
น้ำท่วมกับความเสี่ยงของประเทศ
ความเสี่ยงของประเทศ : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี
นับเป็นข่าวดีที่เขื่อนภูมิพลแจ้งว่าได้ปิดประตูระบายน้ำฉุกเฉินไปแล้ว น้ำที่ออกจากเขื่อนนั้นเป็นน้ำที่ออกทางเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า ออกมาประมาณ 55 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที
แต่ข่าวดีที่ว่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ท้ายเขื่อนภูมิพลไล่ลงไปจนถึงกรุงเทพฯ คลายความกังวลว่า น้ำจะหลากเข้าท่วมบ้านเรือนลดลงเลยแม้แต่น้อย
หลายพื้นที่ยังมีการเผชิญหน้ากันระหว่างชาวบ้านที่ฝ่ายหนึ่งต้องการให้วางกระสอบทรายกั้น หรือชะลอความแรงของน้ำ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ยอมเพราะน้ำจะหลากเข้าท่วมบ้านเรือน
แต่สำหรับจุดเผชิญหน้าที่ดูจะหนักหนาสาหัสนั้นอยู่ที่ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง ทหารที่ถูกสั่งการให้มาควบคุมการไหลของน้ำ กับชาวบ้านในพื้นที่
สถานการณ์เช่นนี้สร้างความยากลำบากในการทำหน้าที่ของทหารที่มุ่งป้องกันน้ำไม่หลากเข้าท่วมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางการบริหารประเทศ และศูนย์กลางเศรษฐกิจ เพราะไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะจัดการกับมวลชน และไม่มีฝ่ายบริหารคนใดจะลงไปเจรจากับประชาชน ซึ่งก็ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมกันจริงๆ จังๆ
รัฐบาลอาจมองเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงปัญหาเล็กๆ จุดหนึ่ง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงสำหรับคนพื้นที่นั้น หากแต่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของกรุงเทพฯ ที่หากที่มั่นย่อยก่อนถึงที่มั่นหลัก ที่ ต.หลักหก ถูกน้ำเข้าตีแตก ความรุนแรงก็จะปะทะกับที่มั่นสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จะว่าไปชาวบ้านที่เขารักถิ่นฐานบ้านเกิด ห่วงใยทรัพย์สินก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน แต่ในสภาวะเช่นนี้ รัฐบาลจะต้องเข้าไปพูดคุยถึงความจำเป็นว่าเหตุใดคนเหล่านี้ถึงต้องทุกข์มากกว่าคนอื่น
แล้วก็อย่าเดินไปพูดปากเปล่า ความเสียหาย ค่าชดเชย จะต้องมีตัวเลขที่ชัดเจน และมากพอที่ชาวบ้านเขาจะรับได้
ขอ 10 อาจจะต้องจ่าย 50-100 เพราะต้องไม่ลืมว่า ถ้าวันนี้ไม่จ่าย 1,000 วันข้างหน้าสูญเป็นล้านแน่นอน
เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีตัวอย่าง ก่อนที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะจะจมอยู่ใต้น้ำ "ข้อเสนอ" จากนักธุรกิจที่หยิบยื่นให้ แต่ว่า ตัวแทนภาครัฐที่มาเจรจานั้น เมื่อคาดการณ์ผลกระทบถึงประชาชนและน้ำที่จะพุ่งเข้ากรุงเทพฯ ก็ถอยกรูด
ไม่ให้ถอยได้ไง ก็เขาเป็นข้าราชการประจำ นักการเมืองที่เป็นระดับรัฐมนตรีดูแลพื้นที่นี้กลับไม่โผล่มาช่วยตัดสินใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นที่ นิคมอุสาหกรรมสหรัตนนคร สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ตามมาด้วยนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การบริหารจัดการน้ำไม่เคยมีมาก่อนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะก่อนที่จะเกิดวิกฤติ หรือแม้แต่ในขณะที่มีวิกฤติ การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดจากผู้ที่มีอำนาจอย่างแท้จริงจึงไม่เกิดขึ้น
ผลก็คือ ความเสียหายที่ยังไม่อาจประเมินค่าเป็นเม็ดเงินได้ในวันนี้ แต่ความเสียหายในเรื่อง "ความเชื่อมั่น" ในการบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาลนี้ แทบจะมีค่าเป็นศูนย์แล้วในสายตาของนักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาใช้บริหารนิคมอุตสาหกรรม
โอกาสของประเทศไทยกับนักธุรกิจกลุ่มนี้เหลืออีกไม่มากนัก
สิ่งที่พวกเขาต้องการรับรู้ก็คือ รัฐบาลจะจัดการกับน้ำปริมาณนับหมื่นนับแสนล้านล้านลูกบาศเมตร ให้ไหลลงทะเลได้เมื่อไหร่ อย่างไร ตลอดจนความชัดเจนของแผนการบริหารจัดการน้ำในวันข้างหน้านั้นรัฐบาลมีแผนอย่างไร จะถึงขั้นรื้อแนวคิดสร้าง "เจ้าพระยา 2" ขึ้นมาอีกหรือไม่
เพราะการปล่อยให้การระบายน้ำเป็นไปโดยธรรมชาติ และมี "การเมือง" ภายใน ที่บางจังหวัดขอเกี่ยวข้าวก่อนค่อยปล่อยน้ำเข้าประตูระบายน้ำ ถึงจะรู้ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในอาการ "น้ำท่วมปาก" แต่นักธุรกิจต่างชาติเขาไม่ทนกับการบริหารเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว
จะเป็น 7 วัน 15 วันต้องชัดเจน เพราะเขาต้องไปวางแผนธุรกิจของเขาให้สอดคล้องกัน เครื่องจักรใหม่นำเข้ามาทดแทนของเดิมที่จมน้ำ เพื่อให้การขับเคลื่อนธุรกิจไหลรื่นไปตามสายพาน
ถ้ารัฐบาลยังอ้ำอึ้ง หรือแย่งกันแถลงสถานการณ์น้ำจนมั่วไปหมด จนไร้ซึ่งอนาคตสำหรับนักลงทุน การย้ายฐานการผลิตต้องเกิดขึ้นแน่นอน
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พวกเขาก็ยังอยากฟังแนวทางการแก้ปัญหาจากนายกฯ หญิง คนแรกของประเทศไทยว่าวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาพอจะพาชาติไปรอดไหม...หรือต้องไปหา "มาสเตอร์มายด์" ที่ดูไบถึงจะรู้เรื่อง
เพราะแค่การปฏิเสธที่จะใช้ความเด็ดขาดในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤติ ทั้งที่ มีพ.ร.ก.การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน อยู่ในมือ ยากเพียงแค่ประกาศบังคับใช้ในพื้นที่ที่ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้บัญญัติไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ทำจนกระทั่งวิกฤติลุกลาม
อย่าบอกนะว่า ไม่กล้าประกาศเพราะอิหลักอิเหลื่อ กับคำว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่คราวที่แล้วทหารออกมากระชับพื้นที่คนเสื้อแดง เพราะนั่นมันเท่ากับต้องเพิ่ม "ความไม่รู้กฎหมาย" ให้แก่รัฐบาลอีกประเด็นหนึ่งนอกจากที่มีอยู่แล้วคือ ความเชื่องช้า ไม่เด็ดขาด อ่านสถานการณ์ไม่ออก มองภาพรวมของประเทศไม่ได้ บูรณาการน้ำไม่เป็น
ภัยธรรมชาติไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงของนักลงทุน ความอ่อนด้อยในการบริหารประเทศ บริหารจัดการภัยธรรมชาติต่างหากคือความเสี่ยงที่แท้จริง



