ข่าว

จุดอ่อน'บริหารน้ำ'ใครรับผิดชอบ ?

จุดอ่อน'บริหารน้ำ'ใครรับผิดชอบ ?

17 ต.ค. 2554

จุดอ่อน'การบริหารน้ำ' ใครต้องรับผิดชอบ ? : โต๊ะรายงานพิเศษ

              ปัญหาวิกฤติน้ำในเมืองไทยที่สำคัญ คือ “น้ำท่วม” กับ “น้ำแล้ง” มีการตั้งหน่วยงานรัฐขึ้นมาบริหารจัดการ “น้ำ” ไม่ต่ำกว่า 30 แห่งในหลายกระทรวง หากรวมงบประมาณของโครงการต่างๆ คาดว่าไม่ต่ำกว่าหลักแสนล้านบาทต่อปี แต่ภาพเหตุการณ์เศร้าสลดใจที่ชาวบ้านกว่า 8.5 ล้านคนใน 61 จังหวัดกลายเป็นเหยื่อน้ำท่วม รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งน้ำท่วมสูงปิดหลังคาตึกนั้น

           ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจคนไทยทุกคนว่า จุดอ่อนการบริหารจัดการน้ำอยู่ตรงไหน และ ใครต้องรับผิดชอบ ?

           คณะกรรมการอุทกวิทยาแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยมีน้ำท่าตามธรรมชาติร้อยละ 86 หรือปีละกว่า 2.1 แสนล้าน ลบ.ม. น้ำเหล่านี้ไหลมาจากลุ่มน้ำหลัก 25 ลุ่มน้ำ และลุ่มน้ำย่อย 254 ลุ่มน้ำ รวมทั้งหมดประมาณ 5.1 แสนตร.กม. เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน, ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งอันดามัน, ลุ่มน้ำสาละวิน ฯลฯ

            ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหาการจัดการน้ำของไทยมี 3 ประการ คือ

               1.ปัญหาด้านนโยบายหลัก เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐกำหนดนโยบายและแผนงานฝ่ายเดียว จึงไม่เป็นนโยบายแห่งชาติ ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ขาดความเป็นธรรมและการนำไปปฏิบัติไม่มีประสิทธิภาพ

               2.ปัญหาด้านโครงสร้างองค์กรบริหารจัดการน้ำ หน่วยงานภาครัฐทำงานซ้ำซ้อนกัน ขาดบูรณาการและขาดความเข้าใจในภาพรวมเรื่องน้ำ ที่สำคัญคือไม่มีข้อมูลเรื่องน้ำที่เพียงพอและไม่ทันเหตุการณ์

               3.ปัญหาด้านกฎหมาย ปัจจุบันให้อำนาจเฉพาะแก่หน่วยงานรัฐในการตัดสินใจ ก่อให้เกิดการจัดสรรน้ำที่ไม่เป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศและวัฒนธรรมการจัดการน้ำในแต่ละท้องถิ่น

           รศ.ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ วิเคราะห์จุดอ่อนการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย ว่ามี 6 ประการหลัก คือ 1.มาไม่บอก 2.ทายไม่ถูก 3.เตือนไม่เชื่อ 4.ห้ามไม่ฟัง 5.คาดไม่ถึง และ 6.สูญเสีย
 
               “น้ำท่วมปีนี้ผู้ต้องรับผิดชอบคือ เจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 30 กรม เพราะไม่มีการประสานงานกัน ทำให้เกิดความอลหม่าน ต่างคนต่างเห็นเฉพาะปัญหาของตัวเอง เช่น คนดูแลเขื่อนก็เห็นแต่น้ำในเขื่อน คนพยากรณ์พายุเห็นแต่น้ำฝน คนดูแลหมู่บ้านป่าเห็นแต่น้ำในลำคลอง ไม่มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ วิธีเดียวที่จะบริหารจัดการปัญหาน้ำได้อย่างถาวรต้องมีกระทรวงน้ำ ที่สำคัญคือ สภาพแวดล้อมประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมืองสร้างเพิ่ม พื้นที่ป่าลด ทางไหลของคูคลองน้ำไม่เหมือนเดิม จะใช้ข้อมูลเก่าๆ มาบริหารน้ำไม่ได้” 

               ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำอธิบายต่อว่า ปัญหาน้ำเกิดจาก 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เกิดจากสภาพธรรมชาติเอง (water-related natural disaster) เช่น ปริมาณฝนที่ตกลงมากหรือสภาพทางน้ำที่ตื้นเขิน ความลาดชันของพื้นที่ ตลอดจนภาวะดินถล่มที่เกิดจากธรณีพิบัติ ฯลฯ ส่วนที่ 2 เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรง เช่น ใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสม ทำลายป่าต้นน้ำในพื้นที่สูงชันหรือรุกล้ำทางน้ำ การเข้าตั้งถิ่นฐานในเขตเสี่ยงภัยน้ำท่วม ฯลฯ สำหรับทางอ้อมเช่น สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อน นโยบายที่ผิดพลาด เช่น ส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ลาดชันหรือในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ แม้กระทั่งนโยบายจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ผิดพลาด ฯลฯ

               รศ.ดร.กัมปนาท สรุปจุดอ่อนการบริหารจัดการน้ำของไทยว่า มักเป็น "เชิงรับ" มากกว่า "เชิงรุก"  ไม่มีการเตรียมพร้อมในภาวะก่อนเกิดภัยน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง เช่น การซักซ้อมเส้นทางอพยพหนีภัย การขุดลอกช่องทางระบายน้ำ การเตรียมระบบสำรองไฟฟ้า สำรองน้ำดื่มน้ำใช้ นอกจากนี้ยังไม่มี “การพยากรณ์จุดพิบัติของลุ่มน้ำ” (carrying capacity) ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญที่ถูกมองข้าม เช่น การทำนายขนาดและสภาพพายุ จุดที่จะเกิดฝน จุดเกิดน้ำท่วม รวมถึงต้องมีการจำลองจุดเกิดดินถล่ม การทำนายที่ดีต้องแม่นยำ ปัจจุบันมี 30 กรมจากหลายกระทรวง ทำให้ไม่มีผู้รับผิดชอบที่แท้จริง รัฐบาลทำได้แค่บริจาคเงินหลังเกิดน้ำท่วมไปแล้ว

               วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา เครือข่ายนักวิชาการด้านน้ำร่วมกันจัดประชุมหัวข้อ “ทิศทางการวิจัยเพื่อการจัดการน้ำของชาติ” ได้ผลสรุปว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเพื่อบริหารน้ำให้มีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่คิดกันว่าทรัพยากรน้ำเป็นของทุกคน ทำให้ทุกคนใช้น้ำอย่างเสรีและไม่จำกัด ไม่เคยมีนโยบายประหยัดน้ำอย่างชัดเจย หรือการคำนึงถึงสิทธิการใช้น้ำอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม

               ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นำเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ” เพื่อเป็นกฎหมายแม่ (Basic Laws) ในการบริหารจัดการน้ำของทุกกระทรวง โดยเฉพาะการบังคับให้หน่วยงานราชการ 30 แห่งเข้ามาทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับสูงสุดพร้อมทำงานประสานกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 8,000 แห่งทั่วประเทศให้มากขึ้น ล่าสุดกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มต้องการให้ทบทวนเนื้อหาบางส่วนใหม่ เพื่อให้ความสำคัญต่อภาคประชาชนมากขึ้น เนื่องจากกลัวว่าทรัพยากรน้ำจะถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือสนับสนุนนายทุนมากเกินไป จนเกษตรกรไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิม