
หนีน้ำแน่น'314'ขึ้นเหนือ-อีสาน
ชาวบ้านแปดริ้วเครียด หลัง 314 มีรถเลี่ยงเส้นทางน้ำท่วมจากทางภาคกลาง ขับขึ้นเหนือ - อีสาน เต็มถนนตลอดสาย เหตุชนรายวัน ทางร่วมทางแยก-กลับรถ เพิ่ม หวั่นเหตุอันตรายต่อผู้คนสัญจรเดินเท้าในพื้นที่ เนื่องจากไม่มีช่องว่างให้คนเดินเท้าข้ามทางได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 20 ต.ค.54 บนเส้นทางสาย 314 บางปะกง-ฉะเชิงเทรา (ศิริโสธร) ซึ่งเป็นถนนแยกลงจากถนนสาย บางนา-ตราด ทางด่วนบูรพาวิถี และถนนสายมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-พัทยา เพื่อเดินทางเชื่อมต่อไปยังเขตภาคเหนือ และภาคอีสาน รวมถึงกลุ่มจังหวัดในภาคตะวันออก ยังคงมีรถยนต์สัญจรผ่านเส้นทางเป็นจำนวนมาก เพิ่มจำนวนยิ่งขึ้นอย่างหนาแน่น มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา จนทำให้สภาพการจราจรบนถนน มีรถแน่นอยู่ตลอดเวลา แต่ยังคงสามารถเคลื่อนตัวไหลผ่านพื้นที่ไปได้อย่างช้า ๆ และติดขัดในบริเวณจุดทางแยกสัญญาณไฟจราจรในทุกทางแยก จึงทำให้ชาวบ้านผู้ที่อยู่อาศัยริมข้างทาง และประชาชนเดินเท้าต่างพากันบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า มีรถมากจนเกินกว่าที่จะเดินข้ามฝั่งถนนได้
โดยนายประยุทธ เลิศคอนสาร อายุ 42 ปี ภูมิลำเนาอยู่ บ้านเลขที่ 114 ม.2 ต.ท่าแดง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมีอาชีพรับจ้างอยู่ที่ร้านรับซื้อของเก่าแห่งหนึ่ง บริเวณด้านหน้าวัดแสนภูดาษ กล่าวว่า หลังจากเกิดภาวะน้ำท่วมในเขตภาคกลาง และทางตอนบนของกรุงเทพฯ จนทำให้ถนนหลายสายที่จะเชื่อมต่อขึ้นไปยังทางภาคเหนือ และภาคอีสานถูกตัดขาด รถยนต์ไม่สามารถขับผ่านไปได้ จึงทำให้ในขณะนี้บนถนนสาย 314 และ 304 มีรถหลีกเลี่ยงเส้นทางน้ำท่วม เข้ามาใช้เส้นทางเป็นจำนวนมาก จนทำให้มีรถติดขัดยาวตลอดทั้งสาย และยังมีรถทยอยไหลเข้ามาสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
ทั้งนี้ทำให้ไม่มีจังหวะที่รถจะหยุดนิ่ง ปล่อยโอกาสให้คนเดินเท้าได้เดินข้ามถนนได้บ้าง จึงทำให้คนเดินเท้าที่ต้องการที่จะเดินข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง เดินข้ามไปด้วยความยากลำบาก และอันตรายมาก เพราะรถบนถนนที่ขับผ่านเข้ามานั้น ขับรถค่อนข้างโฉบเฉี่ยว, แทรก, เบียด, แซง, เปลี่ยนเลนกันไปมาบนเส้นทาง เพื่อหาช่องทางที่จะขับรถของตนเองเดินทางผ่านไปให้ได้เร็วที่สุด จนทำให้คนที่ต้องการจะข้ามถนน ข้ามไปไม่ได้ และเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้ทางแยกสัญญาณไฟ และจุดยูเทิร์นกลับรถ โดยเฉพาะรถชนคนเดินข้ามถนนบ่อยครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ดี บนถนนสาย 314 มีสะพานลอยสำหรับคนข้ามถนน เพียงแต่ตลอดเส้นทาง ระยะกว่า 20 กม. มีเพียง 2 แห่งเท่านั้น



