.จะได้จากบริษัทที่ปรึกษา คือแบบและเอกสารประมูลเพื่อก่อสร้างท่าเรือในส่วนที่ กทท.จะลงทุน และรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) รายงานการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ (HIA) และการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่โดยรอบท่าเรือ

     การก่อสร้างท่าเรือจะใช้เวลา 3 ปี และการคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างใช้เวลา 6 เดือน หากผ่านความเห็นด้านสิ่งแวดล้อม ในปี 2555 ขั้นตอนต่อไปคือเริ่มทำการประมูลก่อสร้างต้นปี 2556 ใช้เวลา 3 ปี ก็จะแล้วเสร็จกลางปี 2559 ส่วนการให้สัมปทานบริหาร ทลฉ.เฟส 3 และอื่นๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จและทันต่อการเปิดใช้ท่าเรือกลางปี 2560  

     "กิจการพาณิชย์นาวี ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.ท่าเรือ 2.กองเรือขนส่งสินค้า 3.อู่ต่อเรือและซ่อมเรือ ทั้ง 3 ส่วนต้องพัฒนาไปด้วยกัน ดังนั้น การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 จึงเป็นการขยายขีดความสามารถของท่าเรือในประเทศไทยให้รองรับปริมาณสินค้าและจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการส่งเสริมธุรกิจของอู่ต่อเรือ/ซ่อมเรือ รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยมีกองเรือขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นได้ เมื่อทั้ง 3 กิจการของธุรกิจพาณิชย์นาวีของประเทศไทยเติบโตขึ้น ก็จะส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าของประเทศไทยในเวทีโลกสูงขึ้น" ร.ต.ต.มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้ช่วยผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูล

     ทั้งนี้ ท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 จะเป็นท่าเรือที่มีความลึกกว่าท่าเรือในขั้นที่ 1 และ 2 โดยลึกประมาณ 16 เมตร และออกแบบให้เทียบเรือขนาดใหญ่ได้ถึง 1.5 แสนตัน หรือขนาดบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ได้กว่า 1.2 แสนทีอียู ในโครงการท่าเรือขั้นที่ 3 ประกอบด้วยท่าเรือคอนเทนเนอร์หน้าท่ายาวรวม 3,500 เมตร รองรับการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ 7 ล้าน ทีอียูต่อปี และท่าเรือขนถ่ายรถยนต์ หน้าท่ายาว 920 เมตร สามารถขนถ่ายรถยนต์ได้ปีละ 1 ล้านคัน


      ในการลงทุนก่อสร้างท่าเรือขั้นที่ 3 ทลฉ.จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การขุดลอกร่องน้ำ แอ่งจอดเรือ การถมทะเล การก่อสร้างถนน ทางรถไฟ และระบบสาธารณูปโภค คิดเป็นค่าก่อสร้างประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท แล้วให้เอกชนเข้าประมูลเพื่อรับสัมปทาน ก่อสร้าง และบริหารท่าเรือ โดยเอกชนจะต้องก่อสร้างโครงสร้างหน้าท่า ลานกองตู้คอนเทนเนอร์ อาคารที่ทำการ ถนน และระบบสาธารณูปโภคภายในท่าเรือ พร้อมทั้งจัดซื้อเครื่องมือในการขนถ่ายสินค้า ซึ่งคาดการณ์ตัวเลขลงทุนไว้ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท

      "ยืนยันว่าท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 เป็นสิ่งจำเป็นต่อประเทศอย่างยิ่ง ถ้าไม่ก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังขั้นที่ 3 ในอีก 10 ปีข้างหน้า ท่าเรือแหลมฉบังจะเต็มขีดความสามารถ สินค้าส่วนที่เกินจากนั้นจะมีปัญหาในการขนส่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ จากปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม จนมีผลมาถึงการปรับลดงบประมาณของแต่ละกระทรวง เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเข้าใจ แต่โครงการนี้ก็ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าไปตามแผนงาน เราคาดว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วรัฐบาลจะพิจารณาให้การสนับสนุนต่อโครงการนี้" ร.ต.ต.มนตรีกล่าว

     นี่จึงเป็นเป้าหมายของการท่าเรือแห่งประเทศไทย กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านกิจการพาณิชย์นาวี ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง