ข่าว

เรื่องร้อนๆ จากยูเอ็น

เรื่องร้อนๆ จากยูเอ็น

13 ต.ค. 2554

เรื่องร้อนๆ จากยูเอ็น : ประชาธิปไตยที่รัก/พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

          เรื่องร้อนๆ จากยูเอ็นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ก็ไม่ได้รุนแรงน้อยไปกว่าเรื่องราวภัยพิบัติน้ำท่วมของบ้านเราสักเท่าไหร่

            เริ่มจากเรื่องแรกที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประเทศไทย (Universal Periodic Review of Thailand) ที่กรุงเจนีวา เมื่อวันพุธสัปดาห์ที่แล้ว และมีการถ่ายทอดสดทั่วโลก

            ว่าง่ายๆ ก็คือเป็นการส่งรายงานของประเทศไทยต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และเปิดให้มีการให้ความเห็นจากตัวแทนประเทศอื่นๆ

           จากนั้นประเทศไทยก็จะไปรายงานและตอบข้อซักถามของแต่ละประเทศ

           โดยรายงานของประเทศไทยนั้น จะเป็นการเขียนขึ้นมาสามฉบับ คือจากกระทรวงต่างประเทศ จากหน่วยงานของสหประชาชาติ และจากการรวมตัวของประชาสังคม
 
           แต่เวลาไปตอบนั้น กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ตอบ โดยมีการส่งตัวแทนจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องไปด้วย
 
           กล่าวโดยสรุป ในการถ่ายทอดสดมานั้น จะพบว่าแต่ละประเทศที่ให้ความเห็นนั้นสามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่
 
           กลุ่มแรก คือกลุ่มเพื่อนบ้านเรา หรือพวกประเทศที่แย่กว่าเรา พวกนี้ก็จะมาแนวสรรเสริญประเทศเรา ว่าแก้ปัญหาความยากจนและสาธารณสุขขั้นมูลฐานได้ (เกี่ยวตรงไหน?)

            กลุ่มที่สอง คือพวกเพื่อนบ้านเรา หรือประเทศที่ยังรักชอบกันอยู่ดี คือจะคล้ายกับกลุ่มที่แล้ว แต่มีความแตกต่างตรงที่มีมุมว่าหวังว่าประเทศไทยจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่ามีการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
 
           ส่วนกลุ่มที่สาม คือพวกที่ "จัดหนัก" กับประเทศเรา ไม่ว่าจะเรื่องของการสลายการชุมนุมเมื่อสองปีที่ผ่านมา เรื่องปัญหาความรุนแรงที่ภาคใต้ เรื่องกฎหมายหมิ่น เรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรื่องโทษประหารชีวิต และเรื่องบทบาทของคณะกรรมการสิทธิ เป็นต้น
 
           ประเทศพวกนี้มักเป็นประเทศตะวันตกนั่นแหละครับ
 
           หลังจากนี้หน่วยงานของสหประชาชาติที่รับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนก็จะนำไปทำข้อเสนอแนะ/แนะนำให้แก่ประเทศไทยอีกที
 
           ส่วนเรื่องที่สอง ก็คือการออกแถลงข่าวล่าสุดของหน่วยงานที่เรียกว่าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจากตัวแทนพิเศษของสหประชาติที่ชื่อ Frank William La Rue ในเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทย โดยเขาเห็นว่าควรจะมีการปรับปรุงกฎหมายหมิ่น ผ่านการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวางในเวทีสาธารณะ เพื่อให้เข้ากับกรอบใหญ่ของพันธะที่ประเทศไทยมีต่อสหประชาชาติ
 
           อ่านมาถึงตรงนี้ก็เพิ่งคิดว่าเขาไม่รู้จริงเรื่องความเป็นลักษณะเฉพาะของบ้านเราครับ เขาเพียงชี้ว่ามันมีบางเรื่องในกฎหมายทั้งกฎหมายหมิ่น และกฎหมายอาชญกรรมคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวกับการมีโทษจำคุกที่ยาวนาน และความคลุมเครือของคำจำกัดความของคำว่าหมิ่น ที่นำไปสู่การปิดกั้นตัวเองจากการแสดงออก (self-censorship) และนำไปสู่การหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวของการอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทุกคน ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่เรื่องของสร้างอันตรายต่อสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงเรื่องที่ใครๆ ก็ฟ้องได้ และการพิจารณาคดีนั้นไม่เปิดให้สาธารณะเข้าไปฟัง
 
           ประเด็นที่เขาเสนอต่อไปก็คือ กรอบใหญ่ของโลกที่เรามีพันธะสัญญาด้วยนั้น สิ่งที่จะต้องมีก็คือว่ากฎหมายที่จะสร้างข้อจำกัดให้แก่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะต้องมีความชัดเจนและไม่มีความคลุมเครือในแง่ว่าห้ามอะไรบ้าง และจะต้องอธิบายว่ามีความจำเป็นอย่างไร
 
           (อ่านได้ที่ http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/media.aspx?IsMediaPage=true)
 
           ก็ว่ากันไปครับ บอกได้เลยครับว่าถ้าจะเปรียบเปรยก็คงจะบอกว่าเรื่องราวรอบโลกแบบนี้เป็นประเด็นที่สะสมเหมือนน้ำเหนือเขื่อนเข้าไปทุกทีแล้วครับ