
จัดงบขาดดุลเพิ่ม5หมื่นล.แก้น้ำท่วม
ครม.เห็นชอบขาดดุลเพิ่ม 5 หมื่นล้านแก้น้ำท่วม จี้ ธ.ก.ส.ออกมาตรการจูงใจภาคกลางทำนาลดลง หวังปล่อยพื้นที่รองรับน้ำ ธีระชัย อัดแบงก์พาณิชย์ไม่จริงใจช่วยลูกค้าเดือดร้อน เล็งเรียกสมาคมธนาคารไทยหารือเร็วๆ นี้ ด้านกระทรวงอุตสาหกรรม ผวาต่างชาติย้ายฐานผลิตหนีน้ำ
สถานการณ์น้ำท่วมยังคงขยายเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน พร้อมกำหนดมาตรการต่างๆ ด้วยการตัดทอนงบประมาณปี 2555 ลง 10% เพื่อนำเงินมาฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ล่าสุดมีรายงานคณะรัฐมนตรีมีมติขยายวงเงินงบขาดดุลในปีงบประมาณ 2555 ออกไปอีก 5 หมื่นล้านบาท
เห็นชอบขาดดุลเพิ่ม5หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติขยายวงเงินงบขาดดุลในปีงบประมาณ 2555 ออกไปอีก 5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้วงเงินงบขาดดุลในปี 2555 เพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท และภาพรวมงบประมาณรายจ่ายจะเพิ่มเป็น 2.38 ล้านล้านบาท โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ในงบกลางเพื่อนำเงินมาฟื้นฟูประเทศภายหลังจากเหตุอุทกภัย ส่วนงบประมาณรายจ่ายปี 2555 แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ 1.85 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 78%เป็นงบลงทุน 4.2 แสนล้าน คิดเป็น 17.8% ส่วนการขาดดุล 4 แสนล้าน เป็นการขาดดุลที่คิดเป็น 3.4%ของจีดีพี ถือว่ายังน้อยกว่าการขาดดุลในปีงบประมาณ 2554 ที่เป็นการขาดดุล 3.7%ของจีดีพี หรือ 4.2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ที่ประชุมครม.ยังหารือเกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวในการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด เพื่อเสนอความเห็นในการดำเนินการ โดยกระทรวงการคลังพร้อมที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สรุปวงเงิน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นใช้เงิน ทั้งนี้งบประมาณที่เพิ่มขึ้น 5 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับงบประมาณที่ปรับลดของกระทรวงต่างๆลง 10% หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลจะมีงบแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้รวม 1.3 แสนล้านบาท
จูงใจเกษตรกรทำนาแค่2รอบ
นายธีระชัย กล่าวอีกว่า ยังได้มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ศึกษาความเป็นไปได้ในการจูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางหันมาปลูกข้าวกระชั้นขึ้น หรือ 2 รอบ รอบละ 4 เดือน รวม 8 เดือน เพื่อให้ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม พื้นที่นาว่างสำหรับรองรับน้ำที่จะมาจากภาคเหนือได้ โดยไม่ต้องมาถกเถียงกันถึงปัญหาข้าวที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวเหมือนที่ผ่านมา โดยอาจกำหนดว่าจะรับจำนำเฉพาะข้าวที่ปลูกใน 2 ช่วงนี้เท่านั้น หรืออาจมีมาตรการอื่นๆ จูงใจเพิ่มเติม
ส่วนมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เบื้องต้นสถาบันการเงินของรัฐพร้อมจะพักหนี้ หรือคิดดอกเบี้ย 0% นาน 3-4 เดือน และพร้อมจะปล่อยกู้ใหม่ แต่ที่ได้รับรายงานจากผู้ว่าการแบงก์ชาติล่าสุดค่อนข้างผิดหวังที่แบงก์พาณิชย์ยังไม่ให้ความร่วมมือในการดูแลลูกค้าเท่าที่ควร โดยช่วงนี้แม้จะผ่อนผันไม่ต้องชำระหนี้ แต่ดอกเบี้ยก็ยังคงเดินต่อไปทำให้ยอดหนี้ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือไม่ตรงจุด มีเพียงแบงก์กรุงไทยที่พร้อมดูแลลูกค้า ทางนายกฯ จึงขอให้ตนไปหารือกับสมาคมธนาคารไทยอีกครั้งซึ่งจะเรียกหารือในเร็วๆ นี้
หวั่นต่างชาติย้ายฐานการผลิต
วันเดียวกัน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงความกังวลในเรื่องความเสี่ยงต่อการย้ายฐานการผลิตว่า รัฐบาลดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่น โดยวันนี้ได้ไปพบผู้ประกอบการต่างชาติ และวันที่ 19 ตุลาคม จะไปพบสภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมกับตัวแทนผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและแนวทางที่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือก่อนที่รวบรวมแนวทางที่เหมาะสม แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีร่วมกับกระทรวงแรงงานต่อไป
นายวรรณรัตน์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องข้อเสนอให้เร่งเข้าไปย้ายเครื่องจักรออกจากนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น ได้เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพ ซึ่งทางภาคเอกชนพร้อมที่จะจ่ายค่าตอบแทนในเรื่องนี้ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งสูบน้ำออกจากนิคมอุตสาหกรรมทันทีที่น้ำลด เพื่อให้เครื่องจักรเกิดความเสียหายน้อยที่สุด
ด้าน นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนโดยการลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรให้แก่โรงงานที่ถูกน้ำท่วม หากโรงงานใดเสียหายมากก็อาจจะเสนอให้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเป็นโครงการใหม่ รวมทั้งจะเสนอครม.ให้ปรับสิทธิพิเศษให้แก่โรงงานที่ถูกน้ำท่วมให้ได้สิทธิพิเศษเทียบเท่ากับการตั้งโรงงานในโซน 3 เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ไม่ว่าโรงงานจะอยู่ในจังหวัดใด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งคาดว่าจะเสนอต่อ ครม.ได้ในสัปดาห์หน้า
พร้อมรับนโยบายรัฐกู้แสนล้าน
ขณะที่นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) กล่าวถึงการกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 5 หมื่นล้านบาท เป็น 4 แสนล้านบาทนั้น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สบน.สามารถจัดลำดับความสำคัญของการกู้เงินได้ในระยะต่อไป ประกอบกับมองว่าสภาพคล่องในประเทศยังมีเพียงพอทั้งจากตลาดเงินและการออกพันธบัตร โดยหากจะใช้เงินเร่งด่วนก็สามารถกู้ระยะสั้นได้ ก่อนจะแปลงเป็นเงินกู้ระยะยาวเพราะขณะนี้ต้นทุนการกู้ 1 ปีอยู่ที่ 3.44% ขณะที่การออกพันธบัตรระยะ 10 ปี ต้นทุนอยู่ที่ 3.5% ซึ่งไม่แตกต่างกัน
ส่วนแนวทางการออก พ.ร.ก. กู้เงินอีกหลายแสนล้านบาทตามกระแสข่าวนั้น สบน.ยังไม่ได้รับมอบหมายให้เตรียมความพร้อมใดๆ ขึ้นอยู่กับนโยบายที่จะสั่งการมา ซึ่งสามารถทำได้เหมือนออกพ.ร.ก.กู้เงินช่วงไทยเข้มแข็ง หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการลงทุนเร่งด่วน หากวงเงินอยู่ที่ 5 แสนล้านบาทก็ยังสามารถกู้เงินในประเทศได้ เพราะสภาพคล่องส่วนเกินในระบบที่แบงก์ชาติต้องดูดซับขณะนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท และยังไม่ทำให้หนี้สาธารณะสูงเกินเพดาน โดยน่าจะขึ้นไปอยู่ที่ 47% แต่มองว่าการใช้เงินกู้จากกฎหมายพิเศษหรือกู้จากต่างประเทศอาจไม่จำเป็นเพราะยังมีวงเงินขาดดุลได้อีกแสนล้านบาทและยังมีเงินคงคลังที่ไม่มีภาระผูกพันใช้ได้ไปก่อนอีกแสนล้านบาท
ส.อ.ท.ยื่น6ข้อเสนอช่วยภาคอุตฯ
วันเดียวกันนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมสมาชิก ส.อ.ท. ว่าที่ประชุมได้สรุปข้อเสนอแนะให้แก่รัฐบาลในการช่วยเหลือโรงงานที่ถูกน้ำท่วม 6 ข้อ ได้แก่ 1.หามาตรการป้องกันพื้นที่ชุมชน พื้นที่เมือง และนิคมอุตสาหกรรมที่น้ำยังไม่ท่วม โดยเฉพาะด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ เช่น นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง, อัญธานี, บางชัน, บางพลี และบางปู โดยเร่งมาตรการผันน้ำ และเสริมแนวคันดินป้องกัน 2.ให้ผันน้ำทันทีทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก โดยกำหนดปริมาณการผันน้ำให้มีระดับความสูงไม่เกิน 80 เซนติเมตร เพราะขณะนี้โรงงานต่างๆ ก็ทำกำแพงกั้นน้ำสูงกว่า 1 เมตรแล้ว 3.ให้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ให้ข้อมูลภาวะน้ำท่วมออกมาเป็นระยะอย่างละเอียดในเรื่องปริมาณน้ำ ทิศทางการไหลของน้ำ และเวลาเตรียมตัวในการอพยพ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการรับมือได้ทัน
ส่วนข้อ 4.หามาตรการป้องกันทรัพย์สินของผู้ประสบภัยจากมิจฉาชีพ ซึ่งต้องถือว่าเป็นมาตรการพิเศษของรัฐบาล เพราะขณะนี้มีมิจฉาชีพฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก 5.บูรณาการมาตรการป้องกัน และมาตรการผันน้ำของหน่วยงานภาครัฐ โดยขอให้กรุงเทพฯ กรมชลประทาน จ.สมุทรปราการ จ.ฉะเชิงเทรา และส่วนที่เกี่ยวข้องมาประชุมและหาข้อสรุปร่วมกันโดยด่วน เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานเหล่านี้ยังขาดการประสานงานที่ดี และ 6.จัดหาสำนักงานชั่วคราวให้แก่ผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วมและกำลังจะถูกน้ำท่วม เพื่อให้สามารถทำงานต่อไปได้
ผุดมาตรการเยียวยาแรงงาน
ส่วนมาตรการเยียวยานั้น รัฐบาลควรเข้ามาช่วยในเรื่องหลักๆ คือ 1.การดูแลแรงงานที่ต้องหยุดทำงานผ่านทางกองทุนประกันสังคม 2.การช่วยผู้ประกอบการในเรื่องของภาษี ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น การเลื่อนการชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ภาษีโรงเรือน และค่าใช้จ่ายในการออกใบอนุญาตต่างๆ 3.การตั้งกองทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยเฉพาะอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาทขึ้นไป ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่อาจช่วยเหลือโดยการออกตั๋วสัญญากู้ยืม เพราะประสบความเสียหายมากจนไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน
นอกจากนี้ควรขยายเวลายกเว้นการสมทบเงินเข้ากองทุนประกันสังคม รวมทั้งผ่อนผันกฎระเบียบการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาฟื้นฟูโรงงาน และการนำแรงงานไทยออกไปยังโรงงานต่างประเทศ เพื่อผลิตสินค้าทดแทนจากโรงงานในไทย ส่วนเรื่องการขึ้นค่าแรง 300 บาทนั้น รัฐบาลควรจะเลื่อนเวลาออกไปจากเดิมที่จะเริ่มในเดือนเมษายน 2555 ไปเป็นช่วงต้นปี 2556 เพื่อแบ่งเบาภาระให้แก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งผ่อนผันการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โรงงานที่ถูกน้ำท่วม เพราะโรงงานจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูจนสามารถกลับมาผลิตใหม่ได้
ธปท.ยัน 5 นิคมไม่ต้องห่วงเรื่องหนี้
ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ระบุว่า ยอดสินเชื่อคงค้างของผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่งที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย ได้แก่ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ, บางหว้า(ไฮเทค), สหรัตนนคร, บางปะอิน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา มีประมาณ 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.75% ของยอดสินเชื่อทั้งระบบ เป็นสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไทย 56% ที่เหลือ 44% เป็นสินเชื่อจากธนาคารต่างประเทศ
ทั้งนี้ ธปท.ได้ขอให้สถาบันการเงินดูแลลูกค้า ซึ่งขณะนี้ธนาคารต่างๆได้ประกาศมาตรการต่างๆ ออกมาแล้ว โดยเฉพาะมาตรการเลื่อนการชำระหนี้ การผ่อนคลายค่าลดหย่อนดอกเบี้ย “ธปท. ขอให้ความเชื่อมั่นว่าจะดูแลสภาพคล่องทั้งระบบ รวมถึงธนาคารพาณิชย์จะช่วยดูสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ในฐานะเจ้าหนี้จะผ่อนคลายเรื่องต่างๆ เหล่านี้" ผู้ว่าการธปท. กล่าว
จัดตั้งศูนย์ช่วยผู้ประกอบการนิคม
เช่นเดียวกับกันนางกรศิริ พิณรัตน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า จากปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี เช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) และล่าสุดนิคมอุตสาหกรรมนวนครได้รับความสูญเสียเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยที่ยังสามารถดำเนินการนำเข้า-ส่งออกสินค้าต่อไปในขณะนี้ กรมศุลกากรจึงได้จัดตั้ง “ศูนย์บริการศุลกากร” เพื่อให้สามารถปฏิบัติพิธีการศุลกากรได้ชั่วคราว ณ อาคารเทอร์มินัล 1 ชั้น 1 ประตู 5 ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยได้จัดเจ้าหน้าที่ศุลกากรผลัดเปลี่ยนมาให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นกรมศุลกากรได้ให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ให้สามารถขนย้ายของออกจากพื้นที่ได้โดยยังไม่ต้องปฏิบัติพิธีการศุลกากร เนื่องจากผู้ประกอบการจำเป็นต้องขนย้ายวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และเครื่องจักรอุปกรณ์ ออกจากพื้นที่โดยด่วน
เผยแรงงานเดือดร้อน4.2แสนคน
จากสถานการณ์น้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจหลายแห่งในประเทศไทย ส่งผลแรงงานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว และจากตัวเลขล่าสุดพบว่ามีแรงงานจำนวน 4.2 แสนคนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าว วันเดียวกัน นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด เบื้องต้นประเมินว่ามีลูกจ้างได้รับผลกระทบ 4.2 แสนคน แต่ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีแรงงานถูกเลิกจ้าง
อย่างไรก็ตาม แรงงานส่วนใหญ่เป็นกังวลในเรื่องนายจ้างจะไม่จ่ายค่าจ้าง เพราะสถานประกอบการต้องปิดชั่วคราวเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ขณะนี้สถานประกอบการยังจ่ายค่าจ้างอยู่ ซึ่งมีอัตราตั้งแต่ 100% 75% และ 50% ของเงินเดือน จึงอยากให้กระทรวงแรงงานช่วยประสานกับผู้ประกอบการเพื่อให้จ่ายค่าจ้างให้แก่แรงงานดังกล่าว
ชี้อยุธยาเสี่ยงตกงานแสนคน
ขณะเดียวกันนายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด พบว่า ใน 20 จังหวัด มีลูกจ้างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 663,218 คน และสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 14,172 แห่ง ในจำนวนนี้ เฉพาะในส่วนของ จ.ปทุมธานี มีแรงงานได้รับผลกระทบ 218,474 คน สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 3,326 แห่ง โดยในส่วนนิคมอุตสาหกรรมนวนครที่ถูกน้ำท่วมเต็มพื้นที่ไปแล้วมีลูกจ้างได้รับผลกระทบกว่า 1.75 แสนคน จากสถานประกอบการ 227 แห่ง ทำให้สถานประกอบการต้องหยุดกิจการชั่วคราวและลูกจ้างต้องหยุดงาน
“สวัสดิการฯ อยุธยาได้รายงานข้อมูลว่า มีสถานประกอบการ 30 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน และโรจนะ แจ้งข้อมูลการจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง โดยในจำนวนนี้มี 15 บริษัท จ่ายเงินเดือน 100% อีก 14 บริษัท จ่ายเงินเดือน 75% และมี 1 บริษัทจ่ายเงินเดือน 50% อย่างไรก็ตาม จากการคาดการณ์เบื้องต้นจะมีลูกจ้างที่เสี่ยงต่อการตกงานประมาณ 1 แสนคน เฉพาะในอยุธยา แต่ในส่วนของปทุมธานียังไม่สามารถประเมินได้ ทั้งนี้จะต้องรอดูสถานการณ์น้ำอีก 5-6 วัน” อธิบดี กสร. กล่าว



