
ไทยระทมกับวาทศิลป์แห่งทุ่งดอนเมือง
ไทยระทมกับวาทศิลป์แห่งทุ่งดอนเมือง : เลียบค่าย อนลัส [email protected]
ในความมืดมิดยาวนานที่คนไทยทั้งชาติกำลังเผชิญอยู่ ขอให้รู้ไว้ว่าไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ข้างกายยังมีคนไทยนับล้านคอยให้กำลังใจ ทุ่มกำลังกาย และสรรพกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อให้แสงอุษาสางคืนกลับมาโดยเร็ว
ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรได้ดีไปกว่าขอเป็นกำลังใจให้
มหันตภัยน้ำครั้งนี้ผ่านไปปีหน้าฟ้าใหม่รัฐบาลควรบริหารจัดการน้ำไว้เสียแต่เนิ่นๆ ความผิดพลาดไหน บกพร่องอย่างไรใช้เป็นบทเรียน
ไม่มีตำราหรือครูคนไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการสัมผัสรู้ได้ด้วยตัวเอง ประสบการณ์จะสอนให้เรามั่นคงแข็งแกร่ง ยืนหยัดอยู่ได้ภายใต้วิกฤติภัยใหญ่หลวง
รัฐรู้แล้วว่าน้ำท่วมใหญ่ปีนี้เกิดจากสาเหตุใด ลงมือทำไปก่อนได้เลย เพราะกว่าจะผันน้ำได้หมดอาจยาวไปถึงกลางเดือนพฤศจิกายน จากนั้นไม่นานก็เข้าหน้าแล้ง แต่ฤดูกาลของไทยเอาแน่ไม่ได้ เดี๋ยวนี้หน้าแล้งฝนยังตก สงกรานต์น้ำยังท่วม
พ้นแล้งก็เข้าฝนอีก ถ้าไม่รีบทำ เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะหวนกลับมาเกิดขึ้นได้อีก
น้ำตาคนไทยอาจมีไม่พอให้หลั่งริน
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การบริหารจัดการคน นายกรัฐมนตรีต้องเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน โดยเฉพาะในยามฉุกเฉินหน้าสิ่วหน้าขวาน ต้องใช้คนที่จัดเจน ช่ำชอง และรู้จริง ไม่ใช่จับยัดพอให้ครบๆ พอไปที
ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เป็นตัวอย่างที่ดี ทำงานสะเปะสะปะ ให้ข้อมูลคลุมเครือด้วยวาทศิลป์สวยหรู บางทีฟังแล้วยังต้องแปลไทยเป็นไทยอีก
ยิ่งช่วงหลังๆ ได้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.มาเป็นโฆษก ท่านเป็นคนพูดเก่ง นายกฯ ใช้คนไม่ผิด แต่เวลานี้คำพูดหวานหูชนิดน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงไม่ได้ช่วยอะไร กลับกันคำพูดแบบตรงๆ ขวานผ่าซาก เจ็บปลาบแปลบแป๊บเดียวก็หายยังดีเสียกว่า
ถึงตอนนี้ผมว่าหลายคนคงให้อภัยท่านปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กันบ้างแล้ว เพราะไม่รู้ว่าคำหวานเลี่ยนหรือขม-ขื่นอย่างไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน !?!



