ข่าว

 กองปราบฯ-กทช.ตรวจสภาพอุปกรณ์"ดี เสตชั่น"

กองปราบฯ-กทช.ตรวจสภาพอุปกรณ์"ดี เสตชั่น"

30 เม.ย. 2552

ตำรวจกองปราบปราบ พร้อมเจ้าหน้าที่ กทช. เข้าตรวจสอบสภาพอุปกรณ์สถานีโทรทัศน์ ดี เสตชั่น หลังถูกอายัดไว้ ปล่อยตัวชั่วคราว " แกนนำม็อบเสื้อแดง ประธานวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่" หลังมอบตัวสู้คดี ตามหมายจับผิด พรก.ฉุกเฉิน ยื่นหลักทรัพย์ 5 แสน ยอมรับ 3 เงื่อนไข กอง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 เมษายน 2552 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม กว่า 20 นาย นำโดย พ.ต.อ.สาธิต ตชยภพ รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ ทรัพย์ยาคม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการระดับสูง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เข้าตรวจสอบพื้นที่ภายในสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดี สเตชั่น โดย พ.ต.อ.สาธิต ตชยภพ รอง ผบก.ป.กล่าวว่าวันนี้เดินทางมาตรวจสอบทรัพย์สินว่าอยู่ในสภาพเดิมและครบตามรายการที่ได้อายัดไว้หรือไม่ โดยได้มีการชี้แจงไปยังผู้บริหารดีทีวี ก่อนหน้าที่จะเดินทางเข้าตรวจสอบ

 นายพงษ์ศักดิ์ เปิดเผยภายหลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ภายในสถานี ดี สเตชั่น ว่า ในวันนี้ตนเดินทางมาตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ ว่ายังอยู่ในสภาพเดิมหรือไม่ ภายหลังจากที่เข้าตรวจทรัพย์สินที่ได้อายัดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า ทรัพย์สินยังคงอยู่ในสภาพเดิม ส่วนจะมีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ออกไปภายนอกหรือไม่นั้น นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า คงต้องให้เป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไรก็ตาม ภายหลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เดินทางกลับ โดยไม่ได้มีการนำอุปกรณ์ หรือ ทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้กลับไปด้วย
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่ ปรากฏว่าได้มีกลุ่มคนเสื้อแดง กว่า 100 คน ที่มารอให้กำลังใจได้ตะโกนด่าพร้อมกับโห่ร้องแสดงอาการไม่พอใจต่อการเข้า ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่ แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความวุ่นวายแต่อย่างใด

ปล่อยตัวชั่วคราว"แกนนำม็อบเสื้อแดง "

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 30 เม.ย. นายชินวัตร หาบุญพาด ประธานชมรมวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( นปช.) ม็อบเสื้อแดง 1 ใน 27 คนที่ถูกออกหมายจับความผิดมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปประทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ และข้อหาชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตาม มาตรา 9 ข้อ 1 และมาตรา 18 เข้ามอบตัวสู้คดีกับ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ( ผบก.น.1)และคณะพนักงานสอบสวนนครบาลร่วมสอบปากคำรับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าตัวยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น ชี้แจงเพียงสั้นๆว่า หลังเกิดเหตุจนถูกออกหมายจับไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ที่ยังไม่เข้ามอบตัวเพราะเกรงจะไม่ปลอดภัยและไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากตำรวจมีการปฏิบัติ 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน

 ภายหลังเสร้จสิ้นสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมงนายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความผู้ต้องหาได้ใช้ตำแหน่งนายสุรเชรษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย พร้อมยื่นหลักทรัพย์วงเงิน 5 แสนบาทขอประกันตัวโดยพนักงานสอบสวนพิจารณาอนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราวหลังยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อแต่โดยดีคือ 1.ห้ามมิให้กระทำการใดๆที่เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรวบรวมพยานหลักฐานในสำนวนคดี 2.ห้ามมิให้ผู้ต้องหาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและ 3.ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหลังจากนายชินวัตรได้ออกจากห้องสอบสวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจพร้อมมอบดอกกุหลาบแดงแสดงความยินดีก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางกลับไป

 สำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับ 27 คนจากเหตุการณ์ " สงกรานต์เดือด " นั้นประกอบด้วย 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2.นายวีระ มุสิกพงศ์ 3.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 5.นายจักรภพ เพ็ญแข 6.นายอดิศร เพียงเกษ 7.นายเหวง โตจิราการ 8.นายสิรวิชญ์ พิมพ์กลาง 9.นายพีระ พริ้งกลาง 10.นายณรงค์ศักดิ์ มณี 11.นายณัฐพงศ์ อินทะนาง12.นายชิณวัฒน์ หาบุญพาด 13.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง 14.พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ 15.นายนิสิต สินธุไพร 16.นายนพพร นามเชียงใต้ 17.นายสำเริง ประจำอ 18.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 19.นายธนกฤต หรือ วันชน ชะเอมน้อย 20.นายสิงห์ทอง บัวชุม 21.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 22.นายศักดา นพสิทธิ์ 23.นางศิริวรรณ นิมิตศิลปะ 24.นายธรชัย ศักดิ์มังกร 25.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 26.นายวรชน เหมะ 27.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์

 ก่อนหน้านี้ได้ทยอยกันเข้ามอบตัวสู้คดีแล้ว 10 คนคือนายวีระ นายณัฐวุฒิ นายอดิศร นายแพทย์เหวง นายอริสมันต์ นายสุพร นายสิรวิชญ์ นายพีระ นายณรงค์ศักดิ์ หรือเป๋คลองเตย และล่าสุดนายชินวัตร โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง

กกต.ตั้งอนุฯตรวจสอบเงินบริจาค 258 ล้านปชป.

 ที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) นายสุทธิพล  ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ส่งสำนวนเงินบริจาค 258 ล้านบาท และเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2548 มาให้กกต.ตรวจสอบว่า ที่ประชุม กกต. มีมติตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ตามความเห็นของคณะทำงานจากสำนักกิจการพรรคการเมือง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่ดีเอสไอส่งมา

 ทั้งนี้กกต.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมกรรมการ สอบสวนใน 2 ประเด็น คือ 1 . สำนวนเงินบริจาคจำนวน 258 ล้านบาท และ 2.สำนวนการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ร้อง ซึ่งให้เวลาคณะอนุกรรมการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน

 “เบื้องต้นคณะทำงานตรวจสอบเอกสารของดีเอสไอ ได้สรุปความเห็นเสนอที่ประชุมกกต.ว่า เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 ซึ่งเข้าข่ายอำนาจของกกต. ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง ” นายสุทธิพล กล่าว

  นายอภิชาต  สุขัคคานนท์ ประธานกกต. กล่าวว่า การที่กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมานั้น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพราะสำนวนที่ดีเอสไอส่งมอบให้กกต.นั้น ยังไม่ได้มีการเชิญฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์มาให้ข้อมูล ยืนยันว่าไม่ได้ยืดเยื้อในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

 รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทนั้น ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาระบุว่า รัฐบาลอาจมีการโยกย้ายพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการกระทำผิดของพรรคประชาธิปัตย์ ทางกกต.ทั้ง 5 คนในขณะนั้นได้รับเอกสารจำนวน 1 หน้ากระดาษ ที่ส่งมาทางไปรษณีย์ โดยระบุชื่อสำนักงานของอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาเล่าถึงการกระทำความผิดของพรรคประชาธิปัตย์ในกรณีดังกล่าว รวมทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายของรัฐมนตรีช่วยร่วมรัฐบาลคนหนึ่ง

 ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า เป็นหนังสือร้องเรียน รวมทั้งไม่มีการลงชื่อ จึงทำให้กกต.ไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะนายอภิชาต  สุขัคคานนท์  ประธานกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งมองว่าเป็นเพียงบัตรสนเท่ห์หรือใบปลิวที่ส่งมาให้กกต.ดูเท่านั้น ทั้งที่ตามกฎหมายกกต. ได้เปิดช่องให้นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง สามารถดำเนินการสอบสวนได้ หากความปรากฏ ซึ่งแม้จะไม่ระบุชื่อผู้ส่งแต่ระบุชื่อสำนักงานที่ส่งเอกสารมา ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า มาจากที่ใดและถ้าจะสืบสวนขยายผลก็สามารถทำได้

 อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 29 เม.ย.พล.ต.มนูญกฤต  รูปขจร  อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้คนมายื่นหนังสือต่อกกต.ขอให้พิจารณาคุณสมบัติของนายชัย  ชิดชอบ  ประธานสภาฯโดยระบุว่าเนื่องจากมีการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้นายชัยที่เป็นส.ส.สัดส่วนของพรรคพลังประชาชนในขณะนั้นขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งประธานสภา ดังนั้นการทำหน้าที่ประธานในการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และอื่น ๆ นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ