
พระเอกในหัวใจไทย
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : พระเอกในหัวใจไทย โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ได้รับการถ่ายทอดมาด้วยวิธีการบอกเล่า ต่างจากประวัติศาสตร์ของประเทศทางแถบตะวันตกหรือแม้แต่ในจีนและอินเดีย ที่ได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานสามารถพิสูจน์ทราบได้ชัดเจน
เมื่อจะสืบเสาะเรื่องราวแต่หนหลังของคนในประวัติศาสตร์ไทย จึงมักจะต้องค้นคว้าหามาจากรอยตะเข็บของคำบอกเล่าประเภทนิทานปรัมปรา หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องยึดเอานิทานพื้นบ้าน ที่เล่าขานสืบต่อกันมาเป็นบรรทัดฐานในการสืบค้น ทำให้การเรียนรู้เรื่องราวแต่หนหลังของคนไทย จึงยึดมั่นกับบทบาทของพระเอกและผู้ร้ายตามลักษณะคำบอกเล่า
คนไทยจึงฝังจำกับความเป็นพระเอกและนางเอกในนิทาน และติดอยู่กับการที่พระเอกและนางเอกได้พบแต่ “ความสำเร็จ” ในตอนจบ คนเลวที่มากรักหลายเมียอย่างขุนแผนผู้เลวร้าย ถึงขนาดถอดผ้าเหลืองพันโคนต้นโพธิ์ยามดึก เพื่อลอบปีนเข้าหานางวันทองหวังสู่สม ไปสู้ศึกสงครามที่ไหนก็ฉุดคร่าอนาจารลูกเมียชาวบ้านมาเคียงคู่ เลวได้ขนาดนี้คนไทยยังยกให้เป็นพระเอก ถึงขนาดสร้างพระเครื่องพิมพ์ขุนแผนออกมาบูชากันหลายพิมพ์ทีเดียว
ทุกวันนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่คนหนุ่มสาวในสังคมไทย หันไปยกย่องคนที่มีฐานะทางการเงินดี มีทรัพย์สินมากมายบ้านช่องใหญ่โต ทั้งที่รู้กันดีว่าคนเหล่านั้นมีประวัติพื้นหลังน่ารังเกียจ หลายคนทำผิดกฎหมายบ้านเมืองถูกลงโทษแล้วด้วยซ้ำ
การยกย่องชื่นชมคนที่ฉากหน้าเช่นที่คนรุ่นใหม่สังคมไทยทำกันอยู่ทุกวันนี้ จึงทำให้ความดีกับความร่ำรวยถูกจับไปรวมให้เป็นเรื่องเดียวกัน ในขณะที่ความเลวกับความจนถูกยัดเยียดให้อยู่เป็นพวกเดียวกันตามสายตาของคนเหล่านั้น คนรุ่นใหม่จึงมีวิถีชีวิตและแนวคิดในการดำรงชีวิตที่ผาดโผน และใช้แนวทางที่ปฏิเสธการตัดสินโดยพื้นฐานของศิลธรรมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องจับต้องไม่ได้
นักเรียนนักศึกษาถูกปลูกฝังให้เรียนได้เกรดสูงๆ ใครที่มีทุนมากก็หาที่เรียนกวดวิชาเสริมสร้างทักษะในการตอบข้อสอบบ่อยๆ ใครที่มีทุนน้อยก็หาช่องทางอื่นเข้ามาต่อสู้ ไม่เว้นแม้แต่ช่องทางของการยอมพลีของสูงค่า ให้กับกรรมการผู้สามารถกำหนดคะแนนการสอบให้แก่ตนเองได้ เมื่อใดที่ถูกจับได้ถึงกลโกงในการได้มาซึ่งคะแนน
แทนที่คนรุ่นใหม่จะละอายและคิดว่าตนเองทำผิด แต่กลับคิดว่าตนเอง “ซวย หรือ โชคร้าย” ที่ถูกจับได้ไล่ทัน เพราะคนอื่น “เขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น” เพียงแต่คนอื่นๆเหล่านั้นโชคดีที่ไม่ถูกจับได้ จังหวะโอกาสตามคิดเห็นของแต่ละคนจึงถูกช่วงชิงไขว่คว้าหรือหาทางสร้างมันขึ้นมา โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะเป็นการได้มาบนความเดือดร้อนของคนอื่นหรือไม่
เมื่อเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงในประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเข้าแถวเรียงตามลำดับเพื่อซื้อของเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ไม่มีใครคิดใช้เงินที่มีมากกว่าผู้อื่นกวาดซื้อไปกักตุน พ่อค้าชาวญี่ปุ่นก็จำหน่ายสินค้าให้กับทุกคนในราคาปรกติเหมือนไม่มีภัยใดๆ เกิดขึ้น ข่าวการฉกฉวยแย่งชิงสิ่งของหรือการโจรกรรมเพื่อให้ชีวิตตนเองอยู่รอดเหนือคนอื่นไม่เคยปรากฏ
เมื่อภัยร้ายน้ำท่วมเกิดขึ้นในวงกว้างของประเทศไทย พ่อค้าคนไทยที่สู้อุตส่าห์ยอมทนค้าขายสินค้าในราคาปกติ ถูกหาว่าเป็นคนโง่ไม่รู้จักใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ลูกค้าที่มีเงินทองมากกว่าก็กวาดสิ่งของต้องใช้มากักตุนจนเกินความจำเป็น การแย่งชิงซื้อสิ่งของหรือแย่งของที่มีคนบริจาคถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันและกัน
ภาพอย่างนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยของเราต้องหันมาปลูกฝังให้คนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อไปรู้ว่า ความดี กับ ความรวย ต่างกันตรงไหนอย่างไร และอะไรเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องมากกว่ากัน มิฉะนั้นต่อไปเมืองไทยก็จะกลายเป็น พาราสาวัตถี ใครไม่มีปราณีใคร พ่อค้าก็มุ่งหน้าหวังสร้างความร่ำรวยโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ เพราะรวยแล้วก็จะได้รับการยกย่อง รวยทางผิดแล้วถูกจับได้ก็แค่ “ความซวย” คนอื่นๆ อีกนับพันนับหมื่นก็ใช้วิธีการเช่นนั้นกันทั้งนั้นละ พระเอกในสายตาของสังคมไทยแบบนี้ จึงเป็นอันตรายต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง
----------------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : พระเอกในหัวใจไทย โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



