ข่าว

วิกฤติ'อยุธยา'จมน้ำ

วิกฤติ'อยุธยา'จมน้ำ

15 ต.ค. 2554

วิกฤติ'อยุธยา'จมน้ำ ความเสี่ยงชิงเจ้าภาพเวิลด์เอ็กซ์โป

       การคาดการณ์ความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจ โดยฝ่ายนโยบายและบริหารความเสี่ยงเครดิต บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เครดิตสวิส ข้อมูล ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2554 ประเมินความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นกับพระนครศรีอยุธยาว่า ตัวเลขอาจจะสูงถึง 3 แสนล้านบาท อ้างอิงไปที่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรม ในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่กระจายกันอยู่กว่า 2,000 โรงงาน กระทบไปถึงการจ้างงานที่มากกว่า 1.9 แสนคน นี่คือการวิเคราะห์ไปที่ความเสียหายในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ จากภาคอุตสาหกรรม       

       ขณะที่ความเด่นชัดในส่วนของภาคเกษตรกรรม ภาคการพาณิชย์ หรือภาคการท่องเที่ยว ยังคงอยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขโดยรวม และคาดว่าจะเห็นถึงความเสียหายภายหลังจากที่สถานการณ์ในพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจอีกด้านหนึ่งของพระนครศรีอยุธยาคือ พื้นที่แห่งนี้ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานของรัฐบาลโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ในการเป็นพื้นที่และเจ้าภาพจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2020 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

       ทั้งนี้ สสปน.ได้สรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่เพื่อการจัดงานในระดับสากล ควบคู่กับการเสนอตัวของ 6 จังหวัด ที่จะขอเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี จันทบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยผลตัดสินปรากฏว่า พระนครศรีอยุธยามีความพร้อมและศักยภาพมากที่สุด การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2020 มีการประเมินเงินลงทุนไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท สำหรับรองรับการลงทุนโครงสร้างของงานสาธารณูปโภค ระบบคมนาคม และค่าซื้อพื้นที่ข้างเคียงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

       ด้วยเหตุที่ว่าพื้นที่การจัดงานเบื้องต้น คาดว่าจะใช้เนื้อที่มากกว่า 1,500 ไร่ ขณะที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร พื้นที่ศูนย์กลาง มีเนื้อที่โดยรวมเพียง 1,200 ไร่ จึงมีความจำเป็น ต่อการที่จะต้องใช้พื้นที่เพิ่มเติม ข้อมูลของการศึกษา พบว่า หากจัดบนพื้นที่ 1,200 ไร่ จะสามารถรองรับผู้มาร่วมงานได้มากกว่า 27 ล้านคน ขณะเดียวกันหากขยายพื้นที่ได้ตามที่ศึกษา ตัวเลขของผู้ที่มาร่วมงานจะขยับไปอยู่ที่ 35 ล้านคน นี่คือการหมุนเวียนของผู้มาชมงานตลอด 6 เดือนของการจัดงาน นับตั้งแต่มกราคม-มิถุนายน ในปี 2563 อันหมายถึงรายได้ทางตรงช่วงจัดงาน ที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 6.2 หมื่นล้านบาท   

       ส่วนที่มาของรายได้เกิดขึ้นทั้งจากค่าบัตรเข้าชมงาน และรายได้จากผู้สนับสนุนจัดงาน และจะมีรายได้ทางอ้อมจากการลงทุนต่อเนื่อง การจ้างงาน ให้ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 6 เท่าของเงินลงทุน หรือเกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจโตเพิ่มจากเดิม 1.3-1.4% ส่วนขั้นตอนนับจากนี้ไปก็คือ การรณรงค์หาเสียงสนับสนุนประเทศไทย เพื่อให้ได้โอกาสของการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้

       ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติการณ์ขึ้นกับพระนครศรีอยุธยา ผลการศึกษาที่ทำให้พระนครศรีอยุธยาเป็นคำตอบของพื้นที่การจัดงานนั่นคือ ความโดดเด่นในเชิงศักยภาพ เพราะหากเทียบกับเชียงใหม่ ภูเก็ต กระทั่งชลบุรีแล้ว ทั้ง 3 จังหวัดข้างต้นมีความพร้อมในเชิงศักยภาพ ด้วยบทบาทของการเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวในระดับสากล ขณะที่พระนครศรีอยุธยา มีภาพของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนความเป็นแหล่งโบราณสถาน

       อย่างไรก็ดี จุดแข็งที่พระนครศรีอยุธยาเสนอเพื่อให้เป็นทางเลือกต่อการพิจารณาให้สิทธิ์ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ที่สะดวกคล่องตัวสามารถเชื่อมต่อได้กับทุกภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขณะที่การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม สามารถเดินทางมาได้ โดยทางรถยนต์ เครื่องบิน และรถไฟ  

       ขณะที่แผนการพัฒนาด้านการคมนาคมในอนาคต จะมีโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองบางปะอิน-นครสวรรค์ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองบางปะอิน-นครราชสีมา โครงการก่อสร้างทางหลวงสายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร โครงข่ายการคมนาคมทางถนนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะทำให้ใช้ระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่พระนครศรีอยุธยา ใช้เวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น แผนการพัฒนาระบบคมนาคมที่น่าสนใจประกอบด้วย

       การคมนาคมระบบราง จะมีการก่อสร้างรถไฟจากกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา ในระบบรางคู่ อีกทั้งยังมีเส้นทางการเดินรถไฟที่ผ่านพระนครศรีอยุธยา 2 สาย คือขบวนรถโดยสารที่มีปลายทางสู่ภาคเหนือ ไป-กลับวันละ 18 ขบวน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไป-กลับวันละ 20 ขบวน ลงได้ 2 สถานี คือ สถานีเชียงรากน้อย และบางปะอิน อีกทั้งการเดินทางโดยรถไฟเข้ากรุงเทพฯ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าใต้ดินและระบบแอร์พอร์ตลิงก์ ที่สถานีหัวลำโพง และสถานีรถไฟบางซื่อได้อย่างสะดวก

       การคมนาคมทางอากาศ สามารถที่จะลงได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิถึงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (ใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์) ระยะทาง 82 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 50 นาที  และสนามบินดอนเมืองถึงศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (ใช้เส้นทางพหลโยธิน) ระยะทาง 42 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 30 นาที คมนาคมทางน้ำ สามารถนำเข้าเครื่องจักร เครื่องกล อุปกรณ์สำหรับการจัดงาน สามารถขนส่งจากทางเรือแหลมฉบังมายังท่าเรือ อ.บางไทร พระนครศรีอยุธยาได้อย่างสะดวกและประหยัด ด้วยความพร้อมของโครงข่ายเหล่านี้ ล้วนเอื้อให้พระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของการจัดงาน

       "ผลที่จะได้รับพระนครศรีอยุธยาได้รับโอกาสก็คือ จะทำให้กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ทั้งนนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในหลายจังหวัด ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่จังหวัดเดียว ซึ่งแต่ละจังหวัดสามารถเดินทางติดต่อถึงกันได้ภายใน 30-45 นาที จังหวัดเหล่านี้มีความพร้อมที่พัก โรงแรม รีสอร์ท เกสต์เฮ้าส์“ พากร  วังศิลาบัตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้ทัศนะเอาไว้

       เช่นเดียวกับ วิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประเมินว่า เงินลงทุนจัดงานที่คาดการณ์กันเอาไว้  3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นค่าโครงสร้างของงานสาธารณูปโภค ระบบคมนาคม จะส่งผลดีต่อการสะพัดของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ เป็นสร้างโอกาสให้แก่จังหวัดที่จะมีความพร้อมทัดเทียมเมืองที่มีความเป็นสากล  

       "สสปน.ได้เลื่อนแผนเดินสายโรดโชว์ใน จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อดึงประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานออกไปอย่างไม่มีกำหนด สถานการณ์ขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องรอฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชนก่อน สิ่งที่ สสปน.ให้ความสำคัญจากนี้ไปก็คือการวางแผนป้องกัน การสร้างความมั่นใจที่จะรับมือภัยธรรมชาติ ส่วนตัวยังมั่นใจว่าก่อนจะถึงขั้นตอนการพิจารณาตัดสินว่าไทยควรจะได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพ ยังมีโอกาสที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี" อรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. แสดงความคาดหวัง

       นี่คือสถานการณ์ด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นกับพระนครศรีอยุธยา เบื้องต้นความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจทั้งระบบ ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนระยะยาวคือความเชื่อมั่นในโอกาสว่ายังจะได้รับสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพงานเวิลด์เอ็กซ์โป 2020 หรือไม่ นี่คือความท้าทายอย่างยิ่ง