ข่าว

สั่ง7นิคมฝั่งตะวันออกทำแผนอพยพ

สั่ง7นิคมฝั่งตะวันออกทำแผนอพยพ

20 ต.ค. 2554

ก.อุตสาหกรรม สั่ง 7 นิคมฝั่งตะวันออกเตรียมแผนอพยพ ระบุน้ำจะเข้ามาโจมตีสายฟ้าแลบเป็นการป้องกันล่วงหน้า คลังเตรียมเงิน 6 หมื่นล้านอุ้มเอสเอ็มอี ขณะที่ ธ.ก.ส.เร่งหาแนวทางจูงใจชาวนาลดรอบทำนา หาพื้นที่รับน้ำบ่า

          นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ 7 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน, ลาดกระบัง, อัญธานี, เวลโกรว์, บางพลี, บางปู, และทีเอฟดี เตรียมแผนอพยพแรงงาน และเคลื่อนย้ายเครื่องจักร รวมทั้งสินค้า เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากประสบการณ์ในหลายนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องเสียหายไป เพราะปริมาณน้ำในครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น แผนการรับมือแบบเดิมๆ ไม่สามารถนำมาใช้ได้

           "ปริมาณน้ำจะเข้ามาโจมตีอย่างสายฟ้าแลบ ซึ่งการป้องกันล่วงหน้าไว้ดีกว่า หากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าน้ำทะลักเข้ามาจริงจะได้ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยได้ย้ำว่าอย่าต่อสู้แบบวัดดวง แต่ต้องเตรียมการอพยพให้พร้อม นักลงทุนญี่ปุ่นต่างคาดหวังให้รัฐบาลป้องกันนิคมอุตสาหกรรมที่เหลือให้เสียหายน้อยที่สุด ถ้าคราวนี้พลาดอีกก็ไม่สามารถแก้ตัวได้เลย" นายวรรณรัตน์กล่าว

           นางมณฑา ประนุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ยื่นหนังสือขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน และลาดกระบัง ให้หยุดประกอบกิจการ และให้จัดการป้องกันเครื่องจักร ขนย้ายอุปกรณ์ สินค้า รวมทั้งขนย้ายสารเคมีที่มีพิษไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว


 เอกชนจี้รัฐป้องนิคมฯที่เหลือ


           ด้านนายพงษ์เดช ศรีวชิรประดิษฐ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทย ฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่า แม้มีนิคมอุตสาหกรรมเสียหายจากน้ำท่วมไปแล้ว 6 แห่ง ทำให้ฮอนด้าได้รับผลกระทบพอสมควร แต่ก็รู้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อย่างไรก็ตามคาดหวังให้รัฐบาลสู้ต่อไป ถ้ารัฐบาลสู้ภาคเอกชนก็พร้อมที่จะสู้ด้วยกัน โดยในส่วนของโรงงานฮอนด้า ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังนั้น ขณะนี้ในสายการผลิตรถจักรยานยนต์ได้หยุดดำเนินการไปแล้ว 4-5 วัน เหลือเพียงการผลิตอุปกรณ์เพื่อส่งออก


           นอกจากนี้ ฮอนด้าได้ปิดตัวอาคารทางเข้า-ออก วางแนวกระสอบทรายรอบโรงงาน และเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์ขึ้นไปไว้ชั้น 2 ซึ่งสูงกว่า 5 เมตร ถอดอุปกรณ์ไฟฟ้าในเครื่องจักรไว้ที่สูง จึงมีความมั่นใจว่าสินค้ามีความปลอดภัยแน่นอน รวมทั้งยังได้ส่งพนักงานไปประจำคอยดูแลระดับน้ำในคลองตลอดเวลา เพื่อจะได้รับมือได้ทัน

           นายสุรพร สิมะกุลธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กุลธรเคอร์บี้ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในโรงงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง กล่าวว่า ขณะนี้ต้องควบคุมกระจายน้ำออกไปให้ระดับความสูงของน้ำไม่เกิน 2 เมตร เพราะหากสูงเกิน 2.30 เมตร นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่สามารถรับมือได้ รวมทั้งจะต้องเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ไว้ให้พร้อม เพื่อรองรับหากน้ำเข้าท่วมก็ต้องยันไว้ เร่งสูบออกไม่ให้เกิน 2 เมตร หากรัฐบาลรักษาโรงงานที่เหลือไว้ไม่ได้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 5% อาจจะติดลบ 5% ก็ได้ เพราะโรงงานที่ไม่ถูกน้ำท่วมไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เพราะขาดชิ้นส่วนการผลิต

           "รัฐบาลจะต้องป้องกันนิคมอุตสาหกรรมที่เหลือให้ได้ หากป้องกันไม่ได้รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ คนบริหารประเทศจะต้องทำงานเป็น ถ้าทำไม่เป็นต้องถอยให้คนที่ทำเป็นเข้ามาจัดการ อย่าทนอยู่จนต้องให้ประชาชนออกมาไล่" นายสุรพรกล่าว

 

 คลังเตรียม6หมื่นล้านอุ้มเอสเอ็มอี


           ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจที่ประสบอุทกภัยว่า กระทรวงการคลังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ประสบเหตุอุทกภัยเพิ่มเติม เพราะมองว่าเมื่อกิจการได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมแล้ว จะส่งผลต่อกำไรของธุรกิจลดลงโดยอัตโนมัติ ภาระการจ่ายภาษีก็ลดลงไปด้วย และค่าใช้จ่ายจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว

           สำหรับแนวทางที่จะดำเนินการคือ การจัดให้มีวงเงินเพื่อการฟื้นฟูหลังเหตุน้ำท่วมให้เพียงพอและคล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในสัปดาห์หน้า ให้มีการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (ธพว.) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และปล่อยกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์อีก 5 หมื่นล้านบาท เพราะมีความคล่องตัวกว่า แต่จะเป็นการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาร่วมค้ำประกันสินเชื่อ โดยจะเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันเพิ่มจากปัจจุบันที่ทำอยู่ 15% เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น

           นอกจากนั้น ยังจะมีอีกวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่จะค้ำประกันสำหรับธุรกิจเกิดใหม่หรือตั้งตัวใหม่ที่ดำเนินธุรกิจไม่เกิน 2 ปี ที่ต้องการเงินทุนในการเสริมธุรกิจ ด้วยการตั้งกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) เพื่อมาลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่ที่ต้องการเงินลงทุน ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะมีการชดเชยให้ครึ่งหนึ่งหรือไม่ โดยธนาคารพาณิชย์ต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของธุรกิจประกอบด้วย

           “กระทรวงการคลังจะเสนอให้ปีหน้าเป็นปีแห่งการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยนอกจากการเตรียมความพร้อมจากผลกระทบในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทแล้ว ก็ยังจะมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนสินค้า เพิ่มมูลค่าการผลิต ก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หรือธุรกิจเอสเอ็มอี หากมีการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ ก็จะปรับเกณฑ์ให้สามารถหักค่าเสื่อมได้เต็มจำนวนในปีแรก หรือสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักจากกำไรได้ 100% ในปีแรกหรือหากกำไรไม่พอก็สามารถทยอยหักได้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นขึ้น และอำนวยความสะดวกในการลงทุนด้วย” นายธีระชัยกล่าว

           นายธีระชัยกล่าวถึงโรงงานขนาดใหญ่ที่ถูกน้ำท่วมว่า โรงงานส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติ จากการหารือเบื้องต้นพบว่าไม่ค่อยเป็นกังวล เพราะมีการประกันภัยทรัพย์สินและการเสียรายได้จากการทำธุรกิจ รวมทั้งยังมีธนาคารของชาติผู้ลงทุนในการดูแลปล่อยสินเชื่อระยะสั้น พร้อมเชื่อว่าในระยะสั้นบริษัทเหล่านี้จะไม่ปลดคนงาน เพราะมีเงินช่วยเหลือจากบริษัทแม่ในต่างชาติ หรือหากจำเป็นก็จะจ่ายเงินบางส่วนให้คนงานด้วย โดยสิ่งที่รัฐบาลจะเร่งเข้าไปดำเนินการคือ เข้าไปช่วยบริษัทเหล่านั้นกู้คืนโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ให้กลับมาผลิตโดยเร็ว ทั้งการเข้าช่วยทำความสะอาด รวมถึงการคืนเงินประกันภัยด้วย

           “หากธุรกิจที่ไม่ไหว และจำเป็นต้องล้มหายตายจากไป รัฐบาลก็จะเข้าไปดูแล โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว ที่ต้องว่างงานจากโรงงานหยุดการผลิต รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานได้เข้าไปดูแลและประสานงานให้โยกย้ายไปทำงานในโรงงานที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมเป็นการชั่วคราว เพื่อลดผลกระทบต่อสังคมที่จะตามมา และวันที่ 21 ตุลาคมนี้ ผมก็จะหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อหารือในรายละเอียดของมาตรการธนาคารพาณิชย์ และการยกเว้นดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม” นายธีระชัยกล่าว


 8นิคมทำประกันรวม5แสนล.


           นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการทำประกันภัยนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย จำนวน 6 แห่ง คือ สหรัตนนคร โรจนะ ไฮเทค บางปะอิน แฟคตอรี่แลนด์ และนวนคร และพื้นที่เสี่ยงอีก 2 นิคมคือ บางกระดี และลาดกระบัง รวมมีวงเงินเอาประกันภัยจากการประกันภัยทรัพย์สินรวมเกือบ 5 แสนล้านบาท จำนวนผู้เอาประกันเกือบพันราย ซึ่งน้อยกว่าจำนวนโรงงาน เพราะส่วนหนึ่งเป็นการประกันภัยเป็นกลุ่ม โดยจำนวนเงินประกันดังกล่าวมีการทำประกันกับบริษัทประกันญี่ปุ่น 60%

           ส่วนบริษัทประกันภัยของไทยที่รับประกัน 40% นั้น ส่วนใหญ่ส่งไปทำประกันภัยต่อ จึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการจ่ายสินไหมในอนาคต ซึ่งขณะนี้บริษัทในนิคม 6 แห่งได้แจ้งขอเคลมประกันเข้ามาแล้วประมาณ 1 แสนล้านบาท

           “บริษัทขนาดใหญ่ในนิคมที่ได้รับความเสียหายไม่น่าห่วงมากเพราะส่วนใหญ่มีการทำประกันภัยน้ำท่วมและการสูญเสียรายได้ทางธุรกิจไว้แล้ว โดยหลังน้ำลดได้กำชับให้คปภ.ดูแลบริษัทประกันให้เข้าไปตรวจสอบความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมโดยเร็วไม่เกินภายใน 30 วัน โดยอาจผ่อนปรนระเบียบให้รวดเร็วขึ้นเพื่อช่วยให้เอกชนสามารถฟื้นฟูกิจการได้โดยเร็ว” นายอารีพงศ์ กล่าว


 ธ.ก.ส.เร่งสรุปลดพื้นที่ทำนา


           นายลักษณ์ วัจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า รมว.คลังได้มอบหมายให้เร่งศึกษามาตรการจูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงประสบภัยน้ำท่วม ลดการปลูกข้าวลงเพื่อให้เหลือพื้นที่ว่างรอบรับน้ำที่ไหลบ่ามาจากเขื่อนโดยน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงใกล้ระบบชลประทานแถบจังหวัดภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันตก ที่มีการทำนา 2 กรอบครึ่ง รวมพื้นที่กว่า 10 ล้านไร่ น่าจะมีบางจุดที่สามารถทำให้เป็นนาว่างรองรับน้ำที่ไหลบ่ามาได้โดยเฉพาะในปีที่น้ำมาก

           “ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 10 ล้านไร่ต้องเลิกทำนาทั้งหมด โดยจะร่วมหารือกับกระทรวงเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งว่าพื้นที่ใดควรลดการทำนาเหลือ 2 กรอบเพื่อให้มีช่วงนาว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เพื่อรองรับน้ำ แต่ไม่น่าจะเป็นพื้นที่ที่เสียหายหนักในเวลานี้อย่างอยุธยา นครสวรรค์ ลพบุรี อ่างทอง เป็นต้น” นายลักษณ์ กล่าวและว่า มาตรการจูงใจลดการทำนานอกจากการกำหนดรับข้าวเข้าโครงการจำนำแค่ 2 กรอบยังอาจรวมไปถึงการให้แรงจูงใจด้านการประกันภัยพืชผลด้วย
          
           นายลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ก็เคยศึกษาไว้แล้วในการลดพื้นที่การทำนาลงเพื่อจัดระเบียบการปลูกข้าวและรักษาพื้นดิน แต่ในจังหวัดภาคกลางยังไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะบริเวณนี้สามารถทำนาได้ทั้งปี จึงอยากให้ได้ผลผลิตจำนวนมากๆ แต่ต่อไปเมื่อมีประสบการณ์จากความเสียหายครั้งนี้น่าจะทำให้เกษตรกรและชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญและร่วมมือมากขึ้น เพราะความเดือดร้อนไม่เฉพาะตัวเกษตรกรเองยังรวมไปถึงครอบครัวที่ทำงานในนิคมอุตสากรรมต่างๆ ด้วย


ออมสินพร้อมปล่อยกู้ช่วยเหยื่อน้ำท่วม


           นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุอุทกภัยน้ำหลากท่วมอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ ธนาคารจึงได้ออกมาตรการเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูชีวิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุในครั้งนี้เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนคือ "สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนช่วยภัยน้ำท่วม" เป็นเงินกู้ตามความจำเป็นตามสภาพที่ได้รับผลกระทบในวงเงินรายละไม่เกิน 3 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 8% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 2 ปี ชำระเป็นรายเดือน โดยจะอนุมัติไม่เกิน 5 วันสามารถติดต่อยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

           ทั้งนี้ ผู้กู้ต้องมีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป มีความสามารถในการชำระเงินกู้ มีที่อยู่แน่นอนที่สามารถติดต่อได้ และมีอาชีพหรือมีรายได้ ใช้บุคคลค้ำประกัน 1 ราย ที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับผู้กู้ หรือเป็นลูกค้าของธนาคารออมสินก็สามารถกู้ได้ โดยติดต่อได้ที่สาขาที่ใช้บริการอยู่ หากอยู่ในพื้นที่ประสบภัย ไม่สะดวกเดินทางไปสาขา สามารถติดต่อได้ที่รถตู้เคลื่อนที่ของธนาคารออมสินที่ออกไปอำนวยความสะดวกตามเส้นทางต่างๆ ในพื้นที่ประสบภัย หรือสอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วนธนาคารออมสิน โทร.1115

           ด้านนายอิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและเบี้ยปรับล่าช้า และจะได้รับเสนอโปรแกรมปรับลดยอดการผ่อนชำระและปรับยืดเวลาการชำระค่างวด โดยลูกค้าที่เป็นหนี้ขาดผ่อนชำระไม่เกิน 30 วัน ณ ปัจจุบัน สามารถปรับลดการผ่อนค่างวดรายเดือนสูงสุดไม่เกิน 50% ของยอดผ่อนชำระปกติ เป็นระยะเวลานานสูงสุด 12 เดือน และขยายระยะเวลาการผ่อนชำระจากสัญญาเดิมสูงสุดไม่เกิน 6 เดือนและรวมสัญญาเดิมต้องไม่เกิน 7 ปี


           ตลาดทุนตั้งกองทุน 500 ล้าน

           ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทจดทะเบียน สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) สมาคมตราสารหนี้ สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ได้มีการประชุมร่วมกันกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือเกี่ยวกับการตั้งกองทุนเพื่อฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

           นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 500 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยตลาดหลักทรัพย์ จะจ่ายเงินเข้ากองทุน 250 ล้านบาท ส่วนอีก 250 ล้านบาทเป็นความร่วมมือของสมาคมต่างๆ ซึ่งเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือการเร่งกอบกู้ความมั่นใจของเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสร้างขวัญและกำลังใจของประชาชนคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้กลับคืนมา

           ทั้งนี้ เบื้องต้นจะใช้เงิน 250 ล้านบาท ลงทุนซื้อแท่นกั้นน้ำ (แบร์ริเออร์) และเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ปัจจุบันถูกน้ำท่วมแล้ว 6-7 แห่ง เพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศเห็นว่าภาครัฐและเอกชนมีความมุ่งมั่นชัดเจนในการกอบกู้นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเร็วที่สุด และให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้เร็วที่สุด

           “รองนายกฯ และรมว. คลัง บอกว่ายังขาดผู้ที่มีประสบการณ์ งบประมาณ และเครื่องมือในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ประกอบกับขั้นตอนการของบของทางราชการค่อนข้างช้า จึงต้องใช้เงินกองทุนนี้จำนวน 250 ล้านบาทช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรมก่อน จากเดิมที่คาดว่าเงินกองทุนจำนวน 500 ล้านบาทนี้ จะเน้นให้ความช่วยเหลือภาคประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน แต่เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างประเทศจึงต้องช่วยเหลือนิคมอุตสาหกรรมก่อน ส่วนเงินอีก 250 ล้านบาทนั้น จะใช้สำหรับเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนในประเทศ”

           นายสมพล กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เตรียมขออนุมัติเงิน 250 ล้านบาท เพื่อร่วมสมทบกองทุนช่วยเหลือน้ำท่วม ซึ่งเบื้องต้นคณะกรรมการได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยจะนำเงินมาจากมูลนิธิของตลท. เพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งมาจากการหักผลกำไรในแต่ละปีของ ตลท. ในสัดส่วน 30% เพื่อนำเงินเข้ามูลนิธิ ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อบริหารจัดการเงินกองทุนจำนวน 500 ล้านบาท นั้นเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดตั้ง โดยคาดว่าจะมีคณะกรรมการประมาณ 9 คน หรือ 11 คน ซึ่งมาจากตัวแทนของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง

           นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวว่า การฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมถือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ซึ่งจะใช้จังหวะที่น้ำลดต่ำกว่าระดับเขื่อนซ่อมแซมและระดมเครื่องสูบน้ำออกโดยเร็ว และกองทุนจะประสานกับบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสต์วอเตอร์ ที่มีเครื่องสูบน้ำมาช่วยสูบน้ำบริหารนิคมอุตสาหกรรมในตอนเหนือออกก่อน

           “เป้าหมายกองทุนที่จัดตั้งขึ้น ต้องฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการดำเนินการในนิคมอุตสาหกรรมต้องสอดรับกับแผนแม่บทของภาครัฐ ซึ่งถือเป็นขบวนการการใช้ตลาดทุนเสริมการลงทุน และกระทรวงการคลังพร้อมทำตามข้อเสนอต่างๆ ของตลาดทุนเต็มที่” รมว.คลังกล่าว

           ด้านนายชนินทร์ ว่องกุศลกิจ นายกสมาคม บจ. กล่าวว่า จากการรวบรวมตัวเลขทั้งจากสมาคม บจ. และ ตลท. พบว่า มีบจ. 100-150 แห่ง ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งขณะนี้ได้ประเมินและแจ้งไปยังบจ.ต่างๆ ว่าต้องการความช่วยเหลือด้านใดบ้าง แต่เบื้องต้นทางสมาคมได้คุยกับสมาชิกที่จะหาเงินสนับสนุนในการช่วยเหลือสมาชิกประมาณ 200 ล้านบาท

           ทั้งนี้ คาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แม้ว่าในช่วงไตรมาส 4/54 จะต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วม แต่เชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวจะไปสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 1 และ 2 ปีหน้ามากกว่า เชื่อว่าผลกระทบน้ำท่วมเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่ที่น่าห่วงมากที่สุดสำหรับผลประกอบการในปีนี้ก็คือเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เพราะยังไม่สามารถทราบได้ว่าจะกระทบต่อยอดขายและกำไรให้ปรับลดลงไปมากน้อยเพียงใด

           “กำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีหน้า ปัจจัยหนึ่งที่น่าห่วงมากที่สุด ที่กระทบต่อผลกำไรนั้นคือ ภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนกำไรในปีหน้า คือมาตรการภาษีนิติบุคคล ซึ่งน่าจะทำให้บริษัทนั้นประหยัดภาษีไปได้อีกประมาณ 3-6 หมื่นล้านบาท”

           นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าสมาคมจะหักค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ 50% ในวันที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ เพื่อสมทบเข้ากองทุน พร้อมทั้งจะให้บริษัทสมาชิกสื่อสารสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนด้วย

           นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)กล่าวว่า จากการรายงานของ บจ. ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งนี้ พบว่า มีส่วนที่เสียหายหนักประมาณ 1% และที่ต้องระมัดระวังอีก 2.65% ซึ่งคาดว่าทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 4 ลดลง แต่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้โดยเร็ว โดยทาง ก.ล.ต.เตรียมมาตรการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งนำผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศแก้ปัญหาเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

 
 
ขยาดน้ำท่วมคนซื้อบ้านคิดหนัก


           นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า จากการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมพระนครศรีอยุธยา จำนวน 7 จังหวัด เบื้องต้นพบว่าน่าจะมีประมาณ 5 หมื่นหลังที่ได้รับผลกระทบ โดยการสำรวจดังกล่าวศูนย์ใช้วิธีนำโครงการที่ขออนุญาตจัดสรร ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด อาคารพาณิชย์ แต่ไม่รวมอาคารชุด และบ้านที่สร้างเอง โดยเป็นโครงการที่เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2533 นำมาเทียบกับแผนที่อุทกภัย ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าเป็นบ้านที่สร้างเสร็จและมีการอยู่อาศัยแล้ว

           สำหรับทำเลบ้านจัดสรรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำครั้งนี้ ได้แก่ พื้นที่ชานเมืองทั้งฝั่งตะวันออก และตะวันตกของกรุงเทพฯ เช่น หนองจอก บึงกุ่ม คลองสามวา บางบัวทอง รังสิต เป็นต้น ซึ่งหลังจากเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ เชื่อว่าผู้บริโภคที่จะซื้อที่อยู่อาศัยใหม่จะใช้เวลาพิจารณายาวนานขึ้นในการตัดสินใจ เนื่องจากต้องพิจารณาโดยถี่ถ้วนในเรื่องทำเลที่อยู่อาศัย และจะให้ความสำคัญระดับความสูงของพื้นที่โครงการ ระดับความสูงของเส้นทางสัญจรรอบด้าน เพื่อให้สามารถป้องกันภัยจากน้ำท่วมในอนาคต โดยอาจพิจารณาซื้อห้องชุดคอนโดมิเนียมแทนการซื้อทาวน์เฮ้าส์

           "ผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ จะทำให้การซื้อขายบ้านไตรมาส 4 ลดลงแน่ แต่เชื่อว่าความรุนแรงคงจะไม่เทียบเท่ากับวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เนื่องจากมีปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกันและสถาบันการเงินก็ยังคงแข็งแกร่ง" นายสัมมากล่าว

           จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น บ้านจัดสรรในพื้นที่โซนตะวันตกของกรุงเทพฯ พบว่ามีโครงการของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่-กลาง-รายย่อยกระทบถ้วนหน้า โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หลายโครงการมีปัญหามาตั้งแต่ถนน 345 ล่าสุดพบว่าบริษัทใช้วิธีสื่อสารกับลูกบ้านที่ประสบปัญหา โดยการอัพเดทสถานการณ์น้ำในแต่ละโครงการผ่านเฟซบุ๊ก มีเมนูให้เลือกเป็นรายทำเล-รายโครงการ

           ทั้งนี้ ระบุสถานการณ์ไว้ 4 ระดับ คือ ระดับ 1 สีฟ้า-ปลอดภัย ระดับ 2 สีเหลือง-น้ำภายนอกใกล้ถึงโครงการ ระดับ 3 สีส้ม-น้ำภายนอกท่วมอย่างรวดเร็ว และระดับ 4 สีแดง-น้ำท่วมเข้าถึงโครงการแล้ว และเปิดทางเลือกให้ลูกค้าโทรสอบถามได้ทางเซอร์วิสเซ็นเตอร์ 1198 กด 89 พร้อมแจงข้อมูลว่า ได้เตรียมทีมเฉพาะกิจดูแลในแต่ละโครงการ

           ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2554 ระบุว่า โครงการที่มีปัญหาน้ำท่วมระดับสีแดง ได้แก่ ชัยพฤกษ์ แจ้งวัฒนะ, ราชพฤกษ์  ชัยพฤกษ์ บางบัวทอง, พฤกษ์ลดา ติวานนท์ ,ราชพฤกษ์ มัณฑนา แจ้งวัฒนะ ราชพฤกษ์ นันทวัน แจ้งวัฒนะ ราชพฤกษ์ ส่วนพื้นที่สีส้ม ชัยพฤกษ์ รัตนาธิเบศร์-วงแหวน ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด