ข่าว

เมืองกรุงโกลาหลตื่นน้ำท่วมเกินเหตุ

เมืองกรุงโกลาหลตื่นน้ำท่วมเกินเหตุ

17 ต.ค. 2554

เมืองกรุงโกลาหลตื่นน้ำท่วมเกินเหตุ 'พาณิชย์'ตรึงกำลัง-เตรียมแผนหลังน้ำลด : โต๊ะเศรษฐกิจรายงาน

           วิกฤติอุทกภัยในครั้งนี้ ทุกคนต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่ารุนแรงกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา จนเกิดกระแสความตื่นตระหนก โดยเฉพาะในพื้นที่ปริมณฑล และกรุงเทพฯ ที่ไม่ค่อยได้ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเท่าไรนัก จนเกิดปรากฏการณ์ "กักตุนสินค้า" กันยกใหญ่ และยิ่งตื่นตระหนกหนักข้อเมื่อมีการรายงานข่าวเรื่องสินค้าขาดตลาด ไม่พอจำหน่าย

           แต่นั่นก็เกิดจากการแห่ซื้อสินค้ากันเป็นจำนวนมากพร้อมๆ กันจนสินค้าที่ผลิตนำออกมาวางจำหน่ายไม่ทันกับความต้องการของประชาชน ที่ต้องการซื้อเก็บใช้บริโภคกรณีจำเป็น รวมทั้งการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อนำไปบริจาคให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่ของประเทศ และประจวบเหมาะกับช่วงเทศกาลออกพรรษา ตามวิถีของชาวพุทธที่จะซื้อข้าวสารอาหารแห้งไปทำบุญ

           นสพ. "คม ชัด ลึก" ได้ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้ ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทั้งจากภาคเอกชน และหน่วยงานราชการ และมองถึงแนวทางแก้ไขปัญหาหลังน้ำลดแล้ว ที่อาจจะเกิดปัญหาเรื่องราคาสินค้าขึ้นมาอีกครั้ง



    ผู้บริโภคมองกันไว้ดีกว่าแก้


           จากการสอบถามกลุ่มผู้บริโภคหลายคนยอมรับว่า ที่ต้องออกไปหาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไว้ ก็เพื่อความไม่ประมาทหากเกิดกรณีฉุกเฉิน ซึ่งได้ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด แต่ยอมรับว่าเมื่อมีข่าวเรื่องสินค้าขาดตลาดก็เป็นตัวกระตุ้นให้ต้องรีบออกไปหาซื้อบ้าง

               ขณะที่ "นุ่น" อาศัยอยู่ย่านปากน้ำซึ่งเป็นเขตรับน้ำก่อนลงทะเล กล่าวว่าปกติแล้วชาวปากน้ำจะเคยชินกับน้ำท่วมอยู่แล้วเนื่องจากติดทะเล น้ำจะท่วมเมื่อน้ำทะเลหนุน และจากการติดตามข่าวน้ำท่วมในครั้งนี้อีก ทำให้เกรงว่าในพื้นที่ปากน้ำจะมีน้ำท่วมขังนานเป็นเดือน ตนจึงตัดสินใจซื้ออาหารแห้งไว้สำหรับ 1 เดือน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไข่สด ไข่เค็ม ปลากระป๋อง และข้าวสาร ซึ่งมองว่าอาหารแห้งเหล่านี้เก็บไว้ได้นานและหากน้ำท่วมไม่นานอย่างที่คาดการณ์ไว้ก็ไม่เสียหาย

               "การซื้อของเก็บไว้ก็เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้ หากน้ำไม่ท่วมอย่างที่คิดไว้ก็ไม่เป็นไร ก็เพื่อไม่ประมาทเท่านั้น และนอกจากจะซื้ออาหารแห้งเก็บไว้แล้ว ยังเตรียมเงินสดไว้บ้างพอสมควร จนขณะนี้เอทีเอ็มในเขตปากน้ำบางแห่งเงินหมดด้วยซ้ำ กดเงินสดเพิ่มไม่ได้ แต่ก็เก็บเงินสดไว้ไม่มากเพราะคิดว่าถึงแม้เราจะมีเงินซื้อของ แต่หากร้านขายของถูกน้ำท่วมเหมือนกันก็ไม่สามารถขายของให้เราได้อยู่ดี"
   
   

ชี้คนกรุงตื่นตระหนกเกินเหตุ

               ส่วนสถานการณ์ความต้องการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคล่าสุด "สมชาย พรรัตนเจริญ" นายกสมาคมผู้ค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว หลังจากผ่านช่วงเทศกาลออกพรรษา ซึ่งชาวพุทธต่างซื้อหาอาหารแห้งสำหรับตักบาตรเทโว ทำให้ความต้องการของกลุ่มนี้ลดลงไป จะเหลือก็แต่การซื้อเพื่อนำไปกักตุน และบริจาคให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น

               นอกจากนี้ เมื่อติดตามสถานการณ์การผลิตในขณะนี้ก็ไม่พบว่ามีปัญหา เพียงแต่ประชาชนตื่นกระแสจนเกิดการซื้อสินค้าบางชนิดมากเกินไป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋อง จนทางห้างค้าปลีกจัดวางสินค้าบนชั้นจำหน่ายสินค้าไม่ทันต่อความต้องการ ทั้งๆ ที่มองว่ายังมีสินค้าประเภทอื่นๆ สามารถนำไปบริจาคได้ และยังทำให้ผู้รับบริจาคไม่เบื่อการบริโภคอาหารไปด้วย เป็นการช่วยด้านจิตวิทยาทางหนึ่ง

               "กระแสการกักตุนสินค้าผมเห็นว่าเป็นความตื่นตระหนกเกินเหตุ และเกิดจากกระแสที่คนมีความรู้สึกว่าสินค้าขาดตลาด ก็แห่กันไปซื้อสิ่งของจำเป็นเพื่อเก็บตุนเอาไว้ เห็นได้จากปรากฏการณ์น้ำมันปาล์มที่เคยเกิดขึ้น เมื่อคนรู้สึกว่าของขาดตลาด จึงไปเร่งหาซื้อมากักตุนกันไว้ จนปัจจุบันบางบ้านใช้ยังไม่หมดด้วยซ้ำ ถือเป็นการตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ทั้งๆ ที่สินค้าพวกนี้มีวันหมดอายุเหมือนกัน และเมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็พบว่าสังคมไทยขาดวินัย บางคนที่ไม่จำเป็นจะต้องซื้อกักตุนกันก็ไปซื้อมาเก็บ ต่างจากญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นช่วงสึนามิ ที่เราจะเห็นว่าคนเขามีความเป็นระเบียบ ใครมีความจำเป็นก่อนก็เข้าไปซื้อก่อน"

               อย่างไรก็ตาม มองปัญหาความตื่นตระหนกของผู้บริโภคในครั้งนี้เป็นบทเรียน ซึ่งแนวทางป้องกันในอนาคตมองว่าภาครัฐควรจัดตั้งศูนย์บัญชาการ สำหรับคอยแจ้งข่าวสารและบริหารจัดการสิ่งของบริจาค เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และรัฐควรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดหาซื้อสินค้าที่จำเป็นและมีความต้องการสูงในช่วงน้ำท่วม เพราะจะเป็นสินค้าหายาก และพ่อค้าเองบางครั้งก็ไม่สามารถหาซื้อได้ตามความต้องการของผู้บริโภค

               อีกทั้งให้ดูว่าพื้นที่ใดต้องการซื้อสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเอง แต่ไม่สามารถออกไปไหนได้เนื่องจากติดน้ำท่วม ก็ให้จัดหน่วยเคลื่อนที่ ทั้งรถ และเรือ เข้าไปจำหน่ายให้ถึงชุมชนได้เลือกซื้อสินค้าตามความต้องการ



    พาณิชย์งัดก.ม.ปราบพ่อค้าหัวใส

               ด้านกระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันถึงความเพียงพอของสินค้า รวมทั้งวางมาตรการปราบกลุ่มพ่อค้าหัวใส ฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบผู้บริโภค โดย "ภูมิ สาระผล" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานกระจายสินค้า เพื่อเป็นแกนกลางระหว่างผู้ผลิต และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ตลาดสด และร้านค้าย่อย ผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการสินค้าให้มีเพียงพอกับความต้องการ พร้อมได้ประสานงานให้ผู้ผลิตเร่งผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง

               ขณะเดียวกันได้ประสานห้างค้าปลีกค้าส่งให้บริหารจัดการสินค้าให้จำหน่ายปกติ โดยเน้นบริหารสต็อก การขนส่ง เพิ่มรอบการวางสินค้าให้มากขึ้น และจะประสานผู้ประกอบการสินค้าจัดหน่วยรถเคลื่อนที่นำสินค้าไปจำหน่ายในพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

               ส่วนการขายสินค้าเกินราคา ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากเช่นกันนั้น รมช.พาณิชย์ ระบุว่า ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง ห้ามการฉกฉวยโอกาสกักตุนสินค้าและจำหน่ายสินค้าสูงเกินควร เพื่อให้ผู้ประกอบการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ห้ามจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย หรือไม่นำสินค้าออกมาจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร

               ทั้งจะต้องมีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน โดยหากพบการกระทำความผิดจะมีโทษตามกฎหมาย กรณีจำหน่ายราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า และปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
          
               พร้อมกันนี้ ทางกรมการค้าภายในยังได้จัดชุดสายตรวจเฉพาะกิจจำนวน 15 สาย ออกตรวจสอบเป็นประจำ เพื่อป้องปรามการฉวยโอกาสและดำเนินคดีผู้กระทำผิด โดยกำหนดโทษสูงสุดและเพิ่มโทษปรับเป็น 2 เท่าจากปกติ

  

  เตรียมแผนช่วยหลังน้ำลด

               ส่วน "วัชรี วิมุกตายน" อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในจะดูแลและประสานงาน เพื่อไม่ให้ปริมาณสินค้าขาดแคลน แต่อาจล่าช้าไปบ้างเนื่องจากน้ำท่วมเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมเตรียมจัดทีมเข้าให้ความช่วยเหลือแล้ว โดยเฉพาะการจัดรถจำหน่ายสินค้าธงฟ้าเคลื่อนที่ที่จะต้องเข้าไปถึงชุมชนอย่างแท้จริงในช่วงที่ภาคธุรกิจก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน แต่ก็ยอมรับว่าเรื่องน้ำท่วมเป็นอุปสรรคที่รถขนาดเล็กเข้าไปไม่ถึงพื้นที่ชุมชน

               "หลังน้ำลด กรมยังเตรียมจัดงานธงฟ้าในหลายพื้นที่ ซึ่งมีเรียกร้องเข้ามาแล้วว่าต้องการให้จัดขายสินค้าธงฟ้า เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วม การกระจายสินค้าอาจจะไม่ทั่วถึงเนื่องจากการคมนาคมมีปัญหา โดยสินค้าที่จะนำไปจำหน่ายหลักๆ คือสินค้าอุปโภค-บริโภค ในราคาถูกกว่าราคาตลาด และระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคม 2554 นี้ ยังเตรียมจัดงานธงฟ้าที่กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ ช่วยเหลือผู้บริโภคในบริเวณใกล้เคียง"

               นอกจากนี้ ยังได้ทำหนังสือถึงผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการหลังน้ำลด ซึ่งมองว่าสินค้าใน 2 กลุ่มนี้จะมีความต้องการสูงเพราะบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย และยังขอความร่วมมือในการจำหน่ายสินค้าในราคาเดิมต่อไปเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคอีกด้วย ส่วนสินค้าในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์นั้น ไม่น่าห่วงมากนักเนื่องจากการแข่งขันของสินค้าในกลุ่มนี้มีสูง ทำให้ราคาไม่สูงขึ้น

               ขณะที่ราคาสินค้าอาหาร ไม่น่าจะปรับสูงขึ้นเช่นกันเพราะแม้ว่าสินค้าในกลุ่มอาหารจะได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม แต่ความต้องการและอารมณ์ของผู้บริโภคก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน โดยปริมาณสินค้าหายไป 20-30% จากเหตุน้ำท่วม แต่ความต้องการบริโภคก็ลดลงไปถึง 50% เพราะผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัยขณะนี้ก็ต้องการสินค้าบริจาคเป็นหลักมากกว่า