
'คุ้มครองแรงงานอยุธยา'ยันนิคมฯไม่เลิกจ้าง
คุ้มครองแรงงานจ.อยุธยา ยืนยันนิคมอุตสาหกรรมไม่เลิกจ้างพร้อมจ่ายเงิน75-100% อุทยานวิทยาศาสตร์ตั้งรับน้ำท่วม เตรียมไฟสำรองฉุกเฉินป้อนเครื่องมือในห้องแล็บ ระบุออกแบบอาคารและระบบป้องกันน้ำท่วมล่วงหน้า 1.50 เมตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 19 ต.ค.2554 ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ศปภ.) แจ้งว่า นายวรรณรัตน์ ศรีสุกใส สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระบุว่าขณะนี้มีผู้ใช้แรงงานในนิคมอุตสาหกรรมกำลังหวั่นวิตกเกรงว่านายจ้างจะไม่จ่ายเงินค่าจ้างหรือถูกเลิกจ้างกรณีสถานประกอบการต้องปิดตัวลงในช่วงประสบอุทกภัยจึงขอยืนยันว่าสถานประกอบการทุกแห่งจะจ่ายเงินให้กับผู้ใช้แรงงานทุกคน 75-100% และจะไม่ทอดทิ้งเพราะผู้ใช้แรงงานทุกคนเป็นผู้ที่มีฝีมือและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน
'นิคมวิจัย'ย้ายหนีอุปกรณ์ทดลอง
จากความกังวลว่าสถานการณ์น้ำท่วมในเขตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) จะสร้างผลกระทบต่ออุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ “นิคมวิจัย” ซึ่งได้ลงทุนเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ และอุปกรณ์ด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมูลค่ามหาศาล
นายวีรศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จากความกังวลว่าน้ำจะทะลักเข้าท่วมพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ หรือไซน์ปาร์ค ที่อยู่บริเวณเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที) นั้น ปัจจุบันสถานการณ์น้ำยังอยู่ในวิสัยที่สามารถควบคุมได้ โดยระดับน้ำด้านหน้าอาคารขึ้นสูงประมาณ 32 เซนติเมตร (19 ต.ค.) แต่ สวทช. มั่นใจว่าสามารถดูแลได้ถึงระดับน้ำ 1.50 เมตร
ที่ผ่านมา สวทช. ได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเอไอที ติดตั้งผนังกันน้ำระดับ 1.50 เมตร บริเวณด้านนอก ตลอดจนผนังกั้นอีกชั้นหนึ่งภายในอาคารอุทยานวิทยาศาสตร์เอง อีกทั้งเป็นอาคารใหม่ที่ก่อสร้างภายหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเอไอที โดยออกแบบให้พื้นที่มีระดับความสูงมากกว่า
สวทช.ยังออกแบบระบบความปลอดภัยรองรับเหตุการณ์น้ำท่วมไว้เป็นอย่างดี โดยนอกจากพื้นของอุทยานวิทยาศาสตร์จะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบแล้ว ตัวอาคารยังออกแบบให้สูงจากพื้นอีกประมาณ 1.50 เมตร และเมื่อน้ำมาถึงระดับที่กำหนดไว้ ระบบไฟฟ้าจะตัดไฟอัตโนมัติ แต่จะมีระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องทำความเย็นในห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบสิ่งมีชีวิต ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)
ทั้งนี้ หากน้ำทะลักผ่านแนวกั้นเข้ามาในพื้นที่ได้จริง ส่วนที่น่าเป็นกังวลคือโรงงานต้นแบบ หรือ Pilot Plant ที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ อีกทั้งมีอุปกรณ์เครื่องมือราคาแพง และน้ำหนักมาก เช่น เตาเผาเซรามิก ซึ่งการเคลื่อนย้ายทำได้ลำบาก แต่สามารถซ่อมแซมได้หากถูกน้ำท่วม ขณะที่อุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ในที่ปลอดภัยแล้ว
"เครื่องมือส่วนใหญ่อยู่ในชั้น 3-4 ของอาคาร จึงไม่น่ากังวลเรื่องน้ำท่วม มากกว่าการที่ไม่มีไฟฟ้าใช้สำหรับห้องปฏิบัติหลายแห่ง" นายวีรศักดิ์ กล่าว
ในส่วนของเอกชนทั้ง 80 รายที่เช่าพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์เพื่อวิจัย จะได้รับการประสานเรื่องความปลอดภัยตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่จะเข้ามาใช้เครื่องมือของศูนย์แห่งชาติมากกว่าการลงทุนติดตั้งเครื่องมือเอง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สวทช.สั่งถอนกำลังออกจากไซน์ปาร์ค ด้วยเกรงความไม่สะดวกกับพนักงาน โดยได้กระจายออกไปทำงานในออฟฟิศกรุงเทพหลายจุด อาทิเช่น อาคาร สวทช.ถนนพระราม 6, ซอฟต์แวร์ปาร์คและอาคารมหานครไทยยิปซั่ม ส่วนที่มีการหยุดงานคือ นักวิจัยที่จำเป็นต้องใช้ครุภัณฑ์ในอุทยานวิทยาศาสตร์เท่านั้น
สวทช.ยังจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ในพื้นที่ 24 ชั่วโมง ทั้งในส่วนของวิศวกรของแต่ละศูนย์ และพนักงานรักษาความปลอดภัย เพื่อดูความบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ ตลอดจนส่วนของคันกั้นน้ำที่สร้างไว้
"ผมคิดว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอะไรขึ้น สิ่งที่เราวางแผนตั้งแต่ต้นในการรับมือ ค่อนข้างจะรัดกุมพอสมควร บนฐานของความไม่ประมาท เราคาดการณ์ ตั้งเงื่อนไขไว้ ว่าเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นจะต้องทำอย่างไร แต่ก็ไม่อยากให้มันเกิด" ผู้อำนวยการศูนย์เอ็มเทคกล่าว
ทั้งนี้ ทีมผู้บริหารทั้งผู้อำนวยการ สวทช. ผู้อำนวยการศูนย์แห่งชาติทั้ง 4 ส่วน ประกอบด้วย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ (เนคเทค) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้ประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ทุกวัน ที่อาคาร สวทช. ถ.พระราม 6



