
'กิตติรัตน์'ถกปรับลดหนี้ช่วยน้ำท่วม
กิตติรัตน์ นัดสถาบันการเงิน สภาอุตสากรรม หอการค้าไทย หารือปรับลดโครงการหนี้ให้บริษัทประสบอุทกภัยจันทร์หน้า รมว.อุตสาหกรรม สั่งเร่งเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคด่วน พร้อมมั่นใจนิคมฯบางประอินรับมือน้ำท่วมได้
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 14 ต.ค.2554 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่าในวันจันทร์ที่ 17 ต.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.พาณิชย์ จะนัดหารือสถาบันการเงิน สภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทย เพื่อปรับลดโครงสร้างหนี้ให้บริษัทที่ประสบอุทกภัย โดยจะให้สถาบันการเงินรับผิดชอบเจรจาปรับลดหนี้สิน รวมถึงการให้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้โดยจะดำเนินการอย่างยืดหยุ่น เนื่องจากบริษัทที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหนี้ชั้นดี ซึ่งเรื่องนี้ได้เป็นมติครม. โดยรัฐบาลจะปรับงบประมาณจากแต่ละกระทรวงประมาณ 10 % รวม 80,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการฟื้นฟูระบบโครงการสร้างเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ส่วนการดูแลชดเชยให้ผู้ประสบภัยได้ดำเนินการไปแล้ว โดยธนาคารออมสิน ได้จ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวละ 5,000 บาท200,000 ครัวเรือน เป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาทหลังจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปประเมินความเสียหายแล้ว ส่วนการฟื้นฟูผู้ประสบภัย ยังต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ส่วนโครงการกองทุนหมู่บ้าน และ SML จะเร่งดำเนินการให้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอปีงบประมาณใหม่ ซึ่งจะใช้วงเงินของธนาคารออมสินมาใช้กับโครงการกองทุนหมู่บ้านเพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าเพิ่มกับผลิตภัณฑ์ โดยจะกระจายเงินกองทุนไปทั่วประเทศ และให้เกิดการหมุนเวียน
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก่อให้เกิดความเสียหายใน 2 ส่วนหลัก คือ ทรัพย์สินซึ่งมีบริษัทประกันรับผิดชอบอยู่ และส่วนที่เป็นรายได้จากการประกอบกิจการที่โรงงานต้องหยุดการผลิต ประมาณ 60,000 ล้านบาท แต่จะไม่กระทบต่อตัวเลข GDP ของประเทศ
ขณะที่วันเดียวกันนี้ กลุ่มอินทัช เอไอเอส และไทยคม พร้อมสิงค์เทล พันธมิตรทางธุรกิจ ได้มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเพิ่มมูลค่ารวม 32 ล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้เอไอเอสในกลุ่มอินทัช ได้ร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยไปแล้วกว่า 70 ล้านบาท รวมมูลค่า 100 ล้านบาท
รมว.อุตสาหกรรม"เร่งเยียวยาผู้ประกอบการ"นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค"
เมื่อเวลา 14.30 น.ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการช่วยเหลืออุทกภัยเกี่ยวกับเขตนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ อ.วังน้อย และในพื้นที่ อ.บางปะอิน หลังเป็นประธานเปิดงานสถาปนิกอีสาน 54 “สถาปนิกสร้างเมือง” ว่า สถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ทุกคนได้ต่อสู้กันเต็มที่ โดยเฉพาะที่อุตสาหกรรมบางปะอินในช่วงสายทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีกำแพงดินที่กั้นน้ำเอาไว้เกิดพังทำให้น้ำไหลทะลักเข้าไปส่วนหนึ่ง แต่ทุกคนก็พยามยามต่อสู้จนขณะนี้สามารถที่จะเอาแผ่นเหล็กมากั้นเป็นแนวเพื่อสร้างความแข็งแรงแล้วนำกระสอบทรายวางทำให้สามารถที่จะหยุดยั้งการไหลเข้าของน้ำจากภายนอกเข้าไปสู่เขตนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินได้เรียบร้อยแล้ว
สำหรับนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคที่เริ่มพังตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 54 ทุกคนก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ทั้งฝ่ายนิคมอุตสาหกรรมเอง ทุกฝ่ายทั้งจังหวัด , อปท. ก็ช่วยกันเต็มที่ ตอนนี้ก็พยายามต่อสู้เพื่อที่จะรักษาและลดความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยให้น้ำท่วมน้อยลงเท่าที่จะทำได้ ส่วนน้ำก้อนใหญ่ที่จะไปรวมที่อุตสาหกรรมบางปะอินนั้น ตนเชื่อว่าบางปะอินตอนนี้รับมือได้ โดยสามารถหยุดการไหลของน้ำเข้าสู่เขตอุตสาหกรรมบางปะอินเรียบร้อย แต่ส่วนในเรื่องของการประเมินค่าเสียหายตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจประเมินอยู่ เพราะมูลค่าเสียหายเปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ในวันจันทร์ ตนในฐานะเป็นหนึ่งในคณะกรรมฟื้นฟูเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีนายกิตติรัตน์ และ รมว.พาณิชย์ฯ เป็นประธาน ตนเองได้นำเสนอแนวทางในการที่จะช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูแก่ผู้ประสบอุทกภัยทั้งหลาย
ส่วนอุตสาหกรรมเองนั้นตนได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีของโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องต่ออายุใบอนุญาตก็จะยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ นอกจากนั้นก็เสนอเรื่องสิทธิประโยชน์ในการที่จะได้รับการช่วยเหลือจากทางราชการ เช่น จะเสนอให้มีการจัดตั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาวให้แก่ผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในการซ่อมแซมปรับปรุง เพื่อให้โรงงานที่ได้รับความเสียหายสามารถดำเนินการได้ตามปรกติหลังจากน้ำลดเรียบร้อยแล้ว สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เม็ดเงินลงทุนสูงเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนใหม่หรือไม่นั้น ตนคิดว่าจะต้องช่วยกันเร่งฟื้นฟูโดยเร็ว เพื่อจะได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเมื่อมาลงทุนในประเทศไทยยังมีความมั่นใจต่อรัฐบาล ซึ่งจริงแล้วรัฐบาลก็มีนโยบายชัดเจนอยู่แล้วว่า นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกต้องแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม และภัยแล้งให้ได้ที่จะลงทุนหลายแสนล้านบาท ถ้าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนชาวต่างประเทศและชาวไทยได้ ขณะนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณอะไรว่านักลงทุนจะเปลี่ยนใจย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น ซึ่งตนเองมั่นใจว่านักลุงทุนต่างชาติยังคงมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทยอยู่เช่นเดิม
นพ.วรรณรัตน์ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมมองว่าภาครัฐแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าช้าไป โดยไม่แจ้งเตือนก่อน 5 วัน หรือไม่นั้นความจริงทางภาครัฐก็แจ้งเตือนเป็นระยะๆ เมื่อวันก่อนนั้นตัวแทนของผู้ประกอบการโรงงานฯก็ได้เดินทางมาพบที่กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ได้นำเสนอหลายประเด็นที่เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือแก้ไข อาทิ ในการแถลงข่าวของศูนย์ ศปภ.ควรจะมีการแถลงโดยภาษาอังกฤษด้วย ขณะนี้ก็มีการแถลงเป็นภาษาอังกฤษแล้ว เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เป็นชาวต่างชาตินั้นได้รับรู้ความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาว่า รัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง ขณะนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนทั้งปัญหาระยะสั้น และปัญหาระยะยาวต่อไป
ส่วนสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปรกตินั้นตนคิดว่ามันอยู่ที่สถานการณ์ของน้ำฝนว่าจะหยุดตกเมื่อไหร่ ถ้าหยุดตกก็เริ่มที่จะฟื้นฟู เช่น นิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมก็จะสามารถสูบน้ำออกได้แล้วเริ่มฟื้นฟูให้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นถึงกับร้องไห้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตนยืนยันว่ามีมาตรการในช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูเต็มที่ อย่างไรก็ตามตนยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ ทั้งแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนต่อไป นพ.วรรณรัตน์ฯกล่าว



