
เปิดโลก'งานวิจัยเกษตร'จีนตอนใต้
เปิดโลก'งานวิจัยเกษตร'จีนตอนใต้(2) สำรวจห้องวิจัยกล้าพันธุ์'กล้วยหอม'
ต่อจากอาทิตย์ที่แล้วถึงแม้ "ลำไย" จะเป็นผลไม้มีชื่อเสียงโดดเด่นที่สุดของมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ผลไม้ที่มีพื้นที่ปลูกและปริมาณของผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดกลับเป็นกล้วยหอม โดยมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 10 ล้านตันต่อปี รองลงมาคือลิ้นจี่และลำไย
หลังจากได้ฟังบรรยายสรุปจาก คุณพัน ซือ เหวิน (Pan Xue Wen) ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยไม้ผล (Institute Of Fruit Tree Researce) สถาบันวิชาการเกษตรมณฑลกวางตุ้ง (Guang Academy Of AgricuLtural Sciences) และคณะ จากนั้นทั้งหมดเดินทางไปเยี่ยมชมแปลงทดลองปลูกลำไยสายพันธุ์ต่างๆ มากกว่า 70 สายพันธุ์ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่ทำการสำนักวิจัยไม้ผลไม่มากนัก บนเนื้อที่กว่า 30 หมู่ หรือประมาณ 12 ไร่เศษที่เต็มไปด้วยต้นลำไยเพื่อการวิจัยสายพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกเป็นแถวเป็นแนวอย่างเป็นระเบียบ
ส่วนอีกฟากหนึ่งของถนนก็เป็นที่ตั้งของอาคารสำนักงานเพื่อจัดการดูแลภายในสวน โดยลำไยแต่ต้นเริ่มปลูกมาตั้งแต่ปี1982 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ดูต้นใหญ่เป็นพิเศษ หลังได้ตระเวนชมลำไยสายพันธุ์ต่างๆ พร้อมลองลิ้มรสลำไยพันธุ์ "จูเหลียง" ซึ่งเป็นลำไยสายพันธุ์ดีที่สุดและเป็นผลงานวิจัยเด่นของสถาบันแห่งนี้ที่อยู่ในช่วงปลายฤดู ทำให้ได้รู้ว่าลำไยพันธุ์นี้มีรสชาติหอมหวาน กรอบ อร่อยไม่แพ้ลำไยพันธุ์สีมพู หรืออีดอบ้านเรา
จากนั้นจึงเดินทางไปยังสถาบันวิชาการเกษตรมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการแห่งใหม่เพิ่งก่อสร้างเสร็จได้ไม่นานที่รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งทุ่มทุนกว่าพันล้านหยวนเพื่อนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการเกษตรของมณฑลมารวมไว้ที่นี่เพียงแห่งเดียวเพื่อสะดวกในการบริหารราชการ
ทันทีที่ไปถึงก็มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานมายืนรอรับ พร้อมพาไปเยี่ยมชมตามห้องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นห้องวิจัยทดลองไม้ผลชนิดต่างๆ เริ่มจากห้องแล็บวิจัยและพัฒนาเนื้อเยื่อกล้วยหอม ที่ถูกจัดแบ่งออกเป็นห้องๆ ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจนไปถึงการดูแลต้นอ่อน ก่อนนำไปสู่แปลงเกษตรกร ซึ่งคุณพันบอกว่า กล้วยหอมนั้นเป็นผลไม้ที่ปลูกมากที่สุดในมณฑลกวางตุ้ง รองลงมาเป็นลิ้นจี่และลำไย ซึ่งแต่ละปีมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 10 ล้านตัน ส่วนใหญ่จะบริโภคภายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น
"ตอนนี้กล้วยหอมมีเกษตรกรให้ความสนใจปลูกกันมาก มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับไม้ผลชนิดอื่น อาจเป็นเพราะว่าปลูกง่าย โตเร็วให้ผลผลิตดีและไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด การเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติจึงไม่ทันความต้องการ เราจึงมีการวิจัยทดลองเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งการขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ทำได้รวดเร็วและได้ปริมาณมาก ที่สำคัญต้านทานโรคได้ดีกว่าและไม่กลายพันธุ์ด้วย"
คุณพันแจงรายละเอียดระหว่างพาชมห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยหอมของสำนักวิจัยไม้ผลของมณฑลกวางตุ้ง โดยระบุว่า กล้าพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ได้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะนำลงปลูกในแปลงทดลองเพื่อเลี้ยงเป็นต้นกล้าสำหรับส่งให้เกษตรกรปลูกต่อไป อีกส่วนก็จะจำหน่ายให้เกษตรกรรายใหญ่เพื่อนำไปดำเนินการเอง
โดยจะจำหน่ายในราคาที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้าพันธุ์พร้อมปลูก สนนในราคาต้นละ 2 หยวน ส่วนกล้าพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงในขวด สนนในราคา 0.5 หยวนต่อต้น ซึ่งการผลิตกล้าพันธุ์กล้วยจะดำเนินการตามออเดอร์เท่านั้น โดยพันธุ์กล้วยที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกร นอกจากกล้วยหอมแล้วยังมีกล้วยน้ำว้าและอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งการเพาะเนื้อเยื่อกล้วยแต่ละสายพันธุ์จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงจะนำไปปลูกในแปลงได้
จากนั้นคุณพันก็พาไปเยี่ยมชมศูนย์ประยุกต์เทคโนโลยีการเกษตร ตั้งอยู่อีกอาคารเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับไม้ผลของจีนตอนใต้ทั้งหมด โดยศูนย์แห่งนี้มี คุณเฉิน จง เชี้ยน (jan jung Xen) เป็นหัวหน้าและเป็นผู้นำการบรรยายรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องมือวิเคราะห์แยกโปรตีนที่ทันสมัยมีมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่ปัจจุบันได้ให้บริการแก่ประชาชนหรือเกษตรกรทั่วไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
"เครื่องมือของศูนย์ทุกอย่างคนทั่วไปเข้ามาใช้บริการ เราให้บริการฟรี ถ้าเป็นแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมากเขาก็ทำเองได้เลยโดยได้รับการแนยะนำจากเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าประเภทที่ซับซ้อนมากๆ และมีราคาแพง เราก็จัดเจ้าหน้าที่ใว้บริการด้วย" คุณเฉินบอก
เราใช้เวลาในการเยี่ยมชมห้องทดลองและปฏิบัติการงานนานพอสมควร จากนั้นก็กลับมายังห้องประชุมสำนักวิจัยไม้ผลเพื่อเจอ ดร.กาน จุง ยี (Gan Jung Yi) รองอธิการบดีสถาบันวิชาการเกษตรมณฑลกวางตุ้งและคณะที่ได้ให้เกียรติมาต้อนรับพวกเรา หลังทราบข่าวว่าคณะผู้บริหารและนักวิจัยจากสภาวิจัยแห่งชาติของประเทศไทยมาเยี่ยมและศึกษาดูงานการวิจัยลำไยของจีน
"สถาบันวิชาการเกษตรมณฑลกวางตุ้งยินดีที่จะร่วมมือกับประเทศไทยในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของเงินทุน บุคลากรและนักวิจัย คิดว่าในอนาคตคงจะได้ทำงานร่วมมือกัน" ดร.กาน จุง ยี กล่าวสรุปทิ้งท้ายหลังได้ร่วมพูดคุยกันพอสมควร
และในวันที่ 18-22 ตุลาคมนี้ คณะผู้บริหารสำนักวิจัยไม้ผล พร้อมด้วยนักวิจัยด้านลำไยกว่า 20 ชีวิตจะเดินทางมาศึกษาดูงานความก้าวหน้างานวิจัยลำไยไทย ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมลงพื้นที่ดูการบริหารจัดการสวนลำไยของเกษตรกรในจ.เชียงใหม่และลำพูนเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรชาวจีนต่อไป



