ข่าว

ศูนย์'มจร'ขาดข้าวสารขอรับบริจาคด่วน!

ศูนย์'มจร'ขาดข้าวสารขอรับบริจาคด่วน!

19 ต.ค. 2554

ศูนย์ช่วยเหลือ "มจร" เริ่มขาดข้าวสาร-อาหารแห้งขอรับบริจาคด่วน! ผู้ประสบภัยทยอยเข้าพักศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 428 คน เตรียมเปิดเฟส 4 รับเพิ่มไม่อั้น ชงฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ประสบภัยเป็นวาระแห่งชาติ หลังพบซึมเศร้ากว่า 5 พัน เสี่ยงฆ่าตัวตาย 765 ราย

           เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2554 นายสมชาย สุภาษิต รองผอ.สำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า เนื่องจากศูนย์ช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม มูลนิธิชัยพัฒนา ณ มจร. มีผู้ประสบภัยที่มาพักอาศัยประมาณ 500 คน มีเจ้าหน้าที่ 300 คน รวมทั้งต้องแจกจ่ายอาหารไปยังวัดใกล้เคียง เช่น วัดชูจิตรธัมมาราม วัดกุฎีประสิทธิ์ และตามจุดต่างๆที่ประชาชนมารับอาหารเองไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่ มจร.จึงนำอาหารใส่เรือเข้าไปแจกจ่ายอีกจำนวนมาก

           ขณะนี้เริ่มขาดเครื่องอุปโภค บริโภค ข้าวสารอาหารแห้งแล้ว จึงจะขอแจ้งมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ผู้ที่มีจิตศรัทธานำข้าวสาร อาหารแห้งมาบริจาคที่ศูนย์พักพิง มจร. อย่างเร่งด่วน ส่วนเครื่องปั่นไฟและน้ำมันที่ขอรับบริจาคไว้ก่อนหน้านี้ ขณะนี้มีจำนวนที่เพียงพอแล้ว สำหรับการเดินทาง มจร.ยังคงจัดรถรับ-ส่งตามปกติ แต่ต้องเปลี่ยนเส้นทางโดยเริ่มต้นที่วัดศรีสุดารามและวัดมหาธาตุฯ แล้วใช้เส้นทางวิภาวดีรังสิต ส่วนการเรียนการสอน จะย้ายสถานที่ไปที่กรุงเทพมหานครเป็นการชั่วคราว

           ผู้ประสงค์จะช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา ติดต่อได้ที่สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา อาคาร 608 พระราชวังดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ หรือร่วมบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สามารถโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา ชื่อบัญชี "ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" เลขที่บัญชี 067 - 213125-3 เพื่อนำไปจัดซื้อสิ่งของที่จำเป็น และผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการจะบริจาควัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร สิ่งของและเงินช่วยเหลือ บริจาคได้ที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย หรือติดต่อได้ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยสามารถติดผ่าน พระครูวินัยธรวัลลพ ผอ.ส่วนธรรมนิเทศ มจร โทร.08-1925-1491


ผู้ประสบภัยแจ้งวัฒนะเตรียมเปิดเฟส4รับเพิ่มไม่อั้น

           ศูนย์พักพิง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประสบอุทกภัยได้ทยอยเข้าพักพิงเพิ่มขึ้น ล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนพักพิงแล้ว 428 คน เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ได้เปลี่ยนบัตรประจำตัวแบบคล้องคอผู้พักพิง โดยได้เพิ่มรูปถ่ายและใส่ซองพลาสติกเพื่อความคงทนมากขึ้น ซึ่งรูปถ่ายจะแยกตามลักษณะการเข้าพักว่าอพยพทั้งครอบครัวหรือเป็นผู้อพยพเพียงคนเดียว สำหรับการบริจาคสิ่งของพบว่าที่ศูนย์พักพิงฯต้องการชุดชั้นในสตรี โดยเฉพาะชุดชั้นในไซด์ใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ รองเท้าแตะ เสื้อยืด กางเกงขาสั้น เสื้อกันหนาวที่ต้องการใส่ในช่วงกลางคืนเพราะอากาศเริ่มเย็น และกรงสัตว์เลี้ยง

           ส่วนกิจกรรมอื่นๆ มีอาสาสมัครที่มีจิตอาสาหมุนเวียนกันเข้ามาสร้างกิจกรรมกลุ่มเช่น การถักเชือก ร้อยลูกปัด บริการตัดผมฟรี และการนำผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัด ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม มาบรรยายวิธีการผ่อนคลายความเครียดให้กับเจ้าหน้าที่และผู้พักพิง รวมถึงฝึกสอนให้ผู้พักพิงที่เข้ามาเป็นกลุ่มแรกฝึกเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ทำงานด้วย

           นายอเนก (สงวนนามสกุล) ผู้พักพิงที่มาจากย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี กล่าวว่า ตนเพิ่งเข้ามาพักพิงที่ศูนย์ฯ และตั้งใจจะเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยงานในศูนย์ด้วย เพราะเชื่อว่าการเป็นอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ให้จะทำให้จิตใจเข้มแข็งมากกว่าการเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียวอาจทำให้จิตใจอ่อนแอ เกิดความเครียดได้ นอกจากนี้ ฝากให้ภาครัฐช่วยประชาสัมพันธ์จุดอพยพให้มากขึ้น พร้อมขอให้ศูนย์อพยพติดป้ายบอกทางให้ชัดเจน เพราะประชาชนจำนวนมากไม่รู้ว่าศูนย์อพยพในศูนย์ราชการอยู่ตรงจุดใด

           นายณรงค์ ขันธรักษ์ วัย 72 ปีชาวบ้าน ต.ลัดพลี อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานของโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และเป็นมุสลิมหนึ่งเดียวที่อยู่ในศูนย์แห่งนี้ ซึ่งอพยพหนีภัยน้ำท่วมมาถึง 4 ครั้งตั้งแต่ยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลเสนา มหาวิทยาลัยวไลยอลงกรณ์ และศูนย์ราชการเป็นแห่งสุดท้าย และนับแต่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโรงพยาบาลฯจนกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถติดต่อลูกหลานหรือญาติๆได้เลย เพราะจำเบอร์โทรศัพท์ของลูกหลานไม่ได้ และตัวเองก็ไม่มีโทรศัพท์เพราะใช้ไม่เป็น

           “เครียดมาก นอนไม่หลับ อยู่ที่ละ 3-4 คืน ก็ต้องย้ายหนีน้ำท่วมตลอด ติดต่อลูกหลานไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน เขาก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ไหน นอนไม่รับ เครียด คิดถึงบ้าน ป่านนี้น้ำคงท่วมถึงหลังคาหมดแล้ว อยากให้น้ำลดเร็วๆจะได้กลับบ้านเสียที” นายณรงค์ กล่าว


ชงฟื้นฟูสุขภาพจิตผู้ประสบภัยเป็นวาระแห่งชาติ

           นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า สุขภาพจิตของผู้ประสบภัยในพื้นที่ 36 จังหวัด ณ วันที่ 18ต.ค. 2554 จากการประเมินคัดกรอง จำนวน 93,234 ราย พบ เครียดสูง 3,857 รายซึมเศร้า 5,493 ราย เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 765 ราย ต้องติดตามดูแลพิเศษ1,162 ราย และจากการให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตทางโทรศัพท์ ณ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) นับตั้งแต่ 8 ต.ค. 2554 พบประชาชนโทรเข้ามาขอรับบริการ รวม 693 ราย ปัญหาที่ขอรับบริการ ได้แก่ เครียด และวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเครียดเนื่องจากอพยพออกจากพื้นที่ไม่ได้ตลอดจนวิตกกังวลเนื่องจากมีโรคและปัญหาสุขภาพกาย

            นพ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า  ในการฟื้นฟูสุขภาพจิตประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม กรมสุขภาพจิตได้เสนอรัฐบาลให้ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ โดยแบ่งกลุ่มประชาชนเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มผู้สูญเสียญาติพี่น้อง ที่อยู่อาศัย แหล่งทำมาหากิน และต้องเข้าพักพิงในศูนย์พักพิงต่างๆ  เจ้าหน้าที่จะเข้าไปกระตุ้นให้คนกลุ่มนี้เปลี่ยนจากผู้ที่เป็นเหยื่อกลายเป็นผู้กอบกู้วิกฤติ โดยเปลี่ยนจากผู้ที่รอบรับการช่วยหลือให้มีส่วนร่วมในการวางแผนหรือบริหารจัดการการดำเนินการสิ่งๆต่างภายในศูนย์พักพิง เช่น การทำความสะอาดที่พัก การปรุงอาหารและอื่นๆ ซึ่งจะทำให้มีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งขึ้น กล้าที่อยู่ในสังคมได้ดีขึ้น

            2.กลุ่มผู้สูญเสียที่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระดับหนึ่งในพื้นที่ติดขังทั้งในเขตชนบทและเขตเมือง จะระดมบุคลากรทั้งประเทศเข้าไปให้บริการบำบัดจิตใจเชิงรุก 3.กลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงแต่เกิดความตื่นตระหนก จะต้องให้ข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนกมากขึ้น 4.ประชาชนในพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว เช่น ภาคเหนือ จะส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์สุขภาพจิตในพื้นที่เข้าไปฟื้นฟูจิตใจ และ 5.กลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือ จะมีการช่วยเหลือหึ้นกลุ่มนี้รู้สึกผ่อนคลายและฟื้นฟูสุขภาพจิตด้วย 

           นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กิจกรรมที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดำเนินการภายในศูนย์พักพิงจะเน้นช่วยให้คนที่ล้ม พร้อมลุกขึ้น โดยเมื่อผู้พักพิงรู้สึกมีความปลอดภัย สงบ และเรียกสติกลับคืนมาได้แล้วนั้น เจ้าหน้าที่จะกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆภายในศูนย์ เพื่อทำให้เข้ารู้สึกมีความหวัง จัดเวทีพุดคุยหารือ ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยว ประเมินความต้องการและฝึกทักษะการเยียวยาสภาพจิตใจที่อาจจะอยู่ในภาวะกังวล นอนไม่หลับ หรือท้อใจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เมื่อปัญหาเริ่มจัดการได้ จะช่วยสะสมความเชื่อมั่น ยิ้มและพร้อมต่อสู้ใหม่