ข่าว

กองทัพระดมสรรพกำลังช่วยน้ำท่วม

กองทัพระดมสรรพกำลังช่วยน้ำท่วม

13 ต.ค. 2554

'กองทัพ'ระดมสรรพกำลัง ป้องกัน-บรรเทาภัยน้ำท่วม : ทีมข่าวโต๊ะความมั่นคงรายงาน

          ท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติทุกครั้ง "ทหาร" ทุกเหล่าทัพต่างพร้อมใจกันระดมสรรพกำลัง และยุทโธปกรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

           พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงแนวทางอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตเทศบาลนครสวรรค์ว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ได้ปิดสะพานเดชาติวงศ์ เพราะต้องการใช้พื้นที่บนถนนตั้งแต่เชิงสะพานไปจนถึงแยกทางไป จ.พิษณุโลก เป็นจุดให้บริการประชาชนเพื่อจอดรถ และเรือที่จะเข้าไปช่วยเหลืออพยพประชาชนในเขตเมือง โดยจุดที่รถบรรทุกทหารเข้าไม่ไปได้ก็จะอพยพทางเรือแทน

           ทั้งนี้ จุดอพยพ 5 จุด ที่เทศบาลจัดไว้ยังสามารถรับผู้ประสบภัยได้อยู่ และยังจัดเตรียมสถานที่สำรองไว้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ติดกับค่ายจิรประวัติ ซึ่งรองรับผู้อพยพได้มากกว่า 1 หมื่นคน แต่ถ้ายังไม่เพียงพอก็สามารถอพยพเข้าค่ายจิรประวัติได้

           แม่ทัพภาคที่ 3 ระบุว่า ขณะนี้ได้ใช้กำลังพลประมาณ 700-800 นาย รถบรรทุกทหาร 70 กว่าคัน เรือเล็กไม่ติดเครื่องยนต์ 140 ลำ และเรือติดเครื่องยนต์ประมาณ 40 ลำ

           พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ภารกิจในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะนี้ได้ทำการป้องกันนิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) โดยได้ส่งกำลังพลกว่า 200 คน พร้อมยุทโธปกรณ์เพื่อยกแนวคันดินสู้กับระดับน้ำ

           ทั้งนี้ อุปสรรคการปฏิบัติงานในพื้นที่ คือ ประชาชนร้องเรียนว่า ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งกองทัพพยายามที่จะทำให้ทั่วถึง แต่เนื่องจากประชาชนบางส่วนไม่ยอมออก และขออยู่ที่บ้านตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นภาระในการดูแลความปลอดภัย และช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน
          
           ส่วนพื้นที่ จ.ปทุมธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มอบหมายให้ พล.ท.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) รับผิดชอบการทำคันกั้นน้ำ

           ขณะที่พื้นที่ กทม.ได้มอบหมายให้หน่วยทหารในพื้นที่ทั้ง 50 เขต แบ่งความรับผิดชอบกัน และจัดกำลังพลลาดตระเวนดูแลพนังกั้นน้ำตลอด 24 ชั่วโมง

           พล.ต.วิบูลย์พงศ์ กลั่นเสนาะ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในการส่งกำลังพลสังกัดกองทัพภาคที่ 2 รวม 100 นาย พร้อมรถบรรทุกสูง รวม 50 คัน ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคกลาง

           กองทัพภาคที่ 2 ยังสั่งเตรียมพร้อมกำลังพลกว่า 1,000 นาย และรถบรรทุกสูงอีก 150 คัน ไว้ในที่ตั้งเพื่อเตรียมให้ความช่วยเหลือ และยังจัดกำลังพลวันละ 250 นาย ไปประจำที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อบรรจุกระสอบทราย โดยสามารถบรรจุได้วันละ 3 หมื่นใบ

           ขณะที่กองทัพอากาศ (ทอ.) ได้ร่วมในภารกิจให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจัดส่งเฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) 5 ลำ ติดกล้องอินฟราเรด ซึ่งสามารถอ่านค่าความร้อนของร่างกายมนุษย์ได้ เพื่อสำรวจว่ามีประชาชนติดค้างอยู่ในพื้นที่หรือไม่

           พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ จัดกำลังพล 360 นาย จากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน 150 นาย หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่ง 110 นาย และฐานทัพเรือกรุงเทพ 100 นาย เดินทางไปยังวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กทม.

           ทั้งนี้ จุดดังกล่าวเป็นคันกั้นน้ำริมคลองมหาสวัสดิ์ ความยาว 1 กิโลเมตร ขณะที่กรมอู่ทหารเรือจัดสร้างแพ และจัดหาเรือท้องแบนอีก 100 ลำ สนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โดยกองทัพเรือรับผิดชอบในพื้นที่ กทม. 16 เขต 

           พล.ร.ต.นพดล สุภากร ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน และรักษาฝั่ง กองทัพเรือ (ผบ.สอ.รฝ.) เป็นประธานจัดส่งกำลังพล 31 นาย พร้อมรถบรรทุกขนาด 2.5 ตัน 6 คัน และยุทโธปกรณ์ เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ จ.พระนครศรีอยุธยา