
ชงวาระแห่งชาติฟื้นฟูสุขภาพจิต
หลังพบซึมเศร้ากว่า 5,000 เสี่ยงฆ่าตัวตาย 765 ราย สธ.เฝ้าระวัง 11 โรคที่มากับน้ำท่วม ระบุพบป่วยแค่ไข้หวัด น้ำกัดเท้า ท้องเสีย โรคอื่นยังไม่ปรากฏ ขณะที่ผู้ป่วยบัตรทองในพื้นที่น้ำท่วมเข้ารักษารพ.เอกชน 57 แห่ง 5 โซน ไม่เสียค่าใช้จ่าย จนกว่าวิกฤติอุทกภัยยุติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ต.ค.54 นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า สุขภาพจิตของผู้ประสบภัยในพื้นที่ 36 จังหวัด ณ วันที่ 18 ต.ค. จากการประเมินคัดกรอง จำนวน 93,234 ราย พบเครียดสูง 3,857 ราย ซึมเศร้า 5,493 ราย เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 765 ราย ต้องติดตามดูแลพิเศษ 1,162 ราย และจากการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) นับตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. พบว่าประชาชนโทรเข้ามาขอรับบริการรวม 693 ราย ปัญหาที่ขอรับบริการ ได้แก่ เครียด และวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเครียดเนื่องจากอพยพออกจากพื้นที่ไม่ได้ ตลอดจนวิตกกังวลเนื่องจากมีโรค และปัญหาสุขภาพกาย
นพ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า ในการฟื้นฟูสุขภาพจิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม กรมสุขภาพจิตเสนอรัฐบาลให้ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ โดยแบ่งกลุ่มประชาชนเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มผู้สูญเสียญาติพี่น้อง ที่อยู่อาศัย แหล่งทำมาหากิน และต้องเข้าพักพิงในศูนย์พักพิงต่าง ๆ เจ้าหน้าที่จะเข้าไปกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนจากผู้ที่เป็นเหยื่อกลายเป็นผู้กอบกู้วิกฤติ โดยเปลี่ยนจากผู้ที่รอรับการช่วยหลือให้มีส่วนร่วมในการวางแผน หรือบริหารจัดการการดำเนินการสิ่งๆ ต่างภายในศูนย์พักพิง เช่น การทำความสะอาดที่พัก การปรุงอาหาร และอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งขึ้น กล้าอยู่ในสังคมได้ดีขึ้น
2.กลุ่มผู้สูญเสียที่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระดับหนึ่งในพื้นที่ติดขัง ทั้งในเขตชนบท และเขตเมือง จะระดมบุคลากรทั้งประเทศเข้าไปให้บริการบำบัดจิตใจเชิงรุก
3.กลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงแต่เกิดความตื่นตระหนก จะต้องให้ข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนกมากขึ้น
4.ประชาชนในพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว เช่น ภาคเหนือ จะส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์สุขภาพจิตในพื้นที่เข้าไปฟื้นฟูจิตใจ
5.กลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือ จะมีการช่วยเหลือให้กลุ่มนี้รู้สึกผ่อนคลายและฟื้นฟูสุขภาพจิตด้วย
ขณะเดียวกัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วม โดย นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคติดต่อที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด ซึ่งกรมได้ดำเนินการเฝ้าระวังอย่างน้อย 11 โรค ได้แก่
1.โรคผิวหนัง อาทิ โรคน้ำกัดเท้า โรคผิวหนังจากเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนอง ประชาชนจึงควรหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น ใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น หลังย่ำน้ำใช้น้ำสะอาดใส่ถังพร้อมใส่เกลือแกง 1-2 ช้อนชา แช่เท้า 10 นาที เช็ดให้แห้ง หากมีอาการเท้าเปื่อย คัน ให้ทายารักษาตามอาการ
2.โรคตาแดง หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หลังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อนแล้วลามไปตาอีกข้าง ผู้ป่วยมักหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ การป้องกันเมื่อฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่ขยี้ตา ผู้ป่วยควรนอนแยกจากคนอื่น หากอาการไม่ทุเลาภายใน 1 สัปดาห์ ต้องรีบพบแพทย์
3.โรคหวัด ติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์
4.ไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก มีน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จามเจ็บคอ เบื่ออาหารและอ่อนเพลีย ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม ป้องกันการแพร่เชื้อ เป็นไข้นานเกิน 7 วัน หรือมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์
5.โรคปอดบวม ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหากมีการสำลักน้ำ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด มีโอกาสเป็นปอดบวม ซึ่งติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศเข้าไป หรือจากการคลุกคลีกับผู้ป่วย เมื่อมีอาการสงสัยว่าเป็นปอดบวม เช่น ไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว ต้องรีบพบแพทย์ทันที ในการป้องกันต้องใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ
6.โรคหัด เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็ก หากมีโรคแทรกซ้อนทำให้เสียชีวิตได้ การติดต่อได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด อาการหลังได้รับเชื้อ 8-12 วัน จะเริ่มมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ในช่วง 1-2 วันแรกไข้จะสูงขึ้น และจะสูงเต็มที่ในวันที่สี่ เมื่อมีผื่นขึ้น ผื่นจะมีลักษณะนูนแดง ติดกันเป็นปื้นๆ โดยจะขึ้นที่ใบหน้าบริเวณชิดขอบผมแล้วแพร่กระจายไปตามลำตัว การดูแลรักษา ให้การรักษาตามอาการ แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัด ถ้ามีผื่นออกแล้วยังมีไข้สูง หรือมีไข้ลดสลับกับไข้สูง ไอมาก หรือหอบต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
7.โรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หลังได้รับเชื้อ 3-6 วัน จะเริ่มแสดงอาการป่วย มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย อีก 1-2 วันเจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้ เพราะมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม พบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็กที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน แต่หากมีไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
8.โรคอุจจาระร่วง เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ แมลงวันตอม ทิ้งค้างคืน โดยผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือดหรือมูกปนเลือด อาเจียน หากมีอาการรุนแรงจะถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมากๆ การป้องกันโรค ดื่มน้ำ และเลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ล้างมือด้วยสบู่ก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
9.โรคฉี่หนู เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายด้วยการไชเข้าทางบาดแผลหรือเข้าทางเยื่อบุอ่อนๆ เช่น ง่ามมือ ง่ามเทา เยื่อบุตา ขณะที่แช่น้ำ กินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคฉี่หนู มักมีอาการหลังได้รับเชื้อ 2-10 วัน โดยเริ่มมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและโคนขา เจ็บคอ ท้องเดิน เยื่อบุตาแดง หากมีอาการเช่นนี้หลังจากแช่น้ำ ย่ำโคลนมา 2-26 วัน เฉลี่ย 10 วันควรนึกถึงโรคนี้ ไม่ควรหายามากินเอง ต้องไปพบแพทย์ การป้องกันต้องหลีกเลี่ยงการแช่น้ำ ย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำต้องชำระร่างกายให้สะอาด ควรสมรองเท้าบู๊ท และดูแลที่พักให้สะอาดไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู
10.โรคไข้เลือดออก จะมีไข้สูงตลอดทั้งวัน ประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ตามลำตัว แขน ขา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ต่อมาไข้จะเริ่มลง ระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายดำ หรือไอปนเลือด อาจมีภาวะช็อก และเสียชีวิต การป้องกัน กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ระวังไม่ให้ยุงกัดในเวลากลางวัน โดยการนอนกางมุ้งหรือทายากันยุง ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
11.โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ หลังได้รับเชื้อ 7-10 วัน จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ในระยะแรกอาจมีไข้สูงตลอดได้ บางรายมีอาการหนาวสั่น หรือเป็นไข้จับสั่น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ในรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิต การดูแลตนเอง ควรนอนกางมุ้ง ทายากันยุง สวมใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกายให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดเมื่อเข้าป่า ถ้ามีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันที
นพ.พรเทพ กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มพบผู้ป่วยกะปริบกะปรอยในส่วนของโรคไข้หวัด หากพบผู้ป่วยในศูนย์อพยพจะแยกผู้ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนอื่น โรคที่พบป่วยมากสุดคือ น้ำกัดเท้า และมีท้องเสียบ้าง ส่วนตาแดง ฉี่หนู ยังไม่พบผู้ป่วย เพราะจะเกิดภายหลังน้ำลด
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ตามที่เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดทำให้เกิดอุปสรรคต่อการให้บริการผู้ป่วย และการเข้ารับบริการของประชาชน โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่ประสบภัยน้ำท่วม สปสช.จึงประสานกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้โรงพยาบาลที่ไม่ได้เข้าร่วมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถร่วมให้บริการผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมได้อย่างทั่วถึง โดยให้ผู้ป่วยบัตรทองที่ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม และจากศูนย์ประสานงาน หรือศูนย์ส่งต่อเตียงของ สปสช. รวมถึงประชาชนที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปใช้บริการตามโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้ได้สามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลเอกชนทั้ง 57 แห่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า สมาคมมีโรงพยาบาล 57 แห่ง ที่เข้าร่วมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ความเดือดร้อนทางสาธารณสุขครั้งนี้ คิดเป็นร้อยละ 30 ของเตียงโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด หรือประมาณ 3,000 เตียง โดยแบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่
โซนที่ 1 นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี มี 11 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ 2.รพ.วิภาราม-ปากเกร็ด 3.รพ.แพทย์รังสิต 4.รพ.ภัทร-ธนบุรี 5.รพ.เอกปทุม 6.รพ.นวนคร 7.รพ.ปทุมเวช 8.รพ.ราชธานี 9.รพ.ศุภมิตรเสนา 10.รพ.นวนคร อยุธยา 11.รพ.เกษมราษฎร์ สระบุรี
โซนที่ 2 ฉะเชิงเทรา กรุงเทพตะวันออก มี 13 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.จุฬารัตน์ 11 2.รพ.โสธราเวช 3.รพ.สายไหม 4.รพ.นวมินทร์ 1 5.รพ.นวมินทร์ 9 6.รพ.บี.แคร์ 7.รพ.ลาดพร้าว 8.รพ.วิภาราม 9.รพ.เกษมราษฎร์ สุขาภิบาล 3 10.รพ.จุฬารัตน์ 3 11.รพ.จุฬารัตน์ 9 12.รพ.บางนา 2 13.รพ.รวมชัยประชารักษ์
โซนที่ 3 สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพตะวันตก มี 11 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.มหาชัย 1 2.รพ.มหาชัย 2 3.รพ.แม่กลอง 4.รพ.วิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย 5.รพ.วิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร 6.รพ.เกษมราษฎร์ บางแค 7.รพ.บางไผ่ 8.รพ.นครธน 9.รพ.บางมด 10.รพ.บางปะกอก 9 11.รพ.พระราม 2
โซนที่ 4 สมุทรปราการ มี 8 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.สำโรงการแพทย์ 2.รพ.เมืองสมุทร 3.รพ.เมืองสมุทรปู่เจ้า 4.รพ.เปาโลสมุทรปราการ 5.รพ.รัทรินทร์ 6.รพ.ศิครินทร์ 7.รพ.บางนา 1 8.รพ.เซ็นทรัลปาร์ค
โซนที่ 5 กรุงเทพชั้นใน มี 14 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.กล้วยน้ำไท 2.รพ.คามิลเลียน 3.รพ.แพทย์ปัญญา 4.รพ.เปาโล เมโมเรียล
นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช เลขาธิการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า หลักเกณฑ์การบริหารจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น กรณีผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลได้รับค่าบริการตามจริง แต่ไม่เกินครั้งละ 700 บาท ส่วนกรณีผู้ป่วยใน เบิกจ่ายตามระบบ DRG หรือตามกลุ่มโรค ในอัตรา 9,000 บาทต่อ 1 กลุ่มโรค ยกเว้นการสำรองเตียงด้วยโรคที่ระบุตามสัญญากับ สปสช.และโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งให้ยึดถือตามสัญญาเดิม และทั้ง 2 กรณี หากเกินอัตราที่กำหนดให้โรงพยาบาลเก็บข้อมูลและประสาน สปสช. เพื่อพิจารณาค่าชดเชยส่วนเกินตามความจำเป็นต่อไป
ขณะที่การให้บริการส่งตัวผู้ป่วยด้วยรถของโรงพยาบาลเอกชนอื่นให้ได้รับค่าใช้จ่ายในอัตราเที่ยวละ 500 บาท บวกอัตราเพิ่มตามระยะทางไป-กลับ 4 บาทต่อกิโลเมตรโดยประมาณ ซึ่งการดำเนินการนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2554 จนกว่าภาวะอุทกภัยจะบรรเทา และสปสช.ได้มีประกาศหรือมีหนังสือยกเลิกล่วงหน้า การให้บริการตามข้อตกลงนี้ ทางระบบบัตรทองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ



