ข่าว

ต่างชาติขู่ย้ายฐานการผลิตจากไทย

ต่างชาติขู่ย้ายฐานการผลิตจากไทย

19 ต.ค. 2554

"กิตติรัตน์" ผวาต่างชาติย้ายฐานผลิตหลังถกผู้ประกอบการต่างชาติ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ-สภาอุตฯ ห่วงการผันน้ำฝั่งตะวันออกทำน้ำท่วม 5 นิคมฯ ฐานอุตสาหกรรมแห่งสุดท้ายมูลค่าล้านล้านบาท

          อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทยยังคงสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสียหายต่อเศรษฐกิจมวลรวมถือว่า เสียหายอย่างหนักหลังจากน้ำได้เข้าท่วมแหล่งเศรษฐกิจ และฐานผลิตในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวล โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยจัดการปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบมากขึ้น พร้อมกับส่งสัญญาณให้รัฐบาลผันน้ำฝั่งตะวันออกอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้น้ำทะลักท่วม 5 นิคมในฐานอุตสาหกรรมด้านตะวันออกมูลค่านับล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นแหล่งสุดท้ายในประเทศไทย


เผยนักลงทุนขู่ย้ายฐานผลิต


           เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงว่านักลงทุนจะย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย หลังเกิดปัญหาน้ำท่วมในเขตอุตสาหกรรม ดังนั้น รัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและเร่งฟื้นฟู รวมทั้งมีความชัดเจนในการวางแผนป้องกันปัญหาในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน

           “เป็นห่วงการย้ายฐานของนักลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากนักลงทุนต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ซึ่งเชื่อมโยงการลงทุนในอีกหลายส่วน เพราะจากคำพูดของนักลงทุนที่บอกว่า หากทุกส่วนช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาเต็มที่ จะไม่ย้ายไปไหน ผมตีความว่า ถ้าทำไม่เต็มที่ เขาจะย้ายไป จึงต้องช่วยกันเพื่อสร้างความมั่นใจ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพลังงานจะดูเรื่องแผนงาน ส่วนผมและกระทรวงการคลังจะมาดูเรื่องเงิน” นายกิตติรัตน์กล่าว

           ขณะที่ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังหารือกับผู้บริหารของบริษัท เวสต์เทิร์น ดิจิตัล คอเปอเรชัน บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของโลกมีฐานผลิตอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครอยุธยา และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี  ซึ่งทั้งสองบริษัทได้ถูกน้ำท่วม ทั้งนี้ จากการหารือบริษัทเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งสูบน้ำออกจากโรงงานทั้งสองโดยเร็วเพื่อที่จะลดมูลค่าความเสียหายให้น้อยที่สุด


“เจโทร”วอนรัฐลดภาษีโรงงานน้ำท่วม


           วันเดียวกัน นายเซทสึโอะ อิอูจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ กล่าวระหว่างหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ได้เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 ข้อ ได้แก่ 1.ให้รีบระบายน้ำออกจากนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เร็วที่สุด 2.ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ประกอบการต่างชาติอย่างละเอียด 3.ให้ความช่วยเหลือบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยอยากให้รัฐบาลอุดหนุนโรงงานรักษาลูกจ้างขณะที่ปิดโรงงาน 4.ให้การช่วยเหลือบริษัทที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งการยกเว้นภาษีนำเข้า และอำนวยความสะดวกในการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนทดแทนเครื่องจักรที่เสียหาย

           ส่วนข้อ 5.ออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลให้แก่โรงงานที่ถูกน้ำท่วม ตลอดจนการผ่อนปรนมาตรการของเอสเอ็มอีแบงก์ ที่กำหนดให้ปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยเท่านั้น ให้ขยายไปยังผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นด้วย 6.อำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ขนย้ายเครื่องจักรไปยังที่อื่นได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากบีโอไอล่วงหน้า และ 7.อำนวยความสะดวกในการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาซ่อมแซมเครื่องจักรในไทย รวมทั้งยกเว้นการขอใบอนุญาตทำงานในไทย


จี้รัฐรักษา 5 นิคมฯด้านตะวันอก


           นายเซทสึโอะ อิอูจิ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลควรจะพิจารณาการปล่อยน้ำให้รอบคอบ โดยในพื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพฯ มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก เช่น นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ ซึ่งการปล่อยน้ำจะต้องใช้เวลาเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้จึงขอให้คิดวิธีการปล่อยน้ำให้ดี ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลจึงเห็นว่าการปล่อยน้ำเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรอบคอบและดูแลผลกระทบต่อส่วนต่างๆ เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ ที่อยู่อาศัย ซึ่งแต่ละพื้นที่ถือว่ามีความสำคัญ

           ขณะที่นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้เป็นห่วงมาตรการผันน้ำมาในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เพราะถ้าหากควบคุมไม่ดีจะเกิดความเสียหายให้แก่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน บางปู บางพลี เวลโกรว์ และลาดกระบัง มีโรงงานรวมกันกว่า 1,000 แห่ง มูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท มีแรงงานเกือบ 2 แสนคน ซึ่งหากไม่สามารถรักษาฐานอุตสาหกรรมตรงนี้ได้ ประเทศไทยแทบจะไม่เหลือโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เลย และหากเป็นเช่นนี้จะทำให้เกิดผลกระทบไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ไม่เฉพาะแต่ไทยเท่านั้น  ดังนั้นหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่นในประเทศไทย


สารเคมีนวนครไม่แพร่กระจาย


           ด้านความกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของสารเคมีในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ หลังจากถูกน้ำท่วมนั้น นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย พล.อ.อ.นพพร จันทวานิช กรรมการผู้บริหารบริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวกรณีที่มีข้อกังวลเรื่องสารเคมี ภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จะส่งผลกระทบต่อประชาชน

           นายวิทยากล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมมลพิษได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 ตุลาคม ไม่พบว่ามีสารเคมีที่เป็นมลพิษส่งผลกระทบต่อประชาชน จึงขอให้สบายใจ เพราะจากการตรวจสอบไม่พบประชาชนเจ็บป่วยจากสารเคมีในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร 

           พล.อ.อ.นพพรกล่าวว่า ในนามเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร ได้เตรียมการเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยประชุมร่วมผู้ประกอบการโรงงานทั้ง 227 แห่ง ภายในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และได้ตระหนกถึงความสำคัญของสารเคมีที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน จึงขอให้นำสารเคมีที่บรรจุอยู่ภายในภาชนะ และยังไม่ได้ใช้งานไปไว้บนที่สูงกว่า 10 เมตรขึ้นไป ทำให้ไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น

 
คลังชงแพ็กเกจเยียวยาอังคารหน้า


           เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทุกภาคส่วน วันเดียวกัน นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ได้เรียกผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังเพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลในเบื้องต้นเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่ยุติจึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่นอน

           “ตอนนี้มีแพ็กเกจใหญ่ที่เตรียมจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารหน้าซึ่งได้เตรียมความพร้อมเพื่อเยียวยาผู้ที่ประสบภัยในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งงบประมาณขาดดุลที่เพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นล้านบาท รวมกับงบที่เกลี่ยจากส่วนราชการต่างๆ 10% หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าวงเงิน 1.3 แสนล้านบาทนี้ จะรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ได้” นายสมชัยกล่าว


ร้องรัฐจ่ายลูกจ้าง 6.6 แสนช่วงฟื้นฟู


           เกี่ยวกับความเสียหายภาคอุตสาหกรรมทำให้เกิดผลกระทบต่อแรงงานไทยนั้น วันเดียวกัน นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ จะมีสถานประกอบการต่างๆ ใน 20 จังหวัดได้รับผลกระทบกว่า 1.4 หมื่นแห่ง ทำให้มีแรงงานกว่า 6.6 แสนคน จะต้องว่างงานในช่วงฟื้นฟูโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใน จ.ปทุมธานีประมาณ 2.2 แสนคน โดยขอให้นำเงินกองทุนประกันสังคมที่ดูแลเรื่องการว่างงาน มาจ่ายให้ลูกจ้างในช่วงปิดกิจการฟื้นฟูโรงงาน เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน โดยไม่ต้องเลิกจ้างงาน เนื่องจากกฎหมายระบุไว้ว่าการจ่ายเงินส่วนนี้จะต้องเป็นกรณีเลิกจ้างงานเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินรวม 833,241 ล้านบาท เป็นเงินกองทุนกรณีว่างงาน 55,680 ล้านบาท

           ทั้งนี้ เมื่อรวมเงินที่กระทรวงแรงงานจะให้ลูกจ้างในกรณีที่ต้องหยุดงานในช่วงนี้คนละ 3,000 บาท ลูกจ้างก็จะมีรายได้ประมาณ 7,000-8,000 บาท โดยในส่วนของนายจ้างจะเข้ามาช่วยสมทบในส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็น 25% ของรายได้ รวมแล้วก็ประมาณ 1 หมื่นบาท จะทำให้แรงงานในส่วนนี้พอจะมีเงินใช้จ่ายจนกว่าโรงงานจะกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้ง


โครงการ”เพื่อนช่วยเพื่อน”ยังสะดุด


           ขณะที่นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้หารือกับตัวแทนบริษัทเอคโค่ ที่อยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกน้ำท่วมและตัวแทนสถานประกอบการใน จ.สมุทรปราการ ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เกี่ยวกับโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อจ้างงานชั่วคราวแรงงานในสถานประกอบการประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งรองรับทั้งหมดกว่า 1.8 หมื่นอัตราโดยบริษัทเอคโค่ ยินดีให้ลูกจ้างเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 3,800 คน แต่กังวลว่าลูกจ้างของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการนี้จะไม่กลับมาทำงานที่บริษัทเอคโค่ เช่นเดิม ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว บริษัทเอคโค่จึงใช้วิธีลงนามความร่วมมือกับสถานประกอบการในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เป็นการจ้างชั่วคราวในระยะ 3 เดือนเท่านั้น

           อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากบริษัทเอคโค่ยังไม่สามารถรวบรวมลูกจ้างที่เข้าร่วมโครงการไว้ได้เป็นกลุ่มเดียวเพื่อส่งต่อให้แก่สถานประกอบการในจังหวัดต่างๆ เพราะสถานการณ์น้ำท่วมทำให้ลูกจ้างกระจัดกระจายกันไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ แต่จะใช้วิธีทยอยส่งลูกจ้างเป็นกลุ่มย่อยๆ ไป ซึ่งคงจะรวบรวมลูกจ้างได้ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ เนื่องจากมีการจ่ายเงินเดือน


เกษตรฯสรุปแผนเร่งด่วนเสนอครม.


           เกี่ยวกับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคเกษตรนั้น นายธีระ วงศ์สมุทร  รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดทำแผนบูรณาการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบปัญหาอุทกภัยในช่วง 4-6 สัปดาห์นี้ที่ระดับน้ำในพื้นที่ยังท่วมสูงให้แล้วเสร็จเพื่อส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภายในวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคมนี้ ซึ่งสศช. จะเป็นผู้รวบรวมวิเคราะห์จัดกลุ่มและลำดับขั้นตอนการดำเนินการในภาพรวมให้เป็นระบบและไม่เกิดความซ้ำซ้อนก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ต่อไปเพื่อให้แผนดำเนินการในการเข้าไปฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบภัยสามารถดำเนินการได้ทันที

           นายทฤษฎี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่อยู่หนาแน่นว่าจากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นคาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายจำนวน 384 ล้านบาท แบ่งเป็น แม่ไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 2 ล้านตัว มูลค่า 200 ล้านบาท ไข่ไก่ในเล้าที่ไม่สามารถเก็บได้จำนวน 3 ล้านบาท โรงเรือนเสียหายประมาณ 175 ล้านบาท ซึ่งนอกจากการเร่งกู้ซากไก่ทั้งการใช้สารพด.6 ของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อย่อยสลายซากไก่ และลดผลกระทบด้านกลิ่นซึ่งคาดว่าจะใช้ทั้งหมดประมาณ 1 แสนลิตรในช่วง 2 เดือนนี้


จี้เลิกรถคันแรก-ใช้งบอุ้มคนตกงาน


           นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมในภาคกลาง ทั้ง จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ที่ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายกว่า 2.8 แสนล้านบาท โดยแรงงานเกือบ 4 แสนคนจะต้องตกงาน ไม่รวมโรงงานที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม ดังนั้นอยากให้รัฐบาลร่วมสำรวจกับภาคเอกชนในเรื่องผลกระทบต่อการผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนแผนฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วม ครม.เงาอยากให้รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ขาดแคลน รวมถึงสินค้าอาหารตามตลาดสด ที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น

           นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายรัฐบาล เช่น โครงการบ้านหลังแรก และรถคันแรก โดยเสนอให้โครงการบ้านหลังแรกจำกัดวงเฉพาะผู้มีรายได้น้อยในการซื้อบ้านได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนผู้มีรายได้สูงให้ดูแลเรื่องการผ่อนบ้านให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะประชาชนที่บ้านถูกน้ำท่วมอยากให้รัฐบาลนำเงินในโครงการบ้านหลังแรกมาช่วยเหลือ ส่วนโครงการรถคันแรก ทางครม.เงาได้มีมติให้ยกเลิก เพื่อนำเงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาท มาจ้างแรงงานวันละ 300 บาท หากจ้างจำนวน 1 ล้านคน จะจ้างได้ถึง 3 เดือน ทั้งหมดถือเป็นการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 

แบงก์กรุงเทพเพิ่มความช่วยเหลืออีก


           นายสุวรรณ แทนสถิต กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพได้ออกประกาศเพิ่มมาตรการผ่อนชำระหนี้ สำหรับลูกค้ารายย่อย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยลูกค้าบัตรเครดิตจะได้รับการผ่อนผันในการลดหย่อนขั้นต่ำ ชำระเหลือเพียง 0-10% และผ่อนผันชำระดอกเบี้ย ลดลงจากอัตราปกติ 50% ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2555 ทั้งนี้หากลูกค้ายังประสบปัญหาอยู่ธนาคารยินดีขยายเวลาเพิ่มอีก 6 เดือน

           ส่วนลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารพร้อมผ่อนผันให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 12 เดือน หรือปรับลดหย่อนผ่อนชำระรายเดือนลงสูงสุด 40% เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นมาตรการที่เคยประกาศไว้ ให้สินเชื่อเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษในปีแรก 5% และเป็นอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ในปีถัดไป โดยสามารถผ่อนชำระสินเชื่อกู้เพิ่มสูงสุด 5 ปี นอกจากนี้ธนาคารยังได้ยกเว้นค่าธรรมเนียม และค่าบริการโอนเงินข้ามเขต ให้แก่ครอบครัวในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม


ต่างชาติพร้อมใจช่วยเหลือ


           เกี่ยวกับมาตรการความช่วยเหลือของนานาชาติในอุทกภัยครั้งนี้ วันเดียวกัน นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางการสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะส่งมอบความช่วยเหลือแบบใดให้ประเทศไทย หลังจากที่ได้รับข้อมูลจากทีมนาวิกโยธินสหรัฐที่มีความเชี่ยวชาญด้านการกู้ภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ลงสำรวจพื้นที่อุทกภัย เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา จากนั้นจะประสานกลับมายังกองทัพบก เพื่อชี้แจงรูปแบบความช่วยเหลือ

           ขณะเดียวกันมีรายงานว่า องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ได้ส่งคณะสำรวจประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมแผ่นดินและผู้เชี่ยวชาญรวม 3 คน เดินทางมาประเทศไทยแล้ว โดยจะลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมทันที เพื่อเก็บหาข้อมูล และวิเคราะห์ก่อนจะกำหนดมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูประเทศไทยหลังน้ำลด นอกจากนี้ข้อมูลดังกล่าวจะส่งไปให้สำนักงานเลขาธิการอาเซียน เพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือประเทศไทยต่อไป

           ขณะที่นายอาหมัด ซาฮิด ฮามิติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า ทางกองทัพของประเทศมีความพร้อมอย่างเต็มที่ ในการให้ความช่วยเหลือประเทศไทย ขณะนี้รอเพียงการร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยเท่านั้น


เสนอให้รัฐออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินแก้น้ำท่วม


           นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การปล่อยน้ำไปฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ขอให้ดูให้รอบคอบ เพราะถ้าปล่อยออกมาสูงมากจะทำให้ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่หากปล่อยให้ฝั่งตะวันออกน้ำท่วมสูง 1 เมตร ก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ขณะนี้ตอบไม่ได้ว่านิคมฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ จะเจอน้ำท่วมหรือไม่ แต่ต้องการให้รัฐดูแล เพื่อไม่ให้นิคมทั้ง 8 แห่ง คือ ลาดกระบัง บางชัน  อัญธานี บางพลี บางปู เกตเวย์ เวลโกรว์ และทีเอฟดี

           อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่จบ และต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู เรื่องนี้ ส.อ.ท.ต้องการให้รัฐบาลออกประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเป็นแนวคิดหนึ่งที่รัฐบาลควรพิจารณา เพื่อให้การแก้ปัญหามีความรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

           นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท.กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันมวลชนก่อความวุ่นวาย หรือพังคันดิน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือที่ดี และทำให้รัฐบาลได้ทำงานอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้เอกชนต้องการให้รัฐบาลทำงานให้เด็ดขาดมากกว่านี้ การตัดสินใจและการแก้ปัญหารวดเร็วขึ้น เชื่อว่านักธุรกิจต่างชาติจะไม่กังวลการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะไม่ได้ใช้ปราบจลาจล แต่ใช้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาหน่วยงานที่ดูแลการปล่อยน้ำไม่สามารถสั่งการอะไรได้