ข่าว

กาชาดสากลชี้แก้ไขระบบจัดการภัยพิบัติ

กาชาดสากลชี้แก้ไขระบบจัดการภัยพิบัติ

18 ต.ค. 2554

กาชาดสากลแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมในไทย แม้มีความคืบหน้าในการปล่อยน้ำออกสู่อ่าวไทย และเตือนให้ชาติอาเซียนแก้ไขระบบการจัดการภัยพิบัติ

          นายแมททิว โคชเรน ผู้จัดการจากสหพันธ์สภากาชาดและสมาคมเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถลงข่าวกับ คอนเน็ต เอเชีย สถานีวิทยุออสเตรเลียว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นกว่า 3 เดือนในไทย ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่หนึ่งในสามของประเทศไปแล้ว และประชาชนกว่า 2 ล้านคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และผู้ประสบภัยจำเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างมากไปอีก 2 เดือน และอาจจะนานถึง 6 เดือนก็ได้

          โคชเรน บอกด้วยว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้ในการรับมืออุทกภัย ขณะนี้หลายองค์กรต่างเร่งเตรียมรับมือกับความต้องการต่างๆ ซึ่งเราสามารถให้ความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และความช่วยเหลือทางการแพทย์

          แต่ชาติต่างๆจำเป็นต้องมีการหารือในการปรับเปลี่ยนวิธีรับมือกับภัยพิบัติทั้งหมดให้ดีขึ้นกว่านี้ โดยต้องมุ่งป้องกันก่อนเกิดภัยพิบัติ และทำให้ประชากรเข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ แทนที่จะใช้วิธีการรับมือภัยพิบัติในขณะนี้ที่ทั้งแพงและล่าช้า

          นอกจากนี้โคชเรนยังให้สัมภาษณ์กับไออาร์ไอเอ็น สำนักข่าวด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติ เตือนว่า อาจเกิดการระบาดของโรคติดต่อที่มากับน้ำท่วมในพื้นที่ประสบภัยของไทย หลังจากมีน้ำท่วมขังมานานเป็นเดือนๆแล้ว แม้ว่ายังไม่มีรายงานการระบาด

          ขณะนี้แพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนได้ลงพื้นที่ไปยังจังหวัดอยุธยา พิษณุโลก และสุโขทัยแล้ว เพื่อประเมินเรื่องระบบสุขอนามัยและสุขภาพของประชาชน และแพทย์ไร้พรมแดน บอกว่า ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือเพราะรัฐบาลสามารถให้การช่วยเหลือได้อย่าง
เพียงพอ

 

นักวิเคราะห์เอเชียวิตกสถานการณ์น้ำท่วมไทยกระทบเศรษฐกิจ

          เว็บไซท์ข่าวบลูมเบิร์ก และไต้หวัน นิวส์ รายงานว่า ประเทศอาจเจอภาวะชะงักงันในอนาคตข้างหน้า หลังเผชิญภาวะน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 5 ทศวรรษ และการอ่อนตัวของเศรษฐกิจโลก อาจกระทบต่อการผลิตสินค้า ขณะที่ความต้องการสินค้าส่งออกในตลาดต่างประเทศลดลง

          จากการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 17 คน โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก นิวส์ พบว่า มีอยู่16 คน ที่มองว่า ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ต้องกู้เงินมากอบกู้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ หรือ มีต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชียรายอื่นโดยเป็นรองแค่อินเดียเท่านั้น

          น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ได้คร่าชีวิตประชาชนไปอย่างน้อย 315 คน โรงงานจำนวนมากต้องปิดตัวพื้นที่เพาะปลูกจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องเรียกร้องให้นางสาวยิ่งลักษณ์ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ส่วนฟิลิปปินส์ ซึ่งเผชิญพายุไต้ฝุ่นหลายระลอก ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับไทยซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้เตือนว่า วิกฤติหนี้จากยุโรปกำลังจะลามมาถึงเอเชียแล้ว

          จูเลีย โกห์ นักวิเคราะห์จาก CIMB อินเวสต์เม้นท์ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ให้ความเห็นว่า เป็นผลกระทบสองเท่าต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวแล้ว ยังถูกซ้ำเติมจากน้ำท่วมอีก ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของบรรดาชาติต่าง ๆ ในเอเชีย ต่างก็เติบโตช้าลงด้วย

          เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว ทำให้ความต้องการสินค้าในภูมิภาคนี้พลอยหดหายไปด้วย ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และขยายตัวมากที่สุด ก็จะเจอสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอยู่ในระดับต่ำสุด นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำสุดในปีนี้ และอาจจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

          ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พยายามท้วงติงรัฐบาลเรื่องนโยบายประชานิยมว่า ล้วนแต่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ , ปรับราคาข้าว และลดภาษีบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก ซึ่งล้วนเป็นสิ่งผลักดันให้พรรคของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้คะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย และตัวเธอเองได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

          โตรุ นิชิฮาม่า จากสถาบันวิจัยไดอิชิ ในกรุงโตเกียว ให้ควมเห็นว่า ความวิตกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะกระทบเศรษฐกิจไทยกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเผชิญกระแสกดดันทางการเมืองให้กดอัตราดอกเบี้ยลงเพราะสถานการณ์น้ำท่วม ก็จะยิ่งเจอปัญหาที่ยากเกินกว่าจะต้านทานไหว