ข่าว

สื่อเผยนาทีชีวิต'กัดดาฟี'ก่อนตาย

สื่อเผยนาทีชีวิต'กัดดาฟี'ก่อนตาย

21 ต.ค. 2554

สื่อท้องถิ่น เผย เหตุการณ์ช่วงสุดท้ายของ 'กัดดาฟี' ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะถูกสังหารและปิดฉากชีวิตจอมเผด็จการ

          เว็บไซท์แท็บลอยด์ เดลี่ เมล รายงานว่า ปฏิบัติการถล่มที่มั่นสำคัญแห่งสุดท้ายของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ได้เริ่มต้นเมื่อเวลา 08.00 น. ของเมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 13.00 น.ตามเวลาในไทย เมื่อรถถัง 2 คัน ของนักรบของสภาการถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติของลิเบียหรือ NTC รวมถึงปืนใหญ่และปืนต่อต้านอากาศยาน ได้ระดมยิงถล่มอาคารคอนกรีตและบ้านเรือนจำนวนหนึ่ง ก่อนที่นักรบ NTC หลายร้อยคน จะกรูกันเข้าไป ทำให้หน่วยซุ่มยิง

          ซึ่งเป็นทหารรับจ้างจากแอฟริกาเหนือ และกองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟีต้องแตกกระจายเพราะฐานที่มั่นถูกยึด บางคนยอมมอบตัว แต่บางคนเลือกสู้จนตัวตาย

          พันเอกกัดดาฟี ซึ่งหลายคนเชื่อว่า ซ่อนตัวอยู่ในทะเลทรายทางตอนใต้ของประเทศ ด้านที่ติดกับประเทศไนเจอร์ กลับต่อสู้ป้องกันเมืองเซิร์ทของเขา ซึ่งเมื่อช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ว่า เมืองเซิร์ทจะถูกตัดขาด แต่กองกำลังของเขาก็สามารถโจมตีตอบโต้ และทำให้นักรบ NTC ได้รับบาดเจ็บกว่า 10 คน

          พันเอกกัดดาฟี อาศัยอยู่ในบังเกอร์กับคนใกล้ชิดนานนับ 10 วัน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจใช้แผนหลบหนีที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยการใช้ขบวนรถ 100 คัน หักฝ่าวงล้อมของ NTC โดยในจำนวนนี้ มีอยู่ 5 คัน ที่เป็นรถของพันเอกกัดดาฟี่และคนใกล้ชิดที่สำคัญ โดยเชื่อว่า จะให้หน่วยซุ่มยิงและพวกที่คุมอาวุธหนักช่วยเปิดทางให้ เพื่อให้รถยนต์ 5 คัน และนับรบส่วนหนึ่งหนีไปได้

          รายงานระบุว่า ขบวนรถได้วิ่งไปยังสองเส้นทาง โดยในจำนวนนี้ มีอยู่ 75 คันที่เป็นรถของพวกนักรบ ได้มุ่งสู่ถนนใหญ่ ส่วนที่เหลือแยกออกไปในเส้นทางทะเลทรายมุ่งหน้าลงใต้ แต่การหลบหนีเป็นช่วงที่ท้องฟ้าเปิด ทำให้เครื่องบินสอดแนมและฝูงบินรถทอร์นาโดของกองทัพอากาศอังกฤษ หรือ RAF เห็นขบวนรถอย่างชัดเจน และทราบดีว่า ต้องเป็นเป้าหมายมูลค่าสูง เนื่องจากเป็นขบวนใหญ่ และยังตรวจจับการบัญชาการและควบคุมภายในขบวนรถได้ จึงได้ตัดสินใจโจมตี โดยเครื่องบินไร้คนขับ โดรน ของสหรัฐ ได้ยิงขีปนาวุธเฮลไฟร์ก่อน ตามด้วยการโจมตีระลอกสองของเครื่องบินรบฝรั่งเศส

          สภาพหลังการโจมตี พบว่า รถปิ๊คอัพติดปืนกลหนักหลายคัน ถูกระเบิดไหม้เป็นจุล คนขับรถถูกไฟเผาเหลือแต่โครงกระดูกยังคาอยู่ที่เบาะนั่ง เช่นเดียวกับผู้โดยสารอีกหลายคนในรถและชิ้นส่วนศพบนพื้นหญ้า ซึ่งประเมินได้ว่ามีราว 50 ศพ ส่วนคนที่รอดชีวิตและคิดว่าหนีไมพ้น ได้ยอมมอบตัว และมีอยู่คนหนึ่งที่ร้องบอกว่า พันเอกกัดดาฟีอยู่กับพวกเขา

          พันเอกกัดดาฟีในสภาพบาดเจ็บได้อาศัยต้นไม้เป็นที่กำบัง ไปซ่อนตัวในที่ระบายน้ำ พร้อมกับองครักษ์อีกหลายคน ซึ่งตอนแรกกองกำลัง NTC ได้ยิงปืนกลเปิดทาง แต่ต่อมา องครักษ์คนหนึ่งของพันเอกกัดดาฟี ได้โบกปืนไรเฟิล และตะโกนยอมแพ้และบอกว่า พันเอกกัดดาฟีอยู่กับเขาและบาดเจ็บ นักรบ NTC เข้าไปเอาตัวพันเอกกัดดาฟีออกมา ซึ่งได้ยินเสียงพันเอกกัดดาฟีถามว่า เกิดความผิดพลาดอะไรขึ้น .... เกิดอะไรขึ้น

          พันเอกกัดดาฟี ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน ที่ขาข้างหนึ่งและที่หลัง เขาถูกไปยังรถจี๊ฟที่อยู่ไกล 50 หลา ก่อนจะถูกโยนขึ้นไปบนกระโปรงรถ นักรบหลายคนเข้าไปรุมล้อมเขา ตบหน้า ก่อนจะยิงเขาที่ท้องและศีรษะ มีรายงานว่า นายมูทัสซิม บุตรชายของเขาก็ถูกสังหารพร้อมกับผู้บัญชาการทหารในเมืองเซิร์ท หลายฝ่ายเชื่อว่า นักรบที่สังหารพันเอกกัดดาฟีจะเป็นนักรบที่มาจากเมืองมิสราต้า ที่ถูกกองกำลังของพันเอกกัดดาฟีถล่มอย่างหนักหน่วง
ติดต่อกันหลายสัปดาห์ ในระหว่างสงครามกลางเมืองที่ใช้เวลาถึง 8 เดือน

          ศพของพันเอกกัดดาฟีถูกวางไว้บนหลังคารถ ขณะถูกแห่ประจานตามถนนในเมืองมิสราต้า ท่ามกลางเสียงสาปแช่ง และเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของชาวเมือง ส่วนที่เมืองเซิร์ท ยังคงมีการค้นหาพวกนักรบที่ยังภักดีต่อพันเอกกัดดาฟี และจับกุมได้กว่า 10 คน พร้อมกับอาวุธอีกจำนวนมาก พวกที่ถูกจับถูกนักรบ NTC รุมทำร้าย จนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยห้ามปราม

          การเสียชีวิตของพันเอกกัดดาฟี เป็นการปิดฉากชีวิตของผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมเผด็จการที่ปกครองประเทศอย่างกดขี่มานาน 42 ปี และได้ชื่อว่า เป็นผู้คลั่งไคล้เครื่องแบบที่เต็มไปด้วยสีสัน ที่เค้าออกแบบเอง รวมถึงการใช้องค์รักษ์ผู้หญิงที่เชื่อว่าถูกฝึกให้เป็นมือสังหารและกระโจมที่พักแบบเบดูอิน ตอนที่นาโต้ถล่มกรุงทริโปลี พันเอกกัดดาฟีได้หายตัวไปทำให้เชื่อว่า เขาอาจหลบไปอยู่ในทะเลทรายทางตอนใต้ของประเทศ

          ในขณะที่บรรดาผู้นำหลายชาติอาหรับ ต้องยอมก้าวลงจากอำนาจเพราะการลุกฮือประท้วงขับไล่ พันเอกกัดดาฟีกลับเลือกที่จะปราบปรามและต่อสู้อย่างนองเลือด ทำให้นาโต้ต้องเข้าไปแทรกแซง ช่วงที่นาโต้ถล่มกรุงทริโปลีอย่างต่อเนื่อง พันเอกกัดดาฟีสามารถเอาตัวรอดไปได้จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม เขาได้ท้าทายนาโต้ว่า ไม่มีทางพบตัวเขา เขาอยู่ในที่ ที่ผู้บุกไม่อาจเข้าถึงและสังหารเขาได้

          ตลอดระยะเวลา 42 ปี เขาทำตัวเป็นอริกับหลายชาติ ขณะเดียวกันก็ควบคุมอย่างเข้มงวดต่อผู้ที่มีความเห็นต่อต้านและไม่ยอมแต่งตั้งผู้สืบทอดอำนาจ แต่ช่วงหลังเขาสามารถเข้าถึงมหาอำนาจตะวันตก ด้วยการยอมทำลายอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูง เพื่อแลกกับการถูกยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านตามกระแสอาหรับสปริง ที่แพร่ตั้งแต่ตะวันออกกลางจนถึงแอฟริกาเหนือ

          พันเอกกัดดาฟี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดคนหนึ่งของโลก ไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล เขาถูกเรียกว่าเป็น " บราเธอร์ ลี้ดเดอร์ " และ " ผู้ชี้นำการปฏิวัติ "(Guide of the Revolution) เขาต้องการแผ่อิทธิพลในแอฟริกา ใช้ความมั่งคั่งของการเป็นเศรษฐีน้ำมัน ช่วยเหลือประเทศที่ยากจนกว่าในกาฬทวีป เพื่อให้เป็นตามที่เขาตั้งตัวเองเป็นราชัญย์แห่งราชา เขาชอบต้อนรับอาคันตุกะจากต่างแดนที่กระโจมเบดูอิน ท่ามกลางการ
อารักขาของเหล่าองครักษ์หญิง

          จากเอกสารลับทางการทูตของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่เว็บไซท์วิกิลี้ค นำมาเผยแพร่ระบุว่า พันเอกกัดดาฟียืนกรานจะพักอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ตอนที่เขาไปเยือนนิวยอร์ค เมื่อปี 2552เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ และมีรายงานว่า เขาไม่สามารถขึ้นบันไดที่สูงกว่า 35 ขั้นได้ เขายังต้องพึ่งพยาบาลยูเครนถึง 4 คน รวมทั้ง กาลีน่า โคโลนิตสก้าวัย 38 ปี ที่ถูกระบุว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพันเอกกัดดาฟี และได้หนีออกจากลิเบียตั้งแต่การโจมตีเปิดฉากขึ้น