
7ชม.สุดระทึก!คนกรุงตื่น'หนีน้ำ'
7ชั่วโมงสุดระทึก!คนกรุงตื่น'หนีน้ำ' : โต๊ะรายงานพิเศษรายงาน
แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะมีแม่น้ำลำคลองมากมายกระจายอยู่ในแทบทุกตรอกซอกซอย จนได้รับการขนานนามว่า "เวนิสตะวันออก" ซึ่งน่าจะทำให้ชาวกรุงเคยชินกับน้ำที่เอ่อท่วมในหน้าน้ำหลาก แต่สำหรับคนกรุงใน พ.ศ.2554 กลับยังทำความคุ้นชินได้ยากสักหน่อย เพราะหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2538 คนกรุงก็ไม่เคยเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่อีกเลย กระทั่งล่วงมาครบ 16 ขวบปีในปี พ.ศ.นี้
ภาพความเสียหายจากมหาอุทกภัยที่ไล่ถล่มประเทศไทยเรื่อยมาตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ไล่มาจนถึง จ.ปทุมธานี ซึ่งทำให้บ้านเรือนประชาชนนับล้านหลังต้องจมอยู่ใต้น้ำ และค่อยๆ กลืนกินนิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างดีเยี่ยมถึง 6 นิคม ทำให้คนกรุงส่วนใหญ่อยู่ในอาการขวัญผวา เพราะกลัวว่าน้ำจะท่วมมิดหลังคาบ้านเหมือนในต่างจังหวัด ดังเช่นบททดสอบย่อยเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น .คืนวันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งมวลน้ำมหาศาลจากนิคมอุตสาหกรรมนวนครไหลทะลักล้นคลองประปา อันถือเป็นด่านหน้าสุดของเมืองกรุง
วัจน พรหโมบล ผู้สื่อข่าวโต๊ะต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ซึ่งพักอาศัยอยู่ในซอยประชาชื่น-นนทบุรี 8 สะท้อนอาการตื่นกลัวน้ำท่วมของคนกรุงเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า
"ตื่นเร็วๆ ย้ายของด่วน น้ำทะลักจากคลองประปาแล้ว" เป็นเสียงแรกจากปลายสายโทรศัพท์มือถือช่วงประมาณตีสาม คืนวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม ซึ่งปลุกเขาขึ้นมาพร้อมกับความตื่นตระหนก
ภาพน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตรดังที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผุดขึ้นมาในอนุสติทันที เขาจึงเร่งขนของมีค่าขึ้นมายังชั้นบนของบ้านร่วมกับคุณพ่อคุณแม่วัยเลยเกษียณที่กำลังตระหนกกับข่าวน้ำทะลักจากคลองประปาเข้าท่วมถนนประชาชื่น ฝั่งนนทบุรี เพราะบ้านของเขาอยู่ในซอยฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และโรงผลิตน้ำประปาบางเขนของการประปานครหลวง
เมื่อขนของมีค่าเสร็จ เขาจึงรีบเปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามข่าวของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเช็กข่าวจากเว็บไซต์ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก โดยหวังว่าจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โทรทัศน์หลายช่องรายงานการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ผอ.ศปภ.) ซึ่งเดินทางมา ณ จุดที่ประตูระบายน้ำเข้าคลองประปาได้รับความเสียหาย
พล.ต.อ.ประชา ย้ำว่า น้ำจะเข้าท่วมแน่ในพื้นที่ริมคลองประปา ไล่จากเขตศรีสมาน บางเขน จนถึงบางซื่อ และสามเสน!!
ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาถึงยังที่เกิดเหตุด้วยความรีบร้อน พิจารณาได้จากผมเผ้า และหน้าตาที่ดูเหมือนยังไม่ได้พักผ่อน
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ได้ย้ำคำเดียวกับ พล.ต.อ.ประชาว่า ให้ประชาชนในพื้นที่ริมคลองประปาย้ายของขึ้นที่สูงโดยเร็ว !!!
...ความแตกตื่นเกิดขึ้นในบ้านอีกครั้งหลังจากได้ฟังคำยืนยันสำทับจากท่านนายกฯ คนในบ้านต้องระดมกำลังเสริมความสูงของชั้นกระสอบทรายด้านหน้าประตูบ้านขึ้นไปอีก และเดินไปปรึกษาหารือกับเพื่อนบ้านว่าจะเอาอย่างไรกันดีหากมีน้ำท่วมเกิดขึ้นจริง....
อย่างไรก็ตาม เพื่อความแน่ใจ เขาจึงรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์มาที่หน้าปากซอยเพื่อดูสถานการณ์น้ำในคลองประปา และพบว่าน้ำอยู่ในระดับสูงเกือบถึงใต้สะพานข้ามคลองประปาหน้ามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่สูงอย่างไม่ค่อยได้เห็นบ่อยครั้งนักในช่วงกว่า 30 ปีที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น ส่วนบนถนนประชาชื่นก็เต็มไปด้วยรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่ห้อกันเต็มเหยียด โดยมีจุดหมายเดียวกันคือ "หนีน้ำ"
"เจ้าของรถจำนวนมากนำพาหนะของตนไปจอดบนทางขึ้นทางด่วนงามวงศ์วาน และสะพานข้ามแยกพงษ์เพชร ทำให้การอพยพหนีน้ำของชาวบ้านในบริเวณนั้นยิ่งเป็นไปอย่างลำบากและสับสนอย่างที่สุด" วัจน บรรยายความโกลาหลในนาทีนั้น
นาทีนั้นเขากำลังชั่งใจว่า จะขับรถหนีน้ำเช่นเดียวกับคนอื่นๆ หรือไม่ แต่เมื่อกลับมาฟังข่าวอีกครั้งในช่วงประมาณตีสี่เศษ ก็ค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นเมื่อผู้ว่าการการประปานครหลวง อธิบายแผนการควบคุมปริมาณน้ำในคลองประปาทั้ง 3 ขั้นตอน ตั้งแต่การซ่อมแซมประตูระบายน้ำใน จ.ปทุมธานี การเร่งผลิตน้ำประปาของโรงผลิตน้ำประปาบางเขน และสามเสน รวมทั้งการประสานงานกับกรุงเทพมหานครให้เปิดประตูระบายน้ำไปสู่แก้มลิงมักกะสัน ซึ่งจะทำให้น้ำลดลงภายใน 3 ชั่วโมง และเพื่อความชัวร์อีกชั้น เขาจึงเดินทางไปตรวจสอบระดับน้ำในคลองประปาอยู่บ่อยครั้ง และใจชื้นขึ้นอีกเมื่อน้ำในคลองอยู่ในระดับทรงตัว ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่ามาตรการควบคุมน้ำในคลองประปาได้ผลจริง
กระนั้นสภาพความตื่นตระหนกของชาวบ้านในบริเวณริมคลองประปาในช่วง 7 ชั่วโมงระทึกหลังจากที่ทุกคนต้องตื่นขึ้นมาในกลางดึก เพราะข่าวน้ำล้นจากคลองประปา จะเป็นภาพที่อยู่ในความทรงจำของเขาตลอดไป
นั่นคือตัวอย่างของกระแสความแตกตื่นภัยน้ำท่วมของคนกรุง ซึ่งเพียงมวลน้ำระลอกแรกพุ่งโจมตีที่คลองประปา ทำเอากรุงเทพฯ ด้านทิศเหนือ เขตติดต่อกับ จ.ปทุมธานี และนนทบุรี ปั่นป่วนโกลาหลไปทั้งเมือง
ขณะที่กระแสความตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยในโซเชียลมีเดีย ทั้งในทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ก็มีความคึกคักตื่นเต้นไม่แตกต่างกัน
โดยในช่วงเวลานี้มีคำแนะนำรับมือน้ำท่วมที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียมากมาย เช่น คำแนะนำให้จัดการกับตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่ว่า
"ตู้เย็น หากอยู่คนเดียวขนไม่ไหว หรือขนไม่ทันจริงๆ เอาของออกให้หมด ปิดตู้วางคว่ำหน้า ตู้เย็นจะลอย ไม่พัง By : Thailand Petrescue"
หรือตัวอย่างคำแนะนำเกี่ยวกับการสังเกตว่าน้ำจะหลากเข้าท่วมพื้นที่ของตัวเองหรือไม่
"เวลาเรารับข่าวสารมาจากไหนว่าน้ำใกล้บ้านเรารึยัง มันมารึยัง และมันจะท่วมมั้ย ให้ทำตามนี้นะครับ...เดินไปหาดูท่อระบายน้ำของหมู่บ้าน หรือของ กทม.หรือของกรมทางฯ ที่อยู่ใกล้บ้านเรามากที่สุด แล้วลองสังเกตดูนะครับ ว่าน้ำเอ่อขึ้นมามั้ย หรือระดับมันสูงกว่าเดิมมั้ย ถ้ามันล้นออกมา หรือมันเริ่มปริ่มๆ หรือไหลแรงมากๆ นั่นล่ะครับ มันมาแล้ว...ท่านต้องเตรียมการหาทางหนีทีไล่เพื่อรับมือได้เลย เพราะน้ำมันจะทะลวงมาตามท่อต่างๆ ใต้ดินก่อนเป็นอันดับแรกครับ" โดย : UDDthailand4
นี่คือตัวอย่างของคำแนะนำในโซเชียลมีเดีย ทั้งการตระเตรียมเสบียง และอุปกรณ์ต่างๆ การอุดรอยรั่วของท่อน้ำทิ้งภายในบ้าน ฯลฯ ซึ่งบางส่วนก็มีที่มาที่ไปชัดเจน บางส่วนก็อ้างอิงกันลอยๆ ซึ่งยิ่งช่วยกระพือทั้งความตื่นตัว และความตื่นกลัวให้ชาวกรุงได้เป็นร้อยเท่าพันทวี



