ข่าว

 'ปู'มอบ'ยงยุทธ'เจรจาเปิดคลองระพีพัฒน์

'ปู'มอบ'ยงยุทธ'เจรจาเปิดคลองระพีพัฒน์

18 ต.ค. 2554

"ยิ่งลักษณ์" ควง ผบ.ทบ. บินตรวจน้ำท่วม “นวนคร-สุวรรณภูมิ” มอบ “ยงยุทธ” เจรจา ขอเปิดประตูระบายน้ำคลองระพีพัฒน์ 6 ประตู “บัน คี มูน”เสียใจ ยูเอ็นพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ ไทยบริจาคช่วยน้ำท่วมเวียดนาม-กัมพูชา น้ำเอ่อท่วมบ้าน ปชช.กว่า100 หลังทม.บุรีรัมย์เร่งขุด

          เมื่อเวลา15.25น.วันที่ 18 ต.ค.2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.สุกำพล สุวรณทัต รมว. คมนาคม นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม นายชลิต ดำรงศักดิ์อธิบดีกรมชลประทาน ได้เดินทางออกจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) ดอนเมือง โดยเฮลิคอปเตอร์ ได้บินสำรวจศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต รวมไปถึงนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี แนวคันกั้นน้ำรังสิต แนวคันกั้นน้ำกทม. และถนนสายไหม นิมิตรใหม่ ร่มเกล้า พร้อมกับบินผ่านบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สะพานภูมิพล1คลองลัดโพธิ์ และรอบ กทม. เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ

          จากนั้นเวลา 16.30 น. ภายหลังใช้เวลาบินตรวจพื้นที่ 1 ชั่วโมง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ ว่า วันนี้ขึ้นบินดูแนวคลองเปรมประชากร และคลองระพีพัฒน์ โดยเฉพาะคลองระพีพัฒน์มีแนวทางที่จะเปิดประตูตั้งแต่คลอง 1 ถึงคลอง 6 โดยมอบให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าไปเจรจาในพื้นที่คาดว่าพี่น้องประชาชนจะให้ความร่วมมือ ถ้าเราเปิดตรงนี้ได้จะสามารถระบายน้ำออกทางด้านนี้ได้ ในแต่ละประตูจะมีขั้นตอนการเปิดโดยกรมชลประทานจะพยายามเปิดประตูน้ำประสานให้สัมพันธ์กับระดับที่จะรับน้ำได้ ขณะเดียวกันเราจะทำแนวป้องกันตรงคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งเราทำแนวพนังกั้นน้ำไว้แล้วก็ไปดูแนวความแข็งแรงเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจในแต่ละชั้นที่เรามีการเปิดประตูน้ำไป ถือว่าเป็นการแบ่งเบาน้ำจากฝั่งพระนครด้านบน นอกจากนี้ได้บินไปดูที่ศูนย์พักพิงที่มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เบื้องต้นศูนย์ได้ประสานงานไปยังศปภ.เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมและเราได้ส่งไป 200 นายในช่วงเช้าวันเดียวกัน(18ต.ค.)และในส่วนการป้องกันศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะอยู่ได้

          สำหรับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี ในภาพรวมแม้น้ำจะเข้าไปแต่มีแนวกั้นของแต่ละโรงงาน หากสามารถทำให้ปริมาณน้ำแบ่งเบาลงไปก็อาจจะไปช่วยในการกู้ในส่วนของนวนครได้บ้าง เบื้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่ไปดูในเรื่องของเครื่องจักรต่าง ๆ ถ้าขนย้ายได้เราจะดำเนินการทันที และจุดสุดท้ายที่บินไปดูคือที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยพล.อ.อ.สุกำพล (สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)ได้ทำแนวกั้นไว้ 2 ชั้นน่าจะแข็งแรงพอสมควร นอกเหนือจากพนังกั้นน้ำของสุวรรณภูมิเองแล้วก็มีการทำคันกั้นน้ำชั้นนอกไว้อีกชั้นหนึ่ง เชื่อว่าในจุดหลัก ๆ น่าจะมีความแข็งแรงพอ

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการเปิดประตูน้ำคลองระพีพัฒน์ทั้ง 6 ประตูหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราพยายามปล่อยน้ำลงในแนวคลองออกทางด้านขวา ซึ่งจะมีผลกระทบกับพี่น้องประชาชนบ้าง ซึ่งรายละเอียดเราจะไปหารือกับพี่น้องประชาชนบริเวณนั้นอีกครั้ง แต่ส่วนใหญ่พื้นที่จะเป็นท้องทุ่ง

          เมื่อถามว่า นอกจากการเปิดประตูน้ำระพีพัฒน์ 6 ประตูแล้วยังมีแนวทางผันน้ำจากนวนครหรือจ.พระนครศรีอยุธยาไปลงทะเลในด้านอื่นหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราทำการระบายทุกวิถีทาง และกำลังพูดถึงปริมาณน้ำที่อยู่ทั่วประเทศ ซึ่งการระบายน้ำมันไม่สามารถทำได้ทั้งหมดในวันนี้ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีผลกระทบ เช่น กัมพูชา ลาว และเวียดนามก็เจอพายุเช่นเดียวกัน เราพยายามทำทุกแนวทางที่ได้เรียนกับพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนไว้ ส่วนหนึ่งก็ต้องขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนด้วย

          น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่รัฐบาลพยามทำก็คือขอเปิดประตูเพื่อเป็นทางผ่านน้ำเพื่อให้น้ำลงเร็ว ซึ่งถ้าทุกหน่วยให้ความร่วมมือให้น้ำไหลผ่านไปได้ก็จะระบายน้ำได้เร็วขึ้น ส่วนนิคมนวนครที่จะขอเจาะใต้ทางรถไฟระบายน้ำนั้นไม่ได้ช่วยให้การระบายน้ำในนิคมนวนครดีขึ้น แต่จะต้องไปมุ่งในส่วนของการระบายน้ำผ่านคลองระพีพัฒน์ คลองรังสิต ให้น้ำระบายออกฝั่งตะวันออก ซึ่งวันนี้เราระดมเครื่องสูบน้ำจากทุกส่วน หลังจากที่เราเปิดประตูน้ำระบายน้ำก็จะใช้เครื่องสูบน้ำระบายออกทางด้านฝั่งตะวันออก

          เมื่อถามว่าในส่วนของคลองรังสิตที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ขอสนับสนุนได้ให้ไปแล้วหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ได้ให้ไปหมดแล้ว

          เมื่อถามว่านายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติได้แสดงความเป็นห่วงอะไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านบัน คี มูน ได้แสดงความเสียใจ กับเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ของไทย นอกจากนี้ยูเอ็นก็แสดงความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือไทยทุกด้าน แต่ขอหารือรายละเอียดก่อนว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง

          ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯได้ประเมินหรือไม่ว่าทำไมเราสู้กับน้ำไม่ได้เลย ปัญหาอยู่ตรงจุดไหน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ประการที่ 1.ปริมาณน้ำมากกว่าทุกปีเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากทุกครั้งที่หารือกันปริมาณน้ำทั่วประเทศประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ครั้งนี้ปริมาณน้ำหมื่นกว่าล้าน ลบ.ม. ซึ่งมากกว่าถึง 3 เท่า ประการที่ 2.ปริมาณน้ำที่เจอนั้นไม่มีโอกาสได้ระบายเลย และขังมา 2-3 เดือนแล้ว ดังนั้นจะให้แก้ในเดือนที่ 3 นั้นก็เป็นไปไม่ได้ อีกทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนก็ใช้อย่างเต็มพิกัดหรือเรียกว่า เกินศักยภาพก็ได้ ประการที่ 3 การระบายน้ำต่าง ๆ สภาพภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการระบายน้ำ มีทั้งการสร้างตึก สร้างถนนต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ต้องมาหารือกันในเรื่องการวางผังเมือง เพราะการทำแนวต่าง ๆ ไม่ได้ถูกการวางระบบน้ำอย่างถาวร ทำให้การระบายน้ำการไหลของน้ำถูกบล็อก ซึ่งเป็น 3 เรื่องใหญ่ ที่ตนมองเห็นขณะนี้ และ 4.ต้องไปหรือกันในระยะยาวในเรื่องการวางแผนการไหลของน้ำให้สัมพันธ์กัน ทั้งกรมชลประทาน และการคมนาคม ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจะนำสิ่งต่าง ๆ มาวิเคราะห์และเร่งดำเนินการลงทุนแก้ไขปัญหาต่อไป

          ส่วนที่ขณะนี้ประชานเริ่มรู้สึกไม่เชื่อถือข้อมูลรัฐบาลที่ให้มา เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามที่สัญญาไว้ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร(กทม.) ก็ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะรักษาไว้ได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวชี้แจงว่า เชื่อว่าเป็นการสับสนมากกว่า หากประชาชนดูข้อมูลศปภ. จะแยกการให้ข้อมูลส่วนที่เป็นทางการโดยใช้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ(ทีวีพูล) อีกส่วนเป็นการให้ข้อมูลความเคลื่อนไหวซึ่งมีหลายหน่วยงานในการให้ข้อมูล ซึ่งก็ต้องขอความเห็นใจจากพี่น้องประชาชน ว่า มีทั้งข่าวลือ และสิ่งที่เราเตือนไป ประชาชนอาจจะเห็นว่าน้ำยังไม่มา แต่โดยข้อเท็จจริงน้ำมาเร็วกว่าที่คิด ประชาชนอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้ถูกเตือน แต่จริง ๆ แล้วเราเตือน ต้องเรียนว่าบางจุดมีการเตือนจากหน่วยงานโดยตรง แต่อาจจะไม่ได้ยึดตามนั้น เพราะไม่ได้คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ขนาดนี้ ก็เลยเป็นที่มาของการที่เราอาจจะต้องพูดคุยให้ใกล้ชิดมากขึ้นและลงรายละเอียดในเรื่องตัวเลข เช่น ต้องสร้างแนวกั้นน้ำขั้นต่ำความสูงเท่าไหร่ เป็นต้น แต่ยืนยันว่าทุกอย่างที่เราชี้แจงเรายืนยันว่า ศปภ. ติดตามความเคลื่อนไหวเป็นระยะอยู่แล้ว และมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานตลอดเวลา ก็ขอความเห็นใจ พี่น้องประชาชนว่าวันนี้เป็นปัญหาใหญ่และเป็นความเสียหายใหญ่จริงๆ

 

ไทยบริจาคช่วยน้ำท่วมเวียดนาม-กัมพูชา


          ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับมอบหมายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในประเทศเวียดนาม และกัมพูชา ประเทศละ 3,000,000 บาท พร้อมมอบสาสน์แสดงความเสียใจผ่านไปยังผู้นำของทั้งสองประเทศด้วย โดยระบุว่า เหตุพิบัติภัยที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นำไปสู่ความสูญเสียมหาศาล ในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะยืนอยู่เคียงข้างทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหา และหวังว่าประเทศอาเซียนและมิตรประเทศอื่น ๆ จะสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ได้

          ด้านนาย โง ดึ๊ก ถัง เอกอัครราชทูตเวียดนาม และนางยู ออย เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ได้แสดงความขอบคุณในไมตรีจิตของประเทศไทย เนื่องจากเข้าใจในความรุนแรงของสถานการณ์อุทกภัยที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ ทั้งนี้เหตุอุทกภัยในเวียดนาม มีผู้เสียชีวิต 43 ราย บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 70,000 หลังคาเรือน พื้นที่ปลูกข้าวถูกน้ำท่วมกว่า 300 ตารางกิโลเมตร ส่วนที่กัมพูชา มีผู้เสียชีวิต 247 ราย ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 1,200,000 คน พื้นที่เกษตรกรรมถูกทำลาย 2,400,000 ไร่ นับเป็นเหตุอุทกภัยรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


น้ำเอ่อท่วมบ้านปชช.กว่า100 หลังทม.บุรีรัมย์เร่งขุดลอกเปิดทางน้ำ


          สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดบุรีรัมย์ยังขยายวงกว้างมากขึ้น โดยล่าสุดน้ำได้เอ่อท่วมบ้านเรือนราษฎร หมู่ 1 , 9 และหมู่ 15 ในเขตเทศบาลตำบลอิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ ซึ่งตั้งอยู่ติดริมห้วยจระเข้มาก  ที่ทางโครงการชลประทานยังมีการระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำที่เกินระดับกักเก็บ  ประกอบกับฝนยังตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร โดยขณะนี้มีระดับน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตร จนถึง 1 เมตร ทำให้ชาวบ้านบางหลังคาเรือนต้องเร่งอพยพขนย้ายข้าวของที่จำเป็น  ที่จะถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายออกมาไว้เต้นท์ริมถนน เพราะคาดว่าแนวโน้มระดับน้ำจะยังเพิ่มสูงขึ้นอีก

          ขณะที่ทางเทศบาลตำบลอิสาณก็ได้นำเรือท้องแบนมาคอยบริการรับส่งชาวบ้านเข้าออกหมู่บ้าน   เนื่องจากถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ไม่สามารถใช้รถสัญจรเข้าออกได้    โดยชาวบ้านหมู่ 1 รายหนึ่ง  บอกว่า เมื่อปี 2544 ที่ผ่านมา ก็เคยประสบปัญหาน้ำท่วมหนักทำให้บ้านเรือนราษฎรหลายหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้น้ำสูงเกือบ 2 เมตร

          นอกจากนี้ น้ำยังได้ไหลบ่าท่วมถนนหลายสาย จนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมาคอยอำนวยความสะดวกในการสัญจร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในการสัญจร อีกทั้งยังได้เอ่อเข้าท่วมนาข้าวของเกษตรกรที่กำลังออกรวงเป็นพื้นที่กว้างหลายหมื่นไร่  และคาดว่าหากจมน้ำเกินกว่า 5 วันก็จะเน่าตายเสียหายทั้งหมด

          ทางด้านนางปาลีรัตน์   สมานประธาน   นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ ได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ พบว่าขณะนี้น้ำที่ถูกระบายออกจากอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด ที่มีปริมาณเกินกักเก็บ ประกอบกับฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านพักเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนเทศบาล 3 และบ้านเรือนราษฎรในเขตเทศบาลเมืองแล้วกว่า 20 หลังคาเรือน ในเบื้องต้นทางเทศบาลก็ได้จัดเจ้าหน้าที่ เข้าไปให้ความช่วยเหลือโดยการช่วยขนย้ายสิ่งของขึ้นไปไว้บนที่สูง พร้อมทั้งตั้งเต้นท์ไว้คอยบริการ และประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ถูกน้ำท่วมแล้ว ส่วนมาตรการในการเตรียมแผน ป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมเขตเทศบาลเมือง ก็ได้ประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้เคียง รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ  มาช่วยในการกำจัดวัชพืช  ผักตบชวาที่กีดขวางทางน้ำ 

          และพร้อมกันนี้ได้ระดมรถแบล็คโฮมาทำการขุดลอก เพื่อเปิดทางน้ำให้น้ำสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกมากขึ้น เพราะยังมีหลายจุดที่เป็นปัญหาน้ำไหลได้ไม่สะดวก ซึ่งหากไม่เร่งดำเนินการเปิดทางน้ำอาจจะทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมตัวเมือง ซึ่งจะส่งผลกระทบสร้างความเดือดรอนให้กับประชาชนเป็นวงกว้างได้ นอกจากนี้น้ำยังได้เอ่อล้นตะลิ่งลำห้วยจระเข้มาก ไหลบ่าท่วมถนนสายบุรีรัมย์ - สุรินทร์  บริเวณบ้านโคกวัด  ต.อิสาณ อ.เมือง  ทำให้รถสัญจรไปมาด้วยความลำบาก

          นายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์   ยังระบุอีกว่า นอกจากนั้นทางเทศบาลยังได้จัดเตรียมสถานที่ไว้สำหรับเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมทั้งเตรียมกระสอบบรรจุทรายกว่า 20,000 ใบ ไว้คอยแจกจ่ายให้กับประชาชนหากเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมสมทบกับน้ำที่ถูกระบายออกจากอ่างเก็บน้ำก็จะไม่เกิดภาวะน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมือง แต่ก็ได้แจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่เคยถูกน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2544 ให้เตรียมขนย้ายข้าวของขึ้นสู่ที่สูงแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้จมน้ำเสียหาย


กองทัพเรือเร่งบรรจุสิ่งของพระราชทานช่วยเหยื่อน้ำท่วม


           พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงพระกรุณาโปรดให้ นางสมถวิล ยังอยู่ ผู้ช่วยเลขานุการในพระองค์ เป็นผู้แทนฯ นำกำลังพลของกองทัพเรือ ร่วมกับ ข้าราชบริพารในพระองค์ และประชาชน บรรจุสิ่งของพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย จำนวน 5,850 ชุด ณ ฝูงบิน 2 สนามบินอู่ตะเภา กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง