
'พระเกษม'ควงทนายพบตร.ตามหมายเรียก
พระเกษม อาจิณฺณสีโล หัวหน้าสำนักที่พักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ. น้ำหนาว จ. เพชรบูรณ์ ควงทนายเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก โดยมีลูกศิษย์ใช้รถยนต์ 20 คัน ตามให้กำลังใจ
19 ต.ค.54 พ.ต.ท.เอนก ทิพย์สุวรรณ รองผกก.สส.สภ.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ รับแจ้งความร้องทุกข์จาก นายเอนก สนามชัย ผู้อำนวยการส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ไผ่ย้อย รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัด(พศจ.)เพชรบูรณ์ กล่าวหา นายเกษม ดวงแพงมาก อายุ 51 ปี หรือ พระเกษม อาจิณฺณสีโล ในข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พระครูศาสนูปกรณ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองอุดรธานีมีคำสั่งให้สึกภายใน 3 วัน แต่เมื่อครบกำหนดเวลาพระเกษมยังดื้อดึงไม่ยอมสึกและแต่งกายในชุดพระสงฆ์ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น
ล่าสุด เวลา 10.00 น.วันที่ 19 ต.ค.54 พระเกษม พร้อมด้วยทหนายความและลูกศิษย์ได้พากันเดินทางด้วยรถยนย์จำนวน 20 คันออกจากสำนักสงฆ์เพื่อที่เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและขอต่อสู้คดีตามที่นายเอนก สนามชัย ผอ.ส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีกับพระเกษม ซึงพระเกษมก็ได้มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกโดย พ.ต.ท.เอนก ทิพย์สุวรรณ รอง ผกก. สส.สภ.น้ำหนาวเป็นผู้ออกหมายเรียก ทางพนักงานสอบสวนตั้งข้อกล่าวหานายเกษม(พระเกษม)กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 208 ผู้ใดแต่งกายหรือใช้ครื่องแบบที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเองเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม พระเกษมได้เข้าพบและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งได้แต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดีและในระหว่างการสอบสวนมีลูกศิษย์ของพระเกษมกว่า 20 คนนั่งรอนอกห้องสอบสวนเพื่อรอฟังผลการให้ปากคำซึ่งพระเกษมได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและไม่ยอมสละสมณะเพศตามคำสั่งของคณะสงฆ์แต่อย่างใดและขอต่อสู้คดี พร้อมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายยื่นหลักทรัพย์ประกันตัว ขอปล่อยตัวพระเกษมชั่วคราวซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้คัดค้านการยื่นประกันตัวแต่อย่างใด
ตำรวจบอกพระเกษมมาพบแบบนุ่มนวล
พ.ต.อ.สมภพ มณีรัตน์ ผกก. สภ.น้ำหนาวกล่าวว่า การสอบสวนพระเกษมหลังจากที่เจ้าพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษและได้ออกหมายเรียก มายังพระเกษมให้เดินทางมาพบเจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งพระเกษมได้เดินทางมาพบเจ้าพนักงานตามที่กำหนด พร้อมลูกศิษย์เป็นจำนวนมากได้เดินทางมาพบและเข้าให้ปากคำกับเจ้าพนักงานสอบสวนทันที
พ.ต.อ.สมภพ กล่าวต่อไปว่า การสอบสวนพระเกษมนั้นเป็นเหมือนคดีธรรมดา ตัวพระเกษม เองก็ได้ให้การแบบนุ่มนวลไม่กร้าวร้าวและแสดงอาการใดๆ ออกมาตามที่แสดงในเวบไซต์ยูทูบแต่อย่างใด คงเป็นเพราะว่า พระเกษมเองคงเข้าใจกฏหมายและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนผลการสอบสวน ทางตำรวจให้พระเกษมรับทราบข้อกล่าวหา คือเป็นภิกษุต้องคำวินิจฉัยของพระเถระผู้ใหญ่ให้สละสมณเพศแต่พระเกษมเองไม่ยอมปฎิบัติตามคำสั่ง จึงได้ให้พระเกษมเซ็นรับทราบข้อกล่าวหา พร้อม พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อส่งกองวิทยาการด้านอาชญากรรม ซึ่งพระเกษมก็ยินยอมเซ็นและให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือตามปกติเหมือนกับคดีทั่วไป และเมื่อผู้ถูกออกหมายเรียกมาปรากฎตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวน จึงไม่ต้องควบคุมตัวหรือประกันตัวแต่อย่างใด และเมื่อทำการสอบปากคำและดำเนินการทุกขั้นตอนเสร็จ ได้ปล่อยตัวพระเกษมกลับไป และหลังจากนั้นทางตำรวจจะได้ทำคำฟ้องเพื่อเสนอต่ออัยการศาลจังหวัดหล่มสัก พิจาณาดำเนินการต่อไปตามกฎหมายซึ่งจะเป็นหน้าที่ของอัยการแล้ว ส่วนจะส่งสำนวนฟ้องได้เร็วขนาดไหน นั้นขึ้นอยู่กับการส่งผลพิสูจน์ลายนั้วมือของแฟ้มอาชญากรรม ที่กองวิทยาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะส่งมา หากผลพิสูจน์มาเร็วก็ส่งฟ้องเร็ว
ด้าน ผศ.ดร.นิติศักดิ์ ศรีศิริพงศ์ ลูกศิษย์ของพระเกษม กล่าวให้กำลังใจพระเกษมและแสดงความคิดเห็นทางเวบไซต์ของสำนักสงฆ์ป่าสามแยก ว่า การออกหมายเรียกนั้น ต้องเป็นการออกหมายเรียกในกรณีเป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น การที่พระภิกษุต้องอาบัติเล็กๆ น้อยๆ ตามพระธรรมวินัยยังไม่ถือว่าเป็นความผิดทางอาญา และข้อกล่าวหาที่ตำรวจแจ้งมาว่า "เป็นพระภิกษุที่ได้รับคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม ไม่สึกภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยนั้น" ก็มิใช่ความผิดทางอาญาเช่นเดียวกันเพราะการต้องอาบัติเล็กน้อยเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ที่จะต้องจัดการเอาเอง ตำรวจไม่มีอำนาจเรียกต้วท่านเพราะท่านมิได้เป็นผู้ต้องหาทางคดีอาญา ท่านจึงไม่ต้องไปตามหมายเรียกของตำรวจที่มิชอบด้วยกฎหมายแม้ว่าจะอ้าง ป.วิอาญาในการออกหมายเรียกก็ตาม แต่ท่านควรมีหนังสือตอบไปยังรองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรน้ำหนาวให้ทบทวนการออกหมายเรียกว่าออกหมายเรียกถูกต้องหรือไม่ ขอแสดงความเคารพอย่างสูง ลงชื่อ ผศ.ดร.นิติศักดิ์ ศรีศิริพงศ์
ทั้งนี้ ในส่วนพระเกษม ได้เผยแพร่ข้อความผ่านทางเวบไซต์ป่าสามแยก ก่อนมาพบพนักงานสอบสวนว่า ตามความเป็นจริงในเบื้องต้นนั้น หากจะขัดขืนหรือไม่ไปพบตำรวจก็ได้แต่ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จะไปนั้นเพียงอยากแจ้งเตือนให้พระสงฆ์ระดับพระเถระได้รับทราบและนำไปปฎิบัติเพราะทุกวันนี้พระเถระผู้ใหญ่ต่างไม่ยึดมั่นในคำสอน พระรับเงิน พระมีเมีย พระมีบัญชีเงินฝากเป็นของตนเองนั้นถือว่าผิดทั้งหมด และเมื่อทางกฏหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเอาความผิดกับอาตมาก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาต่อสู้ แต่คราวที่มาต่อสู้ทางโลก คือตามกฏหมายบ้านเมืองนั้นเมื่อเขาต้องการเราก็จะขอต่อสู้ไปและคิดว่าคดีนี้จะต้องยาวอย่างแน่นอน ดังนั้นไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะไปขัดขืนเมื่อเขาเรียกไปก็ต้องไปเพราะฉะนั้นคดีของอาตมานั้นจะต้องมีการสู้กันถึงยกสุดท้ายและยาวนานเพพราะอย่างน้อยจะต้องสอบพยานและหมายเรียกพยานที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำต่อทางศาลว่าทำไม อะไร และอาตามเองก็ไม่มีความรู้สึกหนักใจอะไรและไม่คิดจะหลบหนีคดีแต่อย่างใด



