ข่าว

ระดมแพทย์พยาบาลจิตเวชช่วยน้ำท่วม

ระดมแพทย์พยาบาลจิตเวชช่วยน้ำท่วม

19 ต.ค. 2554

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ระดมทีมแพทย์-พยาบาลจิตเวชเคลื่อนที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม หลังพบว่าประชาชนเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ เครียด เนื่องจากบ้านและนาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหาย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 19 ต.ค.54  นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วย นางวณี จิวะรังสรรค์ นายกเหล่ากาชาด จ.กาฬสินธุ์, นายธนาวุฒิ ทองทวี, นายอำเภอฆ้องชัย นำทีมแพทย์ พยาบาลจิตเวช เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเคลื่อนที่จากสำนักงานสาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์, สำนักงานสาธารณสุข อำเภอฆ้องชัย และโรงพยาบาลกมลาไสย ออกให้บริการตรวจสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบ้าน และไร่นาใน บ้านท่าเยี่ยม, บ้านหนองคล้า, บ้านหนองหวาย และบ้านโนนแดง ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย เพื่อตรวจสุขภาพ และคัดกรองผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หลังพบว่ามีประชาชนบางส่วนเริ่มนอนไม่หลับ มีอาการเครียดกับสถานการณ์น้ำท่วมไร่นา และพื้นที่การเกษตร เนื่องจากต้นข้าวกำลังออกรวงถูกน้ำท่วม เกรงว่าจะไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตตามที่หวังเอาไว้

          โดยการตรวจสุขภาพครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เน้นเข้าถึงบ้าน และชุมชนที่ถูกน้ำท่วมทุกหลังคาเรือน เพื่อบริการผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้พิการที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลได้ พร้อมกับลงเก็บข้อมูลคัดกรอง ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ซึ่งหากพบว่ามีอาการเครียด และนอนไม่หลับก็จะให้ยาแก้เครียด เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้นทันที พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด

          นายวิโรจน์ กล่าวว่า นอกจากการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยถูกน้ำท่วมแล้ว ทางจังหวัดยังต้องระดมหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาลจิตเวชลงพื้นที่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย โดนเน้นการเฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วม และโรคในฤดูหนาว เช่น โรคตาแดง, อุจจาระร่วง, โรคฉี่หนู, ไข้เลือดออก, โรคทางเดินหายใจ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่จะต้องคัดกรอง และติดตามผู้ที่เข้าข่ายที่มีปัญหาสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดอาการเครียด เนื่องจากบ้านเรือน และไร่นาถูกน้ำท่วมมานาน

 

สธ.พร้อมดูแลผู้ประสบภัย100เปอร์เซ็นต์

 

          ที่กระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมผู้บริหาร และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านทางระบบวิดีโอทางไกลว่า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขประเมินสถานการณ์น้ำท่วมร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โดยได้เตรียมความพร้อมด้านบริการทางการแพทย์ไว้ตั้งแต่แรก 100 เปอร์เซ็นต์ แต่คาดการณ์ว่าใช้การได้จริงประมาณร้อยละ 70 ซึ่งถือว่ามีความพร้อมดีที่สุด ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล ระบบส่งต่อ การอพยพผู้ป่วย เนื่องจากมีปัจจัยเกี่ยวกับเส้นทางการจราจร ระดับน้ำ และประชาชน ทำให้การปฏิบัติงานทำได้ไม่เต็มที่ แต่ได้ให้วิเคราะห์ และวางแผนเตรียมแก้สถานการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้การบริการกลับมาใกล้เคียง 100 เปอร์เซ็นต์มากที่สุด

          สำหรับศูนย์อพยพที่แต่ละจังหวัดได้เตรียมไว้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องแจ้งมายังกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเข้าไปดูแล โดยกระทรวงพัฒนาสังคมฯ มีหน้าที่ดูแลเรื่องที่นอน อาหาร ส่วนกระทรวงสาธารณสุขดูแลด้านรักษาพยาบาล ยารักษาโรค อนามัยสิ่งแวดล้อม การป้องกันควบคุมโรค และด้านสุขภาพจิต ซึ่งได้เตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีทีมแพทย์จากโรงพยาบาล และจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่ได้รับผลกระทบ เช่น อุดรธานี อุบลราชธานี ภูเก็ต ระดมบุคลากรที่มีอยู่มาช่วยปฏิบัติงาน ซึ่งอยู่ในยุทธศาสตร์ 9 ข้อที่กระทรวงสาธารณสุขวางไว้

          นายวิทยา กล่าวต่อว่า การที่ประชาชนอพยพมาอยู่ที่ศูนย์อพยพนั้น กระทรวงสาธารณสุขสามารถให้การดูแลได้ดีกว่าประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งอาจขาดน้ำ ไฟ เครื่องอุปโภค บริโภค โดยดูแลทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม การจัดการสิ่งแวดล้อม ส้วม ขยะ เพื่อเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น เช่น ท้องเสีย ตาแดง ไข้หวัด หรือหากเจ็บป่วยจะมีทีมแพทย์ให้การดูแลรักษา และส่งต่อไปรับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอแผนดำเนินการที่ศปภ.แล้ว

          นายวิทยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเตรียมพร้อมหากเกิดน้ำท่วมในเขต กทม.ได้เตรียมความพร้อมไว้ คือ เตรียมสำรองเตียงผู้ป่วยของโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ และตำรวจ โรงพยาบาลสังกัด กทม. และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สำรองไว้ร้อยละ 5 ของจำนวนเตียงที่มีทั้งหมด รวมประมาณกว่า 1,000 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนอกเขต กทม.และหากโรงพยาบาลในเขตกทม.น้ำท่วม จะส่งผู้ป่วยกลับไปโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคที่สามารถเปิดให้บริการได้ ทั้งนี้ ได้เร่งกู้โรงพยาบาลทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้โดยเร็วที่สุด