ข่าว

แปดริ้วผนึกสู้น้ำไม่มีขัดแย้ง

แปดริ้วผนึกสู้น้ำไม่มีขัดแย้ง

15 ต.ค. 2554

ชาวแปดริ้วสองฝั่งคันคลองชลประทานต้านน้ำ ผนึกกำลังกอดคอกันสู้ เผยไม่มีขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท ในเรื่องความเสียหายของพื้นที่

          ผู้สื่อข่าวได้เข้าดูสภาพน้ำท่วมในพื้นที่ อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีชาวบ้านยังคงผนึกกำลังกันในการต่อสู้กับน้ำในลำน้ำบางปะกง ที่กำลังเอ่อหนุนอย่างสูงสุดจนเต็มลำน้ำ และจ่อเตรียมที่จะทะลักบ่าข้ามถนนคันคลองชลประทาน สายบางขนาก-ท่าไข่ อยู่ตลอดเวลา

          ทั้งนี้ ระดับน้ำทั้ง 2 ฝั่งนั้น มีสภาพที่แตกต่างกันมาก โดยทางด้านฝั่งขวาของถนนแนวคันคลองกั้นน้ำเส้นนี้ มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองฉะเชิงเทรานั้น เต็มไปด้วยน้ำที่เอ่อไหลออกมาจากแม่น้ำบางปะกง ท่วมพื้นที่ด้านการเกษตรกรรม และบ้านเรือนพักอาศัยของประชาชน ส่วนพื้นที่ด้านฝั่งซ้ายของคันคลองนั้น กลับไม่มีภาวะน้ำท่วม

          สำหรับลำคลองสายดังกล่าวนี้ เป็นคลองชลประทานสาขาแยกออกมาจากคลองท่าไข่ และเชื่อมต่อออกมาจากคลองนครเนื่องเขต ที่ตัดกันกับคลองแสนแสบ มีสภาพที่แห้งสนิท พื้นที่เกษตรกรรมใกล้แนวของคลองแสนแสบต่อเนื่องไปจนถึงเขตมืนบุรี นับแสนไร่ไม่ถูกน้ำท่วม โดยระดับน้ำในลำคลองนั้น มีระดับต่ำกว่าปากคลองมาก ซึ่งถือว่าทั้งสองฝั่งของแนวกั้นสายนี้มีความแตกต่างกันมาก

          หลังสอบถามจากปากชาวบ้านหลายราย ถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้น ของคนทั้งสองฝั่งแนวกั้นนี้ว่า มีปัญหาความขัดแย้งทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมที่ไม่เท่ากันหรือไม่ ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า คนทั้งสองฝั่งนั้นไม่มีใครทะเลาะกันเกี่ยวกับปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนี้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกันป้องกันแนวกั้นน้ำเส้นนี้เป็นอย่างดี ในการที่จะช่วยกันต่อต้านน้ำไม่ให้ไหลบ่าข้ามคันคลองกลับคืนเข้าไปสู่ยังฝั่งกรุงเทพฯ อีกด้วย

          ชาวบ้านระบุว่า คนทั้งสองฝั่งนั้นเปรียบเสมือนเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น ใครได้ก็ได้ไป ใครเสียก็เสียไป ไม่มีทะเลาะเบาะแว้งกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

          นายจำลอง ประเสริฐศิลป์ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76/1 ม.1 ต.บางโรง อ.คลองเขื่อน กล่าวว่า คนในพื้นที่ไม่มีปัญหาในเรื่องของความขัดแย้ง เกี่ยวกับเรื่องของคันกั้นน้ำทั้งสองฝั่ง แต่อยากจะขอความมั่นใจจากทางภาครัฐ

          “เมื่อชาวบ้านได้ร่วมกันต่อสู้ในการป้องกันแนวคันกั้นน้ำไว้แล้ว น้ำจะไม่ท่วมสูงล้นเกินไปกว่านี้” เนื่องจากที่ผ่านมานั้น ระดับน้ำได้เพิ่มสูงขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องทุกวันถึงวันละ 5-10 ซม. ซึ่งหากระดับน้ำยังคงขึ้นอยู่อย่างนี้ไม่หยุด และแนวป้องกันนี้เกิดการพังทลายไหลบ่าลงไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้ ความพยายามที่ชาวบ้านทั้งหมดที่ได้ทำร่วมกันมาจะล้มเหลว หรือเหนื่อยเปล่า"

          ทั้งนี้ เขาอยากให้ทางหน่วยงานภาครัฐ ส่งเครื่องมืองานหนัก (แบ็คโฮ) เข้ามาสนับสนุนในการเสริมคันดินให้เกิดความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ในจุดที่ล่อแหลม ที่คาดว่า จะเกินกว่าที่ชาวบ้านจะยืนหยัดต่อสู้กันเองแต่เพียงลำพังได้