
'ปู'วอนทุกฝ่ายทำงานเต็มที่
นายกฯ วอนทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ ทั้งกทม.-ศปภ. อย่าต่างคนต่างทำ ประเทศจะเดินไม่ได้ แจงเหตุไม่ประกาศพรก.ฉุกเฉิน หวั่นต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น
21 ต.ค.54 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ออกมาเรียกร้องให้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)ดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่น้ำทะลักเข้าคลองประปา เขตหลักสี่ และดอนเมือง โดยอ้างว่ากทม.ไม่ได้รับผิดชอบดูแลพื้นที่น้ำในคลองประปาว่า วันนี้ตนไม่ต้องการที่จะพูดคำว่าเรา แต่ต้องการความเป็นเอกภาพ เพราะวันนี้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัด หรือกทม.ต้องมีภาระรับผิดชอบร่วมกัน และขอให้กทม.ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ขอความกรุณาอย่ามองว่าส่วนไหนเป็นหน้าที่ของ ศปภ.หรือรัฐบาลเลย เพราะที่จริงแล้วรัฐบาลดูภาพรวม และดูแลพี่น้องประชาชนหลายจังหวัด ถ้าทาง กทม.จะช่วยเหลือได้ในส่วนของพื้นที่นี้จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทางรัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่ถ้ากทม.คิดว่าดูแลไม่ไหว เราก็จะเข้าไปดูแล ในความรับผิดชอบพี่น้องประชาชนนั้นไม่ว่าจะอยู่จังหวัดใด ถือว่าเป็นหน้าที่ที่เรารับผิดชอบร่วมกัน และวันนี้ต้องขอแรงในการรวมพลังช่วยกันทุกส่วนเพื่อต่อสู้กับอุทกภัย เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่หนักมาก เราต้องการความร่วมมือร่วมใจความเป็นเอกภาพที่จะมองภาพรวม ถ้าต่างคนต่างมองในมุมของตนเองจะทำให้ประเทศเดินไม่ได้ วันนี้ตนได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่จะต้องมาทบทวนกันอีกครั้งว่าจุดใดบ้าง ที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอีกส่วนต้องวางแผนในการดูแลประชาชน เพราะวันนี้เรื่องชีวิตคนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนได้สั่งการให้แบ่งสายโดยประกาศออกไมค์ให้พี่น้องประชาชนอพยพเพราะเราคงรับ ออกมาทีละครอบครัวคงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงเวลาที่นายกฯจะพิจารณาประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการฉุกเฉิน เพื่อจะได้มีอำนาจสั่งการได้เต็มที่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็จะไปพิจารณาดู แต่จริงๆแล้วต้องเรียนว่าการสั่งการวันนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานมีใจช่วยเหลือ ประเทศไทยวันนี้เราไม่อยากเห็นภาวะเช่นนี้ เพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีปัญหาอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมใจกันเถอะทำงานที่จะกู้ภาวะวิกฤตนี้ ถ้ายิ่งประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยิ่งกระทบต่อความมั่นใจของต่างชาติ ที่จะบอกว่าประเทศไทยดูแลกันเองไม่ได้ ซึ่งจริงๆวันนี้เราต้องนำสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความสามัคคีปรองดองในการทำงานร่วมกัน อย่างในส่วนของเหล่าทัพเราได้รับความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพอย่างดี ก็ไม่แน่ใจว่าการที่จะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะช่วยให้ดีขึ้นหรือไม่ถ้าใจของคนเราไม่ได้รวมกัน ที่สำคัญวันนี้การประกาศ พ.ร.ก. คือ การบังคับใช้หน่วยงานราชการแต่วันนี้ ศปภ.ได้รับความร่วมมืออย่ามากจากพี่น้องประชาชน จากหน่วยงานเอกชน ทุกหน่วยงานที่มาช่วยกัน รวมทั้งสื่อมวลชนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่เลยไม่แน่ใจว่าประกาศพ.ร.ก.จะได้ประโยชน์อะไร เพราะมันคือการทำงานร่วมกัน
เมื่อถามว่า แต่ทาง กทม.ไม่ให้ความร่วมมือเราจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องหารือกทม.อย่างชัดเจนก็หวังว่าเราจะไม่มาเล่นการเมืองกันตรงนี้ หวังว่าเราจะทำงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน แล้วอย่ามองว่าการเป็นคนละพรรคหรือคนละเขตนั้นจะทำงานร่วมกันไม่ได้ ตนยินดีเข้าไปทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานและยินดีรับฟังทุกหน่วยงานเพื่อคนไทย ทุกคน เมื่อถามต่อว่า ถ้ากทม.บอกว่าไม่พร้อมรัฐบาลจะยินดีเข้าไปดูแลหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ดิฉันขอไม่พูดดีกว่า เพราะถ้าการพูดของเราออกไปยิ่งทำให้เกิดควมเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน ดิฉันอยากจะมองในเจตนาดีว่าท่านผู้ว่าฯกทม.เองอยากให้มีกลไกช่วยกันขอให้ท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที่ และขอร้องทุกท่านทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อประชาชนวันนี้ให้เรา ก้าวผ่านวิกฤตให้ได้"
ทั้งนี้ เมื่อถามย้ำว่า ถ้าพื้นที่ไหนกทม.ไม่พร้อมศปภ.พร้อมจะเข้าไปดูหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า พร้อม เราพร้อมเข้าไปช่วย อย่างเมื่อคืนวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมาเราก็เข้าไปดูพื้นที่สายไหมเพราะเราเป็นห่วง ก็เข้าไปดูเพื่อให้แน่ใจว่ากทม.ต้องการความช่วยเหลือจากเราหรือไม่ ล่าสุดที่ได้ไปดูสามารถดูแลตัวเอง และก็มีการฝากทางกทม.แล้วในเรื่องการระบายน้ำให้เต็มที่ ตนคอยที่จะความร่วมมือ และยินดีเสมอส่วนไหนที่ ศปภ.หรือรัฐบาล ทุกหน่วยงานจะเข้าไปดูได้ก็ยินดีช่วยกันเต็มที่อยากให้รวมกันเป็นหนึ่งจริงๆ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์คลองประปาตนจะเข้าไปประชุมสถานการณ์ ตนได้สั่งการกทมที่ดูเรื่องน้ำให้ประชุมประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ส่วนใหญ่พื้นที่เขดอนเมืองยังสูงแต่เราอยากดูเรื่องเส้นทางคมนาคมที่เป็นปัญหา จัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนจอดรถและต้องขอพื้นที่การจราจรเพราะถ้าจอดปิด การจราจรจะเดินทางกันไม่ได้ก็ยิ่งจะทำให้ผู้คนตระหนกตกใจ และไม่สา มารถจะเข้าไปดูแลช่วยเหลือกันได้ รวมถึงการดูแลพื้นที่สำคัญ เช่น บริเวณพระราชวัง หรือพื้นที่สำคัญๆต้องมีผู้ที่คอยดูแลปกป้องรักษาด้วย ขณะเดียวกันต้องมีอีกทีมที่ต้องดูแลการอพยพพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น และหาพื้นที่ศูนย์อพยพเพิ่มเติม จะขอไปประเมินตรวจสอบให้รอบคอบก่อน
เมื่อถามว่าคาดว่าวันนี้น้ำจะเข้ากทม.มากขนาดไหน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอดูเรื่องการทำงานระบายน้ำ จากที่ได้อธิบายไปเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ไปแล้วว่าน้ำในส่วนของคลองเปรมประชากรนั้นมามาก และพื้นที่ตรงนั้นเป็นแอ่ง ดังนั้นเราจะพยายามให้น้ำเบี่ยงออกเพื่อให้คลองรังสิตประยูรศักดิ์ระบายน้ำ ได้ เท่าที่ทราบระดับน้ำสูงไม่ทราบว่าเครื่องระบายน้ำจะทำงานได้เต็มที่หรือไม่ ซึ่งทางกรมชลประทานประเมินอยู่ อยากให้พี่น้องประชาชนกทม.ทุกส่วนเตรียมเคลื่อนย้ายสิ่งของให้สูงขึ้น เป็นการเตรียมตัวพร้อมไว้ก่อน เราพยายามจะประเมินสถานการณ์ให้เร็ว และแจ้งให้ทราบ วันนี้เราหาทางเร่งระบายน้ำ เมื่อถามว่า นายกฯจะแน่ใจได้อย่างไรว่า กทม.จะเปิดประตูน้ำตามที่ร้องขอไปแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะมีการคุยกับทางกทม.อีกครั้งในภาพรวมว่ากทม.จะรับปริมาณน้ำได้เท่า ไหร่
นายกฯ เตรียมใช้อำนาจพ.ร.บ.ป้องกันสาธารณภัยฯ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งผู้บัญชาการ 4 เหล่าทัพ กรมชลประทาน พร้อมระบุว่า ขณะนี้ รัฐบาลได้ออกคำสั่งเตือนภัยพิบัติร้ายแรง ตามมาตรา 31 ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพและให้มีการรายงานความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรี โดยตรง
ทั้งนี้ จะมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ซึ่งมีภารกิจสำคัญ คือ การเร่งผลักดันน้ำออกทางตะวันออก และระบายลงสู่ทะเล โดยให้ประสานการทำงานกับกรุงเทพมหานคร ควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและทิศทางการไหลของน้ำให้สัมพันธ์กัน พร้อมกำหนดแนวทางให้หน่วยงานรับผิดชอบ แบ่งเป็น มอบหมายกระทรวงกลาโหมและกองทัพจัดกำลังเฝ้ารักษาแนวคันกั้นน้ำโครงการพระราชดำริตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงรักษาพื้นที่ที่สำคัญ เช่น พระบรมมหาราชวัง แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ โรงไฟฟ้า การประปา โรงพยาบาลศิริราช สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองพร้อมทั้งให้ดูแลพื้นที่ชุมชนเมืองเอก หลักหก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่ประสบภัย จะมีการแบ่งงานอย่างชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือ หรืออพยพประชาชนในพื้นที่ รวมถึงต้องสำรวจพื้นที่หรือสถานที่รองรับหรือตึกสูงในกรณีมีการอพยพประชาชน ซึ่งรวมถึงโรงเรียนหรือหน่วยทหารต่างๆ พร้อมทั้งจะประสานขอความร่วมมือภาคเอกชน ในการให้ความช่วยเหลือต่อไปด้วย
"สามีนายกฯ" เผย "ยิ่งลักษณ์" ห่วงคนติดในพื้นที่น้ำท่วม
นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าขณะนี้ นายกฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม อาทิ พื้นที่จ.นนทบุรี ทั้งนี้ตนได้กล่าวให้กำลังใจนายกฯ และขอให้ทุ่มเทการทำงานให้เต็มที่ ส่วนผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถกำหนดได้ ดังนั้นต้องทำให้ดีที่สุด
"ที่ผ่านมานายกฯ ไม่เคยตำหนิการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้บอกว่าทุกหน่วยงานได้ทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่ และทุกหน่วยงานเหนื่อย" นายอนุสรณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้จะมีภาพความร่วมมือแต่การทำงานยังถูกมองว่าไม่เป็นเอกภาพ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ต้องมองในภาพรวม แต่ยอมรับว่าเมื่อมีกลุ่มใหญ่มาทำงานร่วมกันอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ แต่ที่ผ่านมายังพบว่าทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานได้
'นายกฯ'งัดม.31พ.ร.บ.บรรเทาสาธารณภัยสั่งกทม.เปิดประตูระบายน้ำ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) ร่วมกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการ ศปภ. นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ผบ.ทบ. พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการ ผบ.ตร. และพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ.10
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ภาพรวมปริมาณน้ำในวันนี้อยู่ในระดับคงที่ และถือว่าผ่านไปได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้สถานการณ์ในคลองประปาที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เนื่องจากมีแนวพนังกั้นน้ำที่มาจากคลองบางหลวงชำรุด ซึ่งเรื่องนี้จะให้ผู้ว่าการประปาเป็นผู้ชี้แจงว่าจะมีการป้องกันอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ต้องเร่งประสานงาน โดยให้ทางการประปาเป็นผู้รับผิดชอบดูแล และเฝ้าระวัง ไม่ให้คลองประปาแตก รวมทั้งน้ำที่จะไหลไปผสมกับคลองประปาก็ต้องสะอาด เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความมั่นใจในระบบน้ำประปา
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่าว่า ในการระบายน้ำเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ขอให้ทุกฝ่ายทำงานให้มีความสัมพันธ์และมีเอกภาพมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือกับทุกหน่วยงานรวมถึงทางกองทัพ ที่ให้ความร่วมมือกับ ศปภ. และรัฐบาลเป็นอย่างดี ภายใต้การกำหนด ได้มีการออกคำสั่ง ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติป้องกันบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาตรา 31 ทีกำหนดคณะบุคคลรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษรในการเข้าแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อให้การทำงานมีเอกภาพ ซึ่งหลังจากการประชุมหารือวันนี้ ตนจะมีคำสั่ง ที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกิดความสัมพันธ์กัน และที่สำคัญคือเพื่อให้การเร่งระบายน้ำออกไปยังฝั่งตะวันออกโดยเร็วนั้น ระบบการระบาย และคำสั่งต่าง ๆ ต้องเป็นคำสั่งที่ชัดเจน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานในการติดตามดูระดับน้ำและจัดการระบบน้ำในแต่ละส่วน เพื่อให้ไปตามคำสั่ง ซึ่งรวมถึงการทำงานรวมกับทาง กทม. แม้ว่าการทำงานของ กทม.จะแยกส่วนกัน แต่การทำงานในภาพรวมจะต้องประสานกัน เพื่อให้การเปิดประตูระบายน้ำเป็นไปด้วยความเต็มที่ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ที่ดูแลประตูระบายน้ำทุกประตู ขอให้มีการระบายทุกจุดอย่างเต็มที่และมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการระบายน้ำออกสู่ทะเล เพราะหากประตูระบายน้ำแรกเปิดอย่างเต็มที่ แต่อีกประตูเปิดไม่เต็มที่ แน่นอนว่าน้ำจะไม่มีทางระบายลงได้ จึงจะขอความร่วมมือทุกหน่วยงาน เพื่อให้ระดับน้ำระบายออกสู่ทะเลได้มากที่สุด และลดความเสียหาย หากส่วนไหนที่บล็อกทางน้ำ ขอให้ประสานงานกับพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้จะออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้ทุกคนได้รับทราบ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หลักของการระบายน้ำ และการระบายน้ำในจุดสำคัญเพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด และการระบายน้ำลงสู่ทะเล เพื่อลดการท่วมขังของน้ำ ที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ขณะนี้ให้เร็วที่สุด โดยตนขอรักษาจุดสำคัญต่าง ๆ ดังนี้ อาทิ แนวคันพระราชดำริ ซึ่งเป็นจุดที่แข็งแรง แต่เราก็มีความเป็นห่วง โดยขอให้ทางกองทัพจัดเวรเฝ้ายามตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในวันนี้ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เฝ้าระวังในทุกจุด และรายงานความคืบหน้าทุก 2 ชั่วโมง ในเรื่องของระดับน้ำ เพื่อให้เห็นว่าการทำงานในแต่ระดับมีความสัมพันธ์กัน ส่วนการรักษาสถานที่สำคัญขอให้ทุกหน่วยงานที่ดูแลในทุกจังหวัดที่มีน้ำท่วมขัง รวมถึงกทม. ให้เฝ้าระวังสถานที่สำคัญดังนี้ สถานที่ผลิตไฟฟ้า การประปา สำนักพระราชวัง โรงพยาบาลศิริราช สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสถานที่ทั้งหมดนี้ต้องแน่ใจว่า จะได้รับการดูแลให้ปลอดภัยที่สุด เพราะหากเสียหายก็จะป้องกันได้ยาก ซึ่งหลังจากการประชุมจะมอบหมายให้ พล.ต.อ.ประชา เป็นผู้ประสานกับทุกหน่วยงานเพื่อขอรายชื่อผู้รับผิดชอบ เพื่อให้มีแผนการทำงานที่มีความชัดเจน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับจุดแนวกั้นน้ำที่กองทัพดูแล คือจุดเมืองเอก หลัก 6ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการเฝ้าระวัง ตลอด 24ชั่วโมง และในส่วนของเส้นทางคมนาคม เพื่อไม่ให้เกิดความประมาทและเป็นการรองรับสถานการณ์โดยเส้นทางคมนาคมหลัก อาทิ เช่น โทลล์เวล ต้องสามารถใช้การได้ และเส้นทางขึ้นลงต้องไม่ติดขัดเช่นกัน โดยขอให้เจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคม ไปดูพื้นที่เส้นทางหลัก ๆ โดยเฉพาะเส้นทางที่เข้าสู่ กทม. และเส้นทางการขนส่งสินค้า ไม่ให้เกิดการติดขัดต่อการใช้การใช้อุปโภค-บริโภค ต่อชีวิตประชาน
โดยเส้นทางเหล่านั้น ต้องไม่ถูกปิดหรือเป็นอัมพาต และสามารถหาที่จอดรถให้กับประชาชนได้ และสิ่งสำคัญคือในส่วนรถไฟฟ้าต้องสามารถใช้การได้ รวมถึงสถานีรถไฟ ทั้งนี้ที่หลายฝ่ายเป็นกังวล ในเรื่องการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย ที่มีประชาชนประสบอุทกภัยจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ปทุมธานี และนนทบุรี ส่วนกทม.ก็ต้องมีการวางแผนเพื่อรองรับ เพื่อไม่ประมาท โดยขอให้ทุกคนแบ่งสายเข้าไปดูแล เนื่องจากการช่วยเหลือประชาชนไม่สามารถดูแลได้ทีละคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรา 31 ของ พ.ร.บ.บรรเทาสาธารณภัยฯ ระบุว่า "ในกรณีที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจสั่งการผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการ หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมตลอดทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่ที่กำหนดก็ได้ โดยให้มีอำนาจเช่นเดียวกับผู้บัญชาการตามมาตรา 13 และผู้อำนวยการตามมาตรา 21 และมีอำนาจกำกับและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการ รองผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และเจ้าพนักงานในการดำเนินการตามมาตรา 25 มาตรา 28 และมาตรา 29 ด้วย
เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แล้วแต่กรณี"
ดังนั้นการบังคับกาประกาศตาม กฎหมายมาตราดังกล่าวจะหมายถึงการใช้อำนาจ สั่งการให้เปิดประตูระบายน้ำที่อยู่ในความควบคุมของ กทม. ซึ่ง หาก กทม. ไม่ยอมปฏิบัติตาม ก็จะมีความผิดฐานปกิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. กล่าวยอมรับว่ารับทราบการใช้อำนาจตามกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะสามารถสั่งงานหน่วยงานต่างๆได้ง่ายขึ้น หาก รัฐบาล สั่ง กทม. ก็ต้องดำเนินการทำตาม แต่หากเรื่องไหนไม่เห็นด้วยก็ต้องค้านด้วยเหตุผล
"ยืนยันว่าว่าการประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว จะไม่ขัดกับการทำงานของ กทม. แต่จะให้ทำงานได้ง่ายขึ้น" ผู้ว่าราชการ กทม. กล่าว



