
ยูเอ็น-ญี่ปุ่น-สหรัฐพร้อมช่วยฟื้นฟูไทย
สหประชาชาติ หรือยูเอ็น และรัฐบาลในประเทศต่างๆแสดงความกังวลต่อภาวะน้ำท่วมในประเทศไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเกิดจากภาวะฝนตกมากผิดปกติและพายุไต้ฝุ่นที่ก่อตัวในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ปชช.หลายล้านคนได้รับความเดือดร้อน รวมผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ประเทศจากน้ำท่วมกว่า 700
สหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น และรัฐบาลในประเทศต่างๆ แสดงความกังวลต่อภาวะน้ำท่วมรุนแรงในประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม อันเกิดจากภาวะฝนตกในฤดูกาลมากผิดปกติ และพายุไต้ฝุ่นที่ก่อตัวในทะเลจีนใต้และนำความชื้นมายังพื้นแผ่นดินใหญ่บริเวณแหลมสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และมีผู้เสียชีวิตใน 3 ประเทศที่ได้เผชิญภัยน้ำท่วมแล้วกว่า 700 ราย
โดยสำนักงานประสานงานด้านกิจการมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (โอซีเอชเอ) เตรียมทีมงานประเมินและประสานงานภาวะวิกฤติแห่งสหประชาชาติ (ยุเอ็นดีเอซี) ให้พร้อมลงพื้นที่ได้ตลอดเวลาหากได้รับการร้องขอจากประเทศที่ประสบวิกฤติวาตะภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ได้หารือกับรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์จากวาตะภัยที่คร่าชีวิตประชาชนแล้วกว่า 300 ราย และ คนไทยกว่า 2 ล้านคนในพื้นที่ 80% ของ 77 จังหวัดได้รับความเดือดร้อน
อย่างไรก็ตามนางสาววาเลอรี เอมอส รองเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการมนุษยชนได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าจะมีความรุนแรงยิ่งขึ้นเนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักยังคงสูงขึ้นจากการรับน้ำฝนที่ยังตกหนักต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันนางโนลีน เฮยเซอร์ เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมเอเชียแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสแคป) แสดงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมในภูมิภาคนี้อาจก่อให้เกิดวิกฤติด้านมนุษยชน ดังนั้นสหประชาชาติควรยืนหยัดให้การป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนในภูมิภาคนี้ "ภัยธรรมชาติถือเป็นความท้าทายร้ายแรงต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่มีประชากรประมาณ 1 ใน 3 ของโลก"
ญี่ปุ่น-สหรัฐต้องช่วยฟื้นไทย
หนังสือพิมพ์โยมิอูริ แห่งประเทศญี่ปุ่นรายงานเมื่อเร็วๆนี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี และมีการประเมินมูลค่าความเสียหายของประเทศไว้ที่ 1 แสนล้านบาท วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยประมาณ 320 แห่งได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดโดยเฉพาะการที่น้ำทะลักเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ฮอนด้า ต้องระงับการผลิตรถยนต์ชั่วคราว เช่นเดียวกับโตโยต้า ต้องขยายเวลาระงับการผลิตของโรงงาน 3 แห่ง เพราะขาดชิ้นส่วนรถยนต์
ประเทศไทย ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นดีทรอยต์แห่งตะวันออก เป็นฐานการผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นเช่นเดียวกับจีนและสหรัฐ แต่อะไหล่รถญี่ปุ่นส่วนใหญ่ผลิตในไทย และเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในเครือข่ายซัพพลายเชนสากลของบริษัทจำนวนมาก
ทางการไทยจะต้องระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายขยายออกไปจนสถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น แต่วิธีการที่จะยับยั้งไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าสร้างความเสียนั้น เป็นสิ่งท้าทายแสนสาหัสของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เรียกร้องให้รัฐบาลและเอกชนญี่ปุ่นเข้ามาช่วยเหลือประเทศไทยให้ฟื้นตัวจากวิกฤติน้ำท่วมสร้างความมั่นคงให้กับฐานะ "ดีทรอยท์ ออฟเอเชีย" ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่น ได้มอบเต๊นท์และสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่จำเป็น รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ร่วมปฏิบัติงานกับทีมจากชาติสมาชิกสมาคมอาเซียน ขณะที่รัฐบาลสหรัฐได้ส่งหน่วยนาวิกโยธินและความช่วยเหลืออื่น ๆ ให้ประเทศไทยแล้วเช่นกัน
น้ำท่วมถ่วงรัฐบาลไทย
ด้านหนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานในบทความเรื่อง น้ำท่วมถ่วงรัฐบาลใหม่ของไทย โดยชี้ว่า การรับมือกับน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ เป็นก้าวถอยหลังอีกก้าวของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขณะที่ความเสียหายทางการเงินพุ่งทะยาน และรัฐบาลของเธอยืนยันจะเดินหน้าแผนอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในทางทฤษฎี การวางแผนสั่งการรับมือน้ำท่วมของไทยจะออกมาจากวอร์รูม ที่สนามบินดอนเมือง แต่ในความเป็นจริง น.ส.ยิ่งลักษณ์กำลังต่อสู้เพื่อเอาชนะสถานการณ์ที่ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ครั้งแรกนับจากเข้าบริหารประเทศสองเดือน ซึ่งมาจากความเชื่อที่ว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของพี่ชาย อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
ในความเห็นของนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบันศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสิงคโปร์ มองว่า ยิ่งลักษณ์ทำงานได้ดี สามารถพบเห็นเธอในทุกหนแห่ง แต่ประเด็นคือ รัฐบาลรู้แล้วว่าน้ำท่วมกำลังจะมาเมื่อสองเดือนที่แล้ว แต่กลับไม่ได้ทำอะไรเพื่อป้องกัน นี่เป็นวิฤติแห่งภาวะผู้นำ
ปัญหาใหญ่สุดของนายกฯยิ่งลักษณ์คือ การให้ข้อมูลกับประชาชนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนและบริษัทต่างชาติ กลุ่มการค้าญี่ปุ่นซึ่งบริษัทหลายแห่งได้รับผลกระทบจากน้ำเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ บ่นว่าบริษัทต่างชาติไม่เคยรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น และข้อมูลไหนแม่นยำ
นายเซยะ ซูเคกาวะ นักเศรษฐศาสตร์องค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่นได้รับการเตือน แต่มีข้อมูลไม่พอ และไม่มีเวลามากพอที่จะตัดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง



